ขับเจ็ทสกียากไหม มือใหม่ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

ขับเจ็ทสกียากไหม มือใหม่ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

เจ็ทสกีเป็นเรือยานยนต์ที่ขับในน้ำถือเป็นกีฬาประเภทหนึ่งที่มีการจัดการแข่งขันในหลายๆสนามทั้งระดับประเทศและระดับโลกนอกจากได้ความสนุกสนานแล้วยังเป็นการออกกำลังวิธีหนึ่งที่สร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อได้แทบจะทุกส่วนเลยถึงแม้ว่าจะดูเหมือนเป็นกีฬาที่เราคงไม่ต้องใช้แรงในการเล่นมากเท่าไหร่แต่ในความเป็นจริงแล้วการควบคุมเจ็ทสกีให้เป็นไปตามที่ใจคิดนั้นค่อนข้างใช้พลังงานและสมาธิมากเลยทีเดียว

ขับเจ็ทสกียากไหม มือใหม่ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

เนื่องจากการเล่นเจ็ทสกีนั้นเป็นกีฬาที่เล่นบนน้ำดังนั้นสำหรับมือใหม่ที่อยากเข้าสู่วงการเจ็ทสกีควรมีพื้นฐานและทักษะการว่ายน้ำที่ดีพอสมควรทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยขณะขับขี่นั่นเองซึ่งสำหรับผู้ที่เพิ่งจะเริ่มหัดเล่นเจ็ตสกีนั้นการเลือกประเภทของเจ็ทสกีที่ขับขี่ก็เป็นสิ่งสำคัญโดยทั่วไปแล้วเจ็ทสกีจะแบ่งประเภทออกเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ คือ  เรือเจ็ตสกีแบบยืน (SKI), เรือเจ็ตสกีแบบสปอร์ต ซึ่งเป็นเรือผสมระหว่างเรือยืนและเรือนั่ง (SPORT) และสุดท้ายคือเรือเจ็ตสกีแบบนั่ง (RUNABOUT) โดยมือใหม่นั้นควรเลือกเจ็ทสกีที่เป็นแบบนั่งที่มักจะมีการออกแบบมาให้ขับขี่ได้ง่ายกว่ามีการควบคุมเรือที่ง่ายกว่าและยังใช้พลังงานในการควบคุมเรือที่น้อยกว่าสามารถนั่งขับได้สบายๆสามารถขึ้นนั่งบนเบาะและขับออกไปได้เลยและควรเลือกใช้เจ็ทสกีที่มีขนาดเล็กสามารถควบคุมได้ง่ายหรือมีระบบการขับเคลื่อนและระบบเบรกที่ดีด้วยแต่ทั้งนี้ควรจะให้ความระมัดระวังในขณะการเลี้ยวหรือการเข้าโค้งเป็นพิเศษเพราะเป็นจุดที่เสี่ยงต่อการคว่ำได้หากคุณเข้าโค้งผิดวิธีหรือใช้ความเร็วที่ไม่ถูกต้องสำหรับเจ็ทสกีมือใหม่ควรเริ่มฝึกจากการฝึกขับบนน้ำที่มีคลื่นไม่ค่อยเยอะและไม่ควรเป็นบริเวณที่กว้างมากเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง

ยังไม่ควรขับออกนอกทะเลไกลๆและที่สำคัญควรมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลอยู่อย่างใกล้ชิดเพราะถึงแม้ว่าคุณจะมีพื้นฐานในการขับขี่รถจักรยานยนต์มาแล้วก็ตามแต่การขับเจ็ทสกีนั้นค่อนข้างแตกต่างกันอยู่พอสมควรเลยทีเดียวซึ่งในปัจจุบันนี้ก็มีหลายสถาบันที่มีการเปิดสอนในคอร์สการขับขี่เจ็ทสกีเบื้องต้นสำหรับผู้ที่สนใจโดยมีทั้งการสอนทฤษฎีเบื้องต้นและสอนภาคปฏิบัติด้วยและยังมีราคาที่ไม่แพงจนเกินไปขึ้นกับระยะเวลาและประเภทของเรือการขับเจ็ทสกีควรจะสวมใส่เสื้อชูชีพตลอดเวลาเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ขณะเจ็ทสกีโดยเฉพาะมือใหม่ที่ยังไม่คุ้นชินกับการขับขี่

นอกจากนี้การเลือกความเร็วของเครื่องยนต์ของเจ็ทสกีที่ขับขี่ก็สำคัญเช่นเดียวกันควรเลือกประเภทของเครื่องยนต์ให้เหมาะสมไม่ควรเลือกเครื่องที่เร็วและแรงเกินไปเพราะอาจจะเกินการควบคุมได้ซึ่งกีฬาเจ็ตสกีนี้สามารถเริ่มฝึกหัดได้ตั้งแต่อายุยังน้อยแต่ก็ควรได้รับการอนุญาตจากผู้ปกครองก่อนด้วยสิ่งแรกสำหรับการเริ่มต้นเล่นเจ็ทสกีคือการทำความเข้าใจกับกฎกติของการเล่นเจ็ทสกีและทำความเข้าใจกับการทำงานของเรือเจ็ทสกีทั้งในส่วนของแฮนด์จับหรือปุ่มอื่นๆหรือฟังก์ชันอื่นๆในเรือเพื่อให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องจะได้ใช้งานได้ถูกวิธี

การเล่นกีฬาเจ็ทสกีจึงเป็นอีกกีฬาหนึ่งที่ทุกวัยสามารถเล่นได้หากได้รับการฝึกฝนที่ถูกต้องและมีการเตรียมตัวที่ดีซึ่งเป็นกีฬาที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้เห็นได้จากการจัดการแข่งขันในหลายๆรายการแข่งขันที่ได้รับการตอบเป็นอย่างดีทั้งจากนักกีฬาและจากผู้ชมนอกจากจะให้ความสนุกสนานเพลิดเพลินแล้วยังทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นอีกด้วย

 

# จบฤดูกาลแล้ว เจ็ตสกี โปรทัวร์ 2020 แต่ความสนุกยังไม่จบ

ความเป็นมาของการแข่งขัน Motocross และรูปแบบการแข่งขัน

ความเป็นมาของการแข่งขัน Motocross และรูปแบบการแข่งขัน

ความเป็นมาของการแข่งขัน Motocross และรูปแบบการแข่งขัน

ในบ้านเรานั้นการแข่งขันมอเตอร์ไซค์วิบาก  หรือที่เรียกกันว่าโมโตครอส มาอย่างยาวนานมากแล้ว  ถึงแม้ว่าเมื่อก่อนนั้นอาจจะยังไม่ค่อยได้รับความนิยมมากเท่าที่ควรแต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานั้นได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในประเทศไทยถูกจัด เป็นหนึ่งในสนามชิงแชมป์โลกกันเลยทีเดียว (ที่จังหวัดสุพรรณบุรี) เพราะโมโตครอสนั้น จัดว่าเป็นการกีฬาที่ค่อนข้างจะสนุกตื่นเต้นเร้าใจ และใครหลาย ๆ คนก็ยึดเป็นกีฬาประจำตัว เป็นงานอดิเรกที่เอาไว้ออกทริปสำหรับวันหยุด แล้วรู้หรือไม่ความเป็นมาของการแข่งขัน Motocross เริ่มขึ้นเมื่อใด

ความเป็นมาของการแข่งขัน Motocross และรูปแบบการแข่งขัน

คำว่า Motocross (โมโตครอส) เป็นการผมคำกันระหว่างคำว่า Motorcycle ( มอเตอร์ไซค์ )  กับคำว่า Cross Country (ผ่านทางธุระกันดาร) เมื่อมารวมกันจึงมีความหมายว่า จักรยานยนต์วิบากนั่นเอง ซึ่งเริ่มต้นเป็นกีฬาของประเทศฝรั่งเศส ก่อนที่จะแพร่หลายไปทั่วโลกในปัจจุบัน

การแข่งขันจักรยานยนต์วิบากหรือ Motocross นั้นพัฒนามาจากการแข่งขัน Off road ซึ่งปกติจะใช้รถยนต์ แต่ลองเปลี่ยนมาทดลองใช้มอเตอร์ไซค์แทน โดยมีไอเดียในการขี่คือ เป็นการขี่แบบลุย ๆ ไปตามทางธุระกันดาร โดยมาได้รับความนิยมเป็นอย่างมากก็ในช่วงปี ค.. 1924 – 1930 โดยที่นิยมกันมาก ก็คืออังกฤษ และลามไปทั่วสหราชอาณาจักร ด้วยความ ที่ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก ซึ่งแต่ละที่อาจจะเรียก แตกต่างกันไปไม่ว่าจะเป็น MX หรือ Motox แต่สุดท้ายการแข่งขัน Motocross นานาชาติก็เกิดขึ้นเป็นครั้ง ในปี 1999

และเริ่มมีนักแข่งที่ทำการแข่งขันในนามทีมต่างๆโดยที่เป็นทีมจากอังกฤษและ UK ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทีม BSA , Norton , Rudge ,  AJS ส่วนเส้นทางการแข่งขันนั้นก็ถูกออกแบบมาให้มีความลื่น ขรุขระ และมีอุปสรรคมากมายจากสิ่งกีดขวาง ในการแข่งขันครั้งนั้นได้สร้างความสนุกตื่นเต้นให้กับผู้ชมเป็นอย่างมาก รวมไปถึงเป็นสิ่งท้าทายความสามารถของนักแข่งอีกด้วย

การแข่งขัน Motocross ในต่างประเทศ

ปัจจุบัน การแข่งขัน Motocross ในต่างประเทศ แบ่งได้เป็น 2 ประเภท ก็คือการแข่งขันแบบ โมโตครอส และการแข่งขันแบบซุเปอร์ครอส

การแข่งขันแบบ โมโตครอส จะเป็นการแข่งขันแบบพื้นที่เปิดหรือกลางแจ้ง เน้นการขึ้นเขาหรือขึ้นเนิน ชันโดยสนามนั้นจะเป็นทางวิบาก และมีเส้นทางที่ยาวไกลพอสมควร โดยการแข่งขันนั้นอาจจะกินระยะทางถึง 15- 20 สนาม ก็แล้วการออกแบบของสนามแข่ง และในการแข่งขันนั้นก็ยังมีการจับเวลาด้วย และการแข่งขันนั้น ก็จะแบ่งรุ่นย่อยลงไปอีก 3 รุ่น ได้แก่

รุ่น  MXA รุ่นนี้สำหรับนักแข่งที่ยังไม่เคยคว้าแชมป์ในรายการใด ๆ รถจักรยานยนต์วิบากที่ทำการแข่งขันนั้น ก็ไม่จำกัด ซีซี

รุ่น MX2 เป็นการแข่งขันสำหรับนักแข่ง ที่เคยชนะการแข่งขันมาแล้ว แต่ไม่เกิน 2 ครั้ง และสามารถใช้รถได้ไม่จำกัด ซีซี

รุ่น MXGP เป็นการแข่งขันสำหรับนักแข่งที่เคยได้แชมป์โลกมาแล้ว อย่างน้อย 4 ครั้ง และสามารถใช้รถได้ไม่เกิน 450 ซีซีในการแข่งขัน

การแข่งขันจักรยานยนต์วิบากแบบ ซูเปอร์ครอส เป็นการแข่งขันกันในพื้นที่ปิด หรือสร้างสนามแข่งกันในโรงยิมขนาดใหญ่ นั่นทำให้เส้นทางของสนามนั้นไม่ไกลมากนัก โดยการแข่งขันนั้นก็จะขี่กันวนไปวนมาประมาณ 20 -25 รอบสนาม โดยการแข่งขันนั้นก็จะแบ่งเป็น 2 ประเภทก็คือ

รุ่น 250 SX   เป็นการแข่งขันกันประมาณ 20 รอบ และรถที่ใช้ก็มีความแรง ไม่เกิน 250 ซีซี

รุ่น 450 SX   เป็นการแข่งขันกันประมาณ 25 รอบสนาม และใช้รถที่มีความแรงได้ไม่เกิน 450 ซีซี

และนี่ก็คือเกร็ดความรู้เล็กน้อย เกี่ยวกับความเป็นมา และการแข่งขัน ที่นำมาฝากกันสำหรับรถ Motocross เพื่อที่เวลาชมการแข่งขันจะสามารถสนุกและเข้าใจง่ายมากยิ่งขึ้น นั่นเอง

 

# อยากเริ่มขี่จักรยานยนต์วิบาก เริ่มต้นยังไงดี

อยากเริ่มขี่จักรยานยนต์วิบาก เริ่มต้นยังไงดี

อยากเริ่มขี่จักรยานยนต์วิบาก เริ่มต้นยังไงดี

อยากเริ่มขี่จักรยานยนต์วิบาก เริ่มต้นยังไงดี

สำหรับใครหลายๆคนที่อยากลองขี่จักรยานยนต์วิบากไม่ว่าจะเป็นจักรยานยนต์โมโตครอสหรือเอ็นดูโรนั้นคงจะคิดไม่ตกและงงๆกับตัวเองเหมือนกันว่าจะเริ่มต้นยังไงแบบไหนไหนกันดีไม่ว่าการเลือกซื้อรถรวมไปถึงการดูแลรักษาและอุปกรณ์ต่างๆที่ค่อนข้างจะมีมากมายไม่ใช่น้อยๆฉะนั้นเราจึงมีแนวคิดสำหรับใครที่จะเริ่มต้นหรือเปลี่ยนแนวมาสายวิบาก

อยากเริ่มขี่จักรยานยนต์วิบาก เริ่มต้นยังไงดี

ตั้งคำถามกับตัวเองถามตัวเองก่อน ว่าที่อยากขี่รถจักรยานยนต์วิบากเพราะอะไรเพื่อ เพราะการตั้งคำถามให้ตัวเองนั้นจะทำให้เลือกซื้อรถได้ถูกรสนิยมในการใช้งาน เช่นอยากเอามาไว้ใช้เป็นพาหนะประจำวัน และเอาไว้ออกไปท่องเที่ยวในเส้นทางที่หลากหลายในวันหยุด ก็ควรจะเลือกจักรยานยนต์วิบากแบบเอ็นดูโร คงจะเหมาะที่สุด ถ้าต้องใจเอาไว้บุกป่าฝ่าเขา ข้ามลำธาร ไปในเส้นทางกันดารมาก ๆ ก็ควรเลือกใช้จักรยานยนต์วิบากแบบ โมโตครอส แต่จงจำไว้ว่าโมโตครอสนั้น ไม่สามารถจดทะเบียนกับขนส่งได้ เพราะอุปกรณ์ไม่ครอบอย่าง เช่นไฟหน้า ไฟท้ายไฟเลี้ยว แต่เอ็นดูโร่นั้นมีครบ และจดทะเบียนกับขนส่งได้

อยากเริ่มขี่จักรยานยนต์วิบาก เริ่มต้นยังไงดี

อุปกรณ์ต้องมีครบหลังจากที่เลือกรถได้แล้ว ก็อย่าพึงออกไปลุยเลยทันที เพราะต้องมีอุปกรณ์อย่างอื่นเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นหมวกกันน็อคที่ได้มาตรฐานละมีคุณภาพ ตรงนี้ขอแนะนำให้ใช้แบบ Off-Road or Motocross Helmet หรือไม่ก็เป็นแบบ Hybrid Helmet รวมไปถึงถุงมือ รองเท้าบู๊ท สนับศอกสนับเข่า (ในกรณีออกทริป) แว่นตาสำหรับขี่มอเตอร์ไซค์วิบาก (ในกรณีเลือกหมวกกันน็อค แบบ Off-Road or Motocross Helmet)และชุดสำหรับขี่จักรยานยนต์วิบาก โดยการเลือกอุปกรณ์ แต่ละอย่างนั้น เน้นว่าต้องได้มาตรฐานก็พออย่าพึ่งไปใช้ของแพงราคาแรง ๆ

มองหาเส้นทางเมื่ออุปกรณ์ครบแล้ว ก็ลองมองหาเส้นทาง โทรศัพท์ต้องมี GPS ที่แน่นอน เพราะบางทีเราก็ต้องเอาไว้ดูแผนที่ที่จะต้องไป และหากใครเลือกเส้นทางเป็นทางวิบากก็ควรจะเป็นเส้นทางที่คุ้นเคย รู้จักเป็นอย่างดีเพราะจะไม่ทำให้หลง และต้องเป็นเส้นทางที่ไม่ห่างไกลผู้คนมากนัก เพราะหากคุณลุยเดี่ยวแล้วถ้าหากเกิดอะไรขึ้น ก็ยังสามารถหาคนมาช่วยได้นั่นเอง

ควรจะมีกลุ่มแก๊งค์หากใครเริ่มต้นเข้าสู่วงการจักรยานยนต์วิบาก โดยที่ไม่รู้จักใครมาก่อนก็ควรทำความรู้จักไว้ เชื่อว่าเวลาคุณออกทริปเดินทางลุย ย่อมเจอกลุ่มมอเตอร์ไซค์วิบากกันบ้างแหละ เข้าไปทักเข้าไปคุยเถอะ เขาดีใจด้วยซ้ำที่จะได้มีสมาชิกใหม่ และคุณก็จะได้สังคมใหม่ ๆ ถ้าไม่กล้าทักก็จะมีกลุ่มรถจักรยานยนต์วิบากทางโซเชียลมีเดียเยอะแยะมากมาย การที่คุณมีกลุ่มหรือมีเพื่อนนั้น จะทำให้คุณออกทริปสนุกขึ้น มีคนคอยช่วยเหลือยามจำเป็น และจะมีคนให้คำปรึกษาเกี่ยวกับรถอีกด้วยนะและไม่มีทางที่จะเหงาอีกต่อไป (นอกจากคุณชอบเดียว เที่ยวลำพัง)

หมั่นคอยดูรักษา การดูแลรักษารถหลังใช้งานนั้นก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ยิ่งมอเตอร์วิบาก แล้วยิ่งต้องดูแลมากกว่าแบบอื่น เพราะการบุกตะลุยไปทุกเส้นทางนั้น เจอสภาพถนนที่หลากหลาย แถมเครื่องยนต์ก็ต้องทำงานหนัก ควรหมั่นตรวจสอบเช่น หัวเทียน ระบบไฟ การเปลี่ยนกรองและเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเมื่อครบกำหนดเวลา หมั่นล้างหมั่นเช็ดนั่นก็จะทำให้รถคุณดูมีสภาพใหม่ และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานยิ่งขึ้น

นี่ก็เป็นแค่เพียงวิธีการเล็กๆน้อยๆเท่านั้นสำหรับมือใหม่ที่กำลังเริ่มต้นเชื่อว่าหากเป็นนักบิดมอเตอร์ไซค์วิบากไปเรื่อยๆก็จะค้นพบเทคนิคต่างๆด้วยตัวเองอีกมากมายและจะสามารถสนุกกับการขี่ไปอีกนานเลย

 

Kawasaki KLX 230 R

ทำไมขี่จักรยานยนต์ motocross ต้องใส่รองเท้าบู๊ท

ทำไมขี่จักรยานยนต์ motocross ต้องใส่รองเท้าบู๊ท

การจะเล่นกีฬาทุกประเภทนั้นต้องมีอุปกรณ์ที่เหมาะสมไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์เพื่ออำนวยความสะดวกสบายหรือเพื่อป้องกันอันตรายจากอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นอีกด้วยโดยเฉพาะที่เสียงกับอันตรายอย่างการขี่รถมอเตอร์ไซค์วิบากไม่ว่าจะเป็นประเภทโมโตครอสหรือเป็นดูโร่ซึ่งค่อนข้างจะอันตรายกว่ากีฬาประเภทอื่นเพราะจำเป็นต้องใช้ความเร็วความเสี่ยงกับเส้นทางที่ไม่คุ้นเคยและมีอุปสรรคขวางกันเยอะแยะมากมายไม่ว่าจะเป็นโคลนก้อนหินถนนทรายท่อนไม้กิ่งไม้ต่างๆนานาส่วนอุปกรณ์สำหรับขี่รถวิบากนั้นก็มีทั้งหมวกกันน็อคถุงมือสนับเข่าเป็นต้นแต่ที่นักบิดโดยเฉพาะนักบิดหน้าใหม่ควรจะต้องมีเป็นอย่างยิ่งก็คือ

ทำไมขี่จักรยานยนต์ motocross ต้องใส่รองเท้าบู๊ท

รองเท้าบู๊ทสำหรับจักรยานยนต์วิบากโดยเฉพาะนั่นเองเพราะรองเท้าบู๊ทนั้นช่วยได้หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการรองรับการกระแทกในขณะที่ยื่นยาออกไปข้างหน้าขณะเข้าโค้งที่อาจทำให้เท้าเราไปสะดุดกับหินกิ่งไม้หญ้าหนามต่างๆป้องกันการที่จะถูกความร้อนของท่อไอเสียมาและเครื่องยนต์มาโดนที่ขาและต่างๆอีกมายมายที่สามารถจะเกิดขึ้นได้แล้วถ้าหากถามว่าใส่รองเท้าผ้าใบได้ไหม? ก็ขอตอบว่าได้ แต่! คุณจะกล้าเสี่ยงกับการที่หน้าแข้งเขียวปูด หน้าแข้งแตก บางทีโชคร้ายอาขถึงขั้นหักได้ไหม เพราะอย่าลืมว่าชิ้นส่วนของรถจักรยานยนต์วิบากนั้นส่วนใหญ่เป็นเหล็ก แข็ง ๆ ทั้งนั้น ทางที่ดีใส่เถอะนอกจากป้องกันได้แล้วยังดูเท่ส์ และเป็นมืออาชีพมากขึ้นอีกเยอะ

บางคนบอกว่าใส่แล้วมันเดินไม่ค่อยสะดวกไม่คล่องตัวด้วยลักษณะที่รองเท้าที่ออกแบบผลิตมาให้มีลักษณะที่แข็งเพื่อป้องกันเท้าและขาท่อนล่างเป็นอย่างดีที่สุดนั่นมันจึงจำเป็นที่คุณต้องเข้าใจว่าเขาออกแบบมาเพื่อขี่รถวิบากไม่ใช่เพื่อไว้ใส่เดินเล่นหรือใส่วิ่ง

ในส่วนของการดูแลรักษารองเท้าบู๊ทนั้นก็ควรจะดูแลรักษาเป็นอย่างดี เพื่อให้อยู่ในสภาพการใช้งานในครั้งต่อไป อีกทั้ง ยังเป็นการยืดอายุรองเท้าบู๊ทให้ใช้งานได้อย่างยาวนานอีกด้วย วิธีการดูแลก็มีดังนี้

เลอะเทะไปด้วยโคลน และเปียกแฉะ ให้ใช้ผาชุบน้ำหมาด ๆ ขัดเช็ดรองเท้าให้ทั่วจนสะอาด แล้วเช็ดด้วยผ้าแห้งอีกหนึ่งครั้งแล้วใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ ยัดเข้าไปในรองเท้าเพื่อเป็นการดูดซับความชื้น และยังรักษาทรงของรองเท้าเอาไว้ แต่หากสกปรกมาก ก็สามารถเอาจุ่มน้ำที่ผสมกับผงซักฟอก หรือสบู่อ่อน ๆ แล้วใช้แปลงแบบนุ่มขัดออก (อาจใช้แปลสีฟันเก่า ๆ) แล้วใช้ผ้าเช็ดขัดอีกหนึ่งรอบ แต่ห้ามใช้แปลงแข็ง ๆ ขัดถู และห้ามใช้น้ำฉีดโดยเด็ดขาด เพราะนั่นอาจทำให้รองเท้าสึกได้และอายุการใช้งานจะลดลง

อย่างเร่งรีบร้อนให้รองเท้าแห้งเร็ว การตากรองเท้าบู๊ทนั้น ควรจะเป็นการพึ่งในที่ร่ม หรือพึ่งลม ไม่ควรทำให้แห้งด้วยความร้อนโดยเด็ดขาด เช่นการเอาไปตากแดด วางใกล้คอมแอร์ หรือใช้ไดร์เป่าผมเป่า เพราะโดยธรรมชาติของหนังนั้นจะมีความชุ่มชื้นชื้นอยู่ในตัวเพื่อปกป้องสภาพของตัวเอง การใช้ความร้อนอาจทำให้หนังแห้ง กรอบและแตกได้ หากใครต้องออกทริปบ่อยแล้วกลัวไม่แห้ง แนะนำว่าให้มีบู๊ทสำรองไว้สลบกันใส่จะดีมาก

น้ำมันทำความสะอาด หลังจากที่รองเท้าบู๊ทแห้งเรียบร้อยแล้วควรใช้น้ำมันสำหรับทำความสะอาดเครื่องหนังโดยเฉพาะขัดซ้ำอีกรอบ เพื่อเป็นการยืดอายุการใช้งานและทำให้บู๊ทเงาสวยน่าใส่ น้ำมันที่ใช้ขัดนั้นก็อาจจะใช้ ก็มีให้เลือกมากมายวางขายกันสามารถใช้ได้หมด หรือหากใครจะสะดวกใช้แบบไหนก็ไม่ว่ากัน

 

Kawasaki KLX 230 R

ยางจักรยานยนต์วิบาก แบบไหนที่เหมาะกับตัวคุณ

ยางจักรยานยนต์วิบาก แบบไหนที่เหมาะกับตัวคุณ

ยางจักรยานยนต์วิบาก แบบไหนที่เหมาะกับตัวคุณ

คนที่ชื่นชอบและหลงใหล กีฬาที่ใช้ความเร็ว ไม่ว่าจะเป็นจักรยาน หรือมอเตอร์ไซค์นั้น อุปกรณ์อะไหล่ที่ให้ความสำคัญมากเป็นอันดับต้น ๆ ก็คงจะไม่พ้นล้อยาง เพราะล้อยางที่ดีนั้น มีประโยชน์ต่อการขับขี่อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันอุบัติเหตุได้เพราะเกาะถนนได้ดี หรือบางรุ่นนั้นก็ทำให้รถวิ่งได้ดีขึ้น ลุยฝนได้ดีขี้น เพราะการออกแบบดอกยาง  โดยเฉพาะสายลุยอย่างจักรยานยนต์วิบาก ไม่ว่าจะเป็นโมโตครอส หรือเอ็นดูโร่ ที่ต้องใช้ยางอย่างหนัก เพราะต้องขี่ในเส้นทางทุรกันดาร บุกป่าฝ่าเขา ลงน้ำ ฝ่าโคลน ซึ่งบทความนี้เราจึงจะมาแนะนำยางสำหรับจักรยานยนต์วิบาก อย่าง Honda CRF 250 L, Kawasaki KLX250, Husqvarna FE250  ซึ่งเป็นยาง 4 รุ่น 4 แบบ ที่สามารถใช้งานได้ดี สำหรับรถทรงวิบากที่เน้นขี่ลุยไปทุกเส้นทาง มาดูกันเลยว่ายางแต่ละประเภทเหมาะกับการใช้งานแบบไหนกัน

ยางจักรยานยนต์วิบาก แบบไหนที่เหมาะกับตัวคุณ

ยาง Mitas MC-24

หรือที่หลาย ๆ คนเรียกว่าลายงูเหลือม สำหรับใครที่ใช้รถจักรยานยนต์วิบากประเภทเอ็นดูโร่เป็นพาหนะการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการไปทำงาน หรือเดินทางไปที่ต่าง ๆ หรือออกทริปไกล ๆ ที่ใช้ถนนทางเรียบ (ถนนดำ) และทำความเร็วได้เยี่ยมยอด ยาง Mitas MC-24 ดูจะตอบโจทย์ได้ดีที่สุด โดยการออกแบบสำหรับยางรุ่นนี้นั้น เพื่อวิ่ง ทางเรียบ 80 % ทางกันดาร 20 % ดอกยางที่เหมือนงูเหลือมนั้น สามารถรีดน้ำออกได้เมื่อขี่ลุยฝน หรือถนนเปียก และรีดฝุ่นออกได้พอสมควรเมื่อวิ่งทางวิบากที่ไม่มากนัก

 

ยาง Mitas E-07 & E-07plus

สำหรับยาง Mitas E-07 & E-07plus นั้นเหมาะสำหรับคนที่รักพี่เสียดายน้อง สองจิตสองใจเพราะเป็นยางออกแบบมาให้เหมาะแก่การวิ่งทางเรียบ 50 % วิ่งทางวิบาก 50 % ยางชนิดนี้เหมาะแก่คนที่ใช้รถเอ็นดูโร่เดินทางในชีวิตประจำวัน และพร้อมออกลุยฝุ่นทันทีเมื่อมีเวลาว่างหรือเดินทางไกลก็ใช้ได้เหมือนกัน ส่วนของดอกยางนั้นเป็นรูปแบบของฟันปลา สลับกับร่องบนผิวยาง โดยอายุการใช้งานของยางรุ่นนี้ก็ทนไม่น้อยโดยมีอายุการใช้งานประมาณ 20,000 กิโลเมตร การขับขี่นั้นก็สามารถเกาะถนนได้ดี ทุกสภาพผิว แต่วิ่งทางเรียบอาจจะรีดน้ำฝนได้ไม่ดีเท่า Mitas MC-24 แต่ทางวิบากทำได้ดีกว่าแน่นอน

 

ยาง Mitas C-21 & C-20

สำหรับยาง Mitas C-21 & C-20 เรื่องคุณภาพนั้นหายห่วงเพราะการแข่งขัน ชิงแชมป์โลกอย่างรายการ MXGP ก็เลือกใช้ Mitas C-21 & C-20 ยางรุ่นนี้เหมาะสำหรับนักแข่ง โมโตครอส  ที่มีรถไว้วิ่งลุยฝุ่น เข้าถิ่นธุระกันดาร ไม่ได้มีรถไว้เพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน โดยยางชนิดนี้เป็นยางชนิดวิบาก 100 % เกาะถนนวิบากได้ดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นทางดิน ลุยโคลน ทางป่าเขา ทางฝุ่น หรือทราย เข้าโค้งได้หนึบ รับแรงกระแทกได้อย่างแข็งแกร่ง ตัวยางก็มีอายุการใช้งานได้อย่างยาวนานเช่นกัน

 

ยาง Mitas C-19 & EF-07 Superlight

เป็นยางที่ใช้ในการแข่งขัน ซึ่งยาง Mitas C-19 & EF-07 Superlight ถูกเลือกใช้ในการแข่งขัน Cross Country Extreme และ extreme enduro FIM มาแล้วด้วยคุณสมบัติที่มีน้ำหนักที่เบา เกาะเส้นทางวิบากได้ดีเพราะเนื้อยางมีความนิ่มเกาะได้ดีทั้งดิน และพื้นหญ้า โดยถ้าจะให้ดีนั้นควรใช้กับยางหลังรุ่น EF-07 Super light รับรองว่าลุยได้ทุกที่หายห่วงแน่นอน

นี่ก็เป็นยาง 4 แบบที่นำมารีวิวให้ดู เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้จนจบแล้ว ลองถามตัวเองดูว่าคุณเป็นสายลุยแบบไหน แล้วดูยางที่ใช้ในปัจจุบันว่าเข้ากับตัวรถจักรยานยนวิบากของคุณหรือไม่ นั่นก็เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการขับขี่นั่นเอง

 

Kawasaki KLX 230 R

Kawasaki KLX 230 กับ KLX 230 ABS SE

Kawasaki KLX 230 กับ KLX 230 ABS SE

ในวงการ โมโตครอสในบ้านเรานั้นมีรถหลายค่ายมากมายที่ชาวลุยฝุ่นนั้นนิยมใช้กัน ซึ่งแต่ละค่ายก็มีจุดเด่นแตกต่างกันออกไปโดยแต่ละยี่ห้อนั้นก็ต่างพัฒนารถของตัวเองอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อสนองความต้องการของเหล่านักขี่โดยที่ค่ายใหญ่อย่าง Kawasaki ก็ได้พัฒนาโมโตรอส ออกมาอีก 4 รุ่น ที่มีจุดเด่นแตกต่างกันออกไป นั้นก็คือ KLX 230, KLX 230 ABS SE,  KLX 230 R, KLX 300 R โดยทั้ง 4 รุ่นนี้นับว่าเป็นการออกแบบโมเดลใหม่ของ Kawasaki ที่แน่นอนว่ารูปโฉมทั้ง 4 รุ่นนั้นถูกอกถูกใจ สายโดย สายลุยฝุ่นเป็นแน่แท้ โดยทั้งสี่รุ่นนี้ก็ยังแบ่งย่อย ๆ เป็นอีก 2 ประเภท คือรุ่น KLX 230 กับ KLX 230 ABS SE สามารถจดทะเบียนกับขนส่งได้สามารถให้เป็นพาหนะ ใช้บนถนนได้ แต่ส่วนรุ่น ,  KLX 230 R กับ KLX 300 R นั้นไม่สามารถจดทะเบียนกับขนส่งได้ และสามารถใช้ในการแข่งขันในสนามเท่านั้นโดยบทความนี้เราจะมาพูดถึง KLX 230 กับ KLX 230 ABS SE กันก่อนว่าพิเศษยังไงและแตกต่างกันยังไง

Kawasaki KLX 230 กับ KLX 230 ABS SE

KLX 230 กับ KLX 230 ABS SE ทั้งสองรุ่นนี้ผลิตออกมาด้วยมาตรฐานเดียวกันจะแตกต่างกันตรงออปชั่นต่างๆเท่านั้นโดยทั้งสองรุ่นนี้มีความเป็นอเนกประสงค์คือใช้งานได้ทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการเดินทางใกล้ไกลไปในที่ต่างๆออกทริปท่องเที่ยวทางลูกรังทางวิบากทางเรียบขี่ในเมืองหรือออกนอกเมืองก็ล้วนทำได้อย่างดีเยี่ยม

ซึ่งรูปโฉมของทั้งสองรุ่นนี้ก็ถูกออกแบบใหม่ทั้งหมดทั้งเครื่องยนต์ใหม่เฟรมใหม่ในด้านเครื่องยนต์ทั้ง KLX 230 กับ KLX 230 ABS SE นั้น มีความแรงอยู่ระดับ 233 CC .1 สูบ 4 จังหวะ ระบบหัวฉีด ระบบระบายความร้อนนั้นก็ระบายด้วยอากาศ ซึ่งดูเหมือนว่าทาง Kawasaki นั้นจะเน้นให้รถทั้งสองรุ่นนี้ มีความคล่องตัวสูงเลยดูออกมากะทัดรัดและน้ำหนักเบา เหมาะกับการลุยทุกสถานการณ์

ในส่วนของแซสซีนั้นก็สมดุลลงตัวกับเครื่องยนต์เป็นอย่างดีนอกจากจะผลิตจากเหล็กที่รองรับแรงดึงได้ดีอีกด้วยในส่วนของล้อหน้านั้นก็เป็นขนาด 21 นิ้ว ล้อหลัง 18 นิ้วซึ่งเป็นซี่ลวดและขอบเป็นอะลูมิเนียมมาพร้อมกับยางหนามขี่ลุยด้วยความนุ่มสบายด้วยระบบโช๊คเทเลสโคปิคในด้านหน้าและเป็นระบบโช๊คแก๊สในด้านหลัง

ด้านความปลอดภัยนั้นทาง Kawasaki ให้ความสำคัญในระบบไฟไม่น้อยกว่าส่วนอื่นเนื่องจาก ระบบไฟส่องสว่างถือเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ เพราะอย่าลืมว่า KLX 230 กับ KLX 230 ABS SE นั้นสามารถขี่ได้บนท้องถนนและขี่กลางค่ำกลางคืนที่หนทางมืดมิดได้เหมือนรถชนิดอื่นๆนั่นเอง

ตัวเรือนไมล์ก็ดูได้ง่ายเพราะเป็นแบบแอลซีดดีระบบฟูลดิจิตอลซึ่งแสดงผลได้อย่างเที่ยงตรงไม่จะเป็นความเร็ว, รอบ, ระยะทาง, ระดับน้ำมัน, เวลา, ตัวบอกสัญญาณไฟ แต่ข้อเสียก็มีนิดเดียวคือไม่แสดงตำแหน่งเกียร์นั่นเอง

มาถึงตรงนี้หลายคนคงสงสัยว่าแล้ว KLX 230 กับ KLX 230 ABS SE มันแตกต่างกันตรงไหน สิ่งที่แตกต่างกันก็คือระบบเบรกนั่นเอง ถึงแม้ว่าทั้งสองรุ่นนี้จะใช้เบรก คาลิเปอร์หน้าในระบบสองลูกสูบ แต่จานเบรกนั้นมีขนาดที่แตกต่างกัน โดยที่ KLX 230 ใช้จานขนาด 265 mm ส่วน KLX 230 ABS SE ใช้จานขนาด 240 mm และเป็นระบบ ABS ส่วนเบรกหลังนั้นเหมือนก็คือเป็นคาลิเปอร์หนึ่งลูกสูบ และจานขนาด 220 mm

สรุปแล้ว KLX 230 กับ KLX 230 ABS SE นั้นเหมือนกันแทบจะทุกอย่าง มีแตกต่างกันก็เพียงแค่เบรกหน้าเท่านั้น หากใครจะเลือกใช้รุ่นไหนก็แล้วแต่รสนิยมของแต่ละคน แต่รับรองได้ว่าขี่มันทั้งคู่แน่นอน

 

# จักรยานยนต์ทรงรถวิบากมีกี่แบบ

จักรยานยนต์ทรงรถวิบากมีกี่แบบ

จักรยานยนต์ทรงรถวิบากมีกี่แบบ

หากใครอยากจะเปลี่ยนแนว หรือลองไปใช้จักรยานยนต์วิบาก บางทีก็อาจจะงงพอสมควรควรว่าจริง ๆ แล้วจักรยานยนต์วิบากนั้นมีกี่แบบ มีแบบไหนบ้าง และควรใช้แบบไหนดีจึงจะเหมาะกับตัวเอง หากคนที่ไม่ได้คลุกคลีกับวงการรถจริง ๆ จัง ๆ ก็อาจจะมองมองว่ารถจักรยานยนต์วิบากนั้น เหมือน ๆ กันหมด ทั้งรูปทรงอะไรต่าง ๆ แทบจะไม่แตกต่างกัน ซึ่งจริง ๆ แล้วจักรยานยนต์วิบากที่มีอยู่ในท้องตลาดนั้น แบ่งได้เป็น 3 แบบหลัก ๆ ด้วยกัน ก็คือ ทรงโมโตครอส ทรงโมตาร์ด และทรงเอ็นดูโร่ ซึ่งทั้ง 3 รูปทรงนี้ ก็มีรายละเอียดของตัวรถ รวมไปถึงการใช้งานที่ค่อนข้างจะแตกต่างกันพอสมควรควร แต่จะแตกต่างกันตรงไหน ก็มีดังนี้

จักรยานยนต์ทรงรถวิบากมีกี่แบบ

รถจักรยานยนต์วิบาก ทรงโมโตครอส (Motocross)

รูปแบบของจักรยานยนต์ โมโตครอสนั้น จุดเด่นของรูปทรงจะอยู่ที่ความเล็ก ปราดเปรียว เบา กะทัดรัด เหมาะสำหรับสายเน้นลุยไปในเส้นทาง โหด ๆ ปีนป่าย หรือท่องไปตามเส้นทางธรรมชาติ ปีนข้ามท่อนไม้ กิ่งไม้ก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย หรือใช้ลงทำการแข่งขันในสนามก็ยังเป็นที่นิยมกันไม่น้อย แต่ที่ไม่เหมาะสำหรับรถ Motocross เป็นอย่างยิ่งก็คือการใช้เป็นพาหนะประจำวัน หรือออกทริปไกล ๆ เพราะจักรยานยนต์ Motocross นั้นถูกออกแบบมาให้น้ำหนักเบาที่สุด บางส่วนของรถจึงถูกตัดออกไปเช่น ไฟส่องสว่างด้านหน้า สัญญาณไฟท้าย ไฟเลี้ยว แตรรถ แผงหน้าปัดที่คอยบอกสถานะต่าง ๆ นั่นก็จึงทำให้ไม่สามารถจดทะเบียนรถกับขนส่งได้อีกด้วย ในส่วนจุดเด่นของจักรยานยนต์ Motocross นั้นก็คือยางที่ใหญ่ดอกยางเป็นตุ่มหนาเพื่อให้พร้อมสำหรับการลุยไปทุกเส้นทางไม่ว่าเส้นทางที่ลื่นบนพื้นหินเส้นทางดินลูกรังลุยฝ่าโคลนหรือจะเอาไปปั่นทรายก็สามารถทำได้ดีเป็นอย่างมาก

รถจักรยานยนต์วิบากรูปแบบ ทรงโมตาร์ด (Motard)

สำหรับรถจักรยานยนต์วิบากแบบ Motard เป็นจักรยานสำหรับคนที่มีไลฟ์สไตล์ ที่ชอบความโดดเด่นด้านการขับขี่ที่พร้อมจะลุย ทุกสถานการณ์ เพราะจักรยานยนต์วิบากทรง Motard นั้นสามารถใช้ขับขี่เป็นยานพาหนะประจำวันได้ ออกทริปไกล ๆ ได้เพราะมีอุปกรณ์ทุกอย่างในรถครบทุกอย่างตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ว่าจะเป็น ไฟหน้า ไฟท้าย ไฟเลี้ยว โดยการออกแบบของรถนั้น จะเน้นให้ใช้บนเส้นทางที่เรียบเพราะยางสำหรับรถจักรยานยนต์ Motard จะไม่ใหญ่ และดอกยางหนาเหมือนรถโมโตครอส นั่นจึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่รถในรูปแบบนี้อาจทำไม่ดีนักในการวิ่งในเส้นทาง ลุยโคลน พื้นดิน หรือฝ่าไปในเส้นทางธรรมชาติ เหมือนอย่างที่รถ Motocross ทำได้ แต่ช่วงล่างนั้นก็ใช่ว่าจะไม่แข็งแกร่ง เพราะยังคงเป็นมาตรฐานเดียวกับจักรยานยนต์ออฟโรด ที่ค่อนข้างจะมีความอเนกประสงค์ในทุกเส้นทาง โดยเฉพาะการเดินทางไกล

 

รถจักรยานยนต์วิบาก ทรงเอ็นดูโร่ (Enduro)

จักรยานยนต์ Enduro ถือเป็นจักรยานยนต์วิบากที่ครบเครื่องมากที่สุด เพราะเป็นการผสมผสาน ความปราดเปรียว คล่องตัว บุกฝ่าได้ทุกเส้นทางไม่ว่า จะเป็นทางดิน ทางโคลน ทางธรรมชาติ ในรูปแบบของจักรยานยนต์ Motocross เข้ากับการใช้งานบนเส้นทางเรียบ การใช้เป็นพาหนะประจำวัน รวมถึงการออกทริปไกล ๆ ได้อย่างไม่มีปัญหาในรูปแบบ ของจักรยานยนต์แบบ Motard โดยจักรยานยนต์ ทรงเอ็นดูโร่นั้น สามารถจดทะเบียนกับขนส่งได้เพราะมีสเปกรถได้มาตรฐาน ทั้งไฟหน้า ๆ ไฟท้าย ไฟเลี้ยว และแผงหน้าปัดที่บอกสถานะต่าง ๆ ได้ทั้งหมด ในส่วนของยางนั้น ก็เป็นยางสำหรับรถวิบากโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นความใหญ่ และหนาของยาง ดอกยางที่ดก และถี่ นั่นจึงทำให้รถจักรยานยนต์เอ็นดูโร่นั้น เป็นที่นิยมมาก เพราะความสารพัดประโยชน์นั่นเอง หากใครรักการลุยฝุ่น พร้อมกับความเป็นพาหนะคู่ใจ ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน จักรยานยนต์เอ็นดูโร่คือคำตอบที่ดีที่สุด

 

# Kawasaki KLX 230 R

อุปกรณ์อุปโภคบริโภคที่ต้องมีแล้วการเล่นสกีจะดีเวอร์

อุปกรณ์อุปโภคบริโภคที่ต้องมีแล้วการเล่นสกีจะดีเวอร์

      หากจะออกไปเล่นสกีนั้นเราต้องเตรียมความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ ต้องไม่เจ็บป่วย หรือมีร่างกายที่ผิดปกติใด จึงะทำให้การเล่นสกีนั้นเป็นไปได้ด้วยดี และนอกจากการเตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อมแล้ว นอกเหนือจากนี้เรา็ต้องเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมด้วยเช่นกัน เผื่อไปเล่นสกีในระะทางที่ไกล ดังั้นจึงต้องเตรียมทั้งของอุปโภค บริโภคให้พร้อม ซึ่งเรามาดูกันเลยดีกว่าอุปกรณ์ที่เราควรที่จะเตรียมไปนั้นมีอะไรบ้าง แต่ขอบอกก่อนว่าอุปกรณ์แต่ละอย่างนั้นที่ไม่ถึงกับต้องมีครบถ้วนทุกอย่างเสมอไป แต่ถ้าหากเตรียมให้มีไว้บ้างก็จะทำให้การเล่นสกีนั้นเป็นไปได้ด้วยดีอย่างยิ่งเลยทีเดียว เพื่อไม่ให้เสียเวลาเรามาดูกันเลยว่ามีอะไรกันบ้าง

อุปกรณ์อุปโภคบริโภคที่ต้องมีแล้วการเล่นสกีจะดีเวอร์

     อันดับแรกเลยก็คือ เจ้า Hip Protector นั่นเองซึ่งลักษณะของมันจะมีรูปร่างเหมือนกางเกงรัดรูปขาสั้นที่ใส่กันโดยทั่วไป แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาก็คือมีฟองน้ำหนาบุรอบสะโพกและก้นของผู้สวมใส่ ซึ่งสิ่งที่เพิ่มขึ้นมานี้มันจะช่วยลดแรงกระแทกและความเจ็บปวดแก่ร่างกายในขณะที่เราล้มถ้าหากไม่มีเจ่าตัวนี้คอยเป็นที่ป้องกันอยู่ เมื่อเราล้มก้นจ้ำเบ้าได้นั่นเอง โดยส่วนมากก็จะเป็นมือใหม่ที่เพิ่งหัดเล่นสกีที่จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้อยู่บ่อยๆ เพื่อนเป็นการเซฟตี้จึงควรมี Jip Protecter ไว้นั่นเอง

     ต่อไปนั่นก็คือกระเป๋าตังค์ที่มีขนาดกระทัดรัดมีใบขนาดเล็กๆ ที่พกพาได้สะดวกสบาย ซึ่งถ้าหากเรานั้นมีกระเป๋าตังคเล็กๆซึ่งมีขนาดที่ใส่ในกระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋ากางเกงได้อย่างพอดี จะทำให้มีความสะดวกมากขึ้นกว่าเดิม หากถึงเวลาที่เราต้องการซื้อเครื่องดื่มหรือของว่างเพื่อไว้ทานให้อยู่ท้องเล็กๆน้อยๆก็นำมาใส่ในกระเป๋าใบเล็กๆนี้ทำให้ไม่เกะกะเวลาเล่นสกีนั่นเอง หนทางการแก้ปัญหามีเพียงนิดเดียวอยู่ที่เราจะเรียนรู้ไปกับมัน

     ลำดับต่อมาที่ควรมีนั่นก็คือ ซิปล็อคกันน้ำ

ความสำคัญของซิปล็อคกันน้ำนั่นก็คือ จะช่วยป้องกันอันตรายแล้วป้องกันความเสียหายให้กับโทรศัพท์มือถือของเรานั่นเอง เมื่อเวลาที่มีเกร็ดหิมะมาเกาะตรงกระเป๋าใส่โทรศัพท์ก็จะทำให้โทรนั้นเกิดความชื้น ดังนั้นหากเรามีซิป็อคกันน้ำก็จะช่วยปกปิดโทรศัพท์ได้อีกชั้นนึงนั่นเอง ซึ่งป้องกันความเสียหายได้มากกว่าเก่าเลยทีเดียว

     ต่อไปต่อคือ ขนมเล็กน้อย

สำหรับขนมนั้นเราจะพกหรือไม่พกติดตียไปก็ได้แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละคน แต่ถ้าหากเราเริ่มเล่นสกีเมื่อไหร่แน่นอนว่าเราต้องเล่นในระยะที่ไกลอย่างแน่นอน แล้วกว่าเราจะเดินไปเป้าหมายหรือจุดพักที่ตั้งเป้าไว้ก็ใช้เวลาที่นานอยู่พอสมควร ดังนั้นการพกขนมเล็กๆน้อยๆก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ขนมที่พกไปอาจเป็นจำพวกพช็อกโกแลตแท่ง ขนมต่างๆ ขนมธัญพืช หรือซีเรียลแท่งเอาไว้เติมพลังให้กับร่างกายจนถึงจุดหมายปลายทางกันค่ะ

     สำหรับสิ่งสุดท้ายที่ควรจะพกไปนั่นก็คือ ครีมกันแดด และลิปมัน

หลายคนอาจจะสงสัยว่าไปเล่นสกีในสภาพอากาศที่หนาวเย็น ทำไมจึงต้องใช้ครีมกันแดด นั่นก็เพราะว่า ต่อให้แดดไม่ออก แต่แสงอาทิตย์และรังสียูวีก็ส่องทะลุเมฆลงมาได้อยู่ดี และแสงนี้ก็ทัลุผ่านมาได้ทุกทาง่นเอง เพื่อเป็นการถนอมผิดก็ควรทาไว้ ป้องกันผิวแห้งของเราได้อีกด้วย และสำหรับลิปมันนั้นก็มีไว้เพื่อทาริมฝีปากเมื่ออากาศหนาวเย็นก็จะทำมให้ปากของเรานั้นซีดชาแลพฝะแ้งเแามากๆ ดังนั้นจึงต้องพกไปด้วย

ปล่อยโปสเตอร์แล้ว กับ 2IN1 SUPERTOURNAMENT

ประวัติกีฬาแคนู คายัคสู่การแข่งขันในประเทศไทย-03

ประวัติกีฬาแคนู คายัคสู่การแข่งขันในประเทศไทย

ประวัติกีฬาแคนู คายัคสู่การแข่งขันในประเทศไทย

     ไม่ว่าจะเป็นกีฬาใดๆก็ตามที่เกิดขึ้นมาในโลกของเรานั้นย่อมมีประวัติความเป็นมาด้วยกันทั้งสิ้น ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดขึ้นด้วยวัตถุประสงค์อะไร แต่ละประเภทกีฬามีจุดเริ่มต้นมาจากที่ใดประเทศอะไร และ ทำไมถึงได้เกิดเป็นกีฬาให้เราได้รู้จักกันในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าอะไรก็ตามย่อมมีเหตุและผลของมันเสมอ วันนี้เราจะมานำเสนอถึงประวัติความเป็นมาของกีฬาชนิดหนึ่งที่เป็นที่รู้จักทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยด้วยเช่นกัน เป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่มีข้อดีต่างๆมากมายนับไม่ถ้วน ทั้งให้ความสุข ความสนุกสนาน ความเพลินเพลิน ความท้าทาย การได้เปิดโลกกว้าง และที่สำคัญที่สุดคือการทำให้สุขภาพร่างกายของเรานั้น แข็งแรง มีภูมิคุ้มกันในการป้องกันโรคร้ายที่จะเกิดขึ้น กีฬาที่กล่าวมานี้นั่นก็คือกีฬาพายเรือแคนูคายัคนั่นเอง ซึ่งมีประวัติความเป็นมาอย่างไร วันนี้เราจะมาบอกให้ทุกคนได้ทราบกัน

https://www.google.co.th/url?sa=i&url=https%3A%2F%2Fwww.khaosod.co.th%2Fsports%2Fnews_1464002&psig=AOvVaw12yFydohezLBmSUBGcS9fW&ust=1606798589855000&source=images&cd=vfe&ved=0CAIQjRxqFwoTCJjUpKu9qe0CFQAAAAAdAAAAABAF

     สำหรับประวัติของเรือแคนูคายัคนั้นมีมายาวนานแสนนาน หลายยุคหลายสมัย หลายชั่วคนตั้งแต่บรรพบุรุษตกทอดมาจนถึงลูกหลานในปัจจุบัน ได้มีการประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาตั้งแต่ครั้งสมัยหลายพันปีก่อนยุคประวัติศาสตร์ซะอีก มีจุดเริ่มต้นมาจากบุคคลๆหนึ่งซึ่งเป็นชาวอินเดียแดง เข้าได้คิดค้นเรือแคนูคายัคโดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการใช้ในการคมนาคม การติดต่อระหว่างกัน และจุดประสอื่นๆคือยุคนั้นใช้เรือแคนูคายัคในการทำการสงคราม และเพื่อการค้าขายกระตุ้นเศรษฐกิจนอกจากนี้ยังใช้เป็นยานพาหนะในการออกไปล่าสัตว์มาบริโภคบำรุงเลี้ยงชีพ ซึ่งเรือแคนูคายัคนั้นถูกสร้างขึ้นมาหลายลักษณะด้วยกัน ความแตกต่างของแต่ละลำนั้นก็ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการใช้งานและสภาพแวดล้อมโดยรอบของที่ตั้งถิ่นฐาน ซึ่งจากการคิดค้นในครั้งนั้นทำให้เรือแคนูคายัคแพร่กระจายไปในหลายๆประเทศ อย่างเช่นประเทศนิวซีแลนด์ ได้สร้างเรือแคนูคายัคโดยชาวเมารี ซึ่งได้ใช้หนังกวางมาทำเรือ และใช้กำลังคนถึง80คนด้วยกัน ต่อมาเรือแคนูคายังได้มีการพัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดชาวอังกฤษคนหนึ่งได้สร้างเรือแคนูคายัคที่มีฝาปิดคลุมกันนำเข้าออกบริเวณตัวเรือ จนกระทั่งปีค. 1556 เรือแคนูคายัคได้จัดให้เป็นกีฬาชนิดหนึ่งโดยให้มีการแข่งขันเกิดขึ้น

     ในเวลาต่อมาหลายๆประเทศก็เริ่มรู้จักกับกีฬาชนิดนี้เพิ่มมากขึ้นรวมถึงประเทศไทยของเราด้วย และได้มีการจัดระเบียบข้อบังคับต่างๆในการแข่งขันขึ้นมา โดย1ในระเบียบข้อบังคับการแข่งขันเรือแคนูคายัคในขณะนั้นคือ ในแต่ละจะหวัดจะต้องส่งนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขันทุกจังหวัด ซึ่งมีทั้งประเภททีมชายและทีมหญิง โดยมีจำนวนสมาชิคในทีมตั้งแต่สามคนขึ้นไปแต่ต้องไม่เกินหกคนโดยมีเกณฑ์ในการตัดสินคือ แต่ละจังหวัดมีการแข่งขันในระดับภาค ผู้ชนะเลิศอันดับที่1และอันดับ2ของแต่ละภาคจะได้แข่งขันต่อในระดับชาติ ซึ่งเป็นการแข่งขันในรอบสุดท้าย และในเวลาต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนกฎกติกาในการแข่งขันต่อมาเรื่อยๆจนถึงปัจจุบันนี้

     และสิ่งต่างๆที่กล่าวมาข้างต้นนี้ก็คือประวัติศาสตร์ความเป็นมาของกีฬาแคนูคายัค รวมไปถึงจุดหำเนิดของการแข่งขันประเภทนี้ กีฬาแคนูคายัคนับเป็นกีฬาที่มีมาเนิ่นนาน มีประวัติที่บ่งบอกให้เห็นถึงความเป็นอยู่ของคนสมัยก่อน ตั้งแต่เทคโนโลยีการคมนาคมขนส่งยังไม่สะดวกสบายและทันสมัยเหมือนในปัจจุบันนี้ นับเป็นกีฬาที่ควรอนุรักษ์ไว้ให้คงอยู่กับคนรุ่นหลังสืบต่อกันรุ่นต่อรุ่น การเล่นกีฬานั้นนับเป็นสิ่งที่ดีไม่ว่าจะเป็นกีฬาประเภทใดก็ตามต่างก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เป็นการฝึกให้มีทักษะสมาธิผ่อนคลายความเครียด และได้ค้นพบความสามารถในอีกมิติหนึ่งของตนเองอีกด้วย

 

# รู้หรือไม่ เรือแคนูกับเรือคายัคต่างกันอย่างไร

ทำขอบวงล้อรถมอเตอร์ไซค์วิบาก ถึงมีจุ๊ดเติมลม 2 จุด

ทำขอบวงล้อรถมอเตอร์ไซค์วิบาก ถึงมีจุ๊ดเติมลม 2 จุด

ทำขอบวงล้อรถมอเตอร์ไซค์วิบาก ถึงมีจุ๊ดเติมลม 2 จุด

สำหรับนักบิดสายลุยป่าหรือลุยฝุ่นไม่ว่าจะเป็นจักรยานยนต์วิบากแบบ โมโตครอสหรือเอ็นดูโร่ นั้นการจะออกทริปลุยแต่ละครั้งนั้นจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ต่างๆที่ต้องมีการเช็ครถไม่ว่าจะเป็นระบบเบรกหรือส่วนต่างๆที่ลืมไม่ได้ก็คือวงล้อรวมไปถึงยางเพราะถือว่าว่าเป็นส่วนที่ทำงานหนักไม่แพ้สวนอื่นๆของรถ

ทำขอบวงล้อรถมอเตอร์ไซค์วิบาก ถึงมีจุ๊ดเติมลม 2 จุด

ยางสำหรับรถจักรยานยนต์วิบากทั้งแบบ โมโตครอสและเอ็นดูโร่ นั้น 100% ก็คือยางที่ต้องใหญ่ และหนา ส่วนดอกยางนั้นก็ควรจะถี่ เพราะสามารถยึดเกาะพื้นผิวถนนได้หลายรูปแบบได้ดีกว่าดอกยางที่ถี่ ไม่ว่าจะเป็นการขี่เส้นทางที่เป็นโคลน พื้นดิน ถนนที่ลื่น ดอกยางที่ถี่ก็มักจะมีประสิทธิภาพที่ดีกว่านั่นเอง นอกจากเรื่องการยึดเกาะกับพื้นผิวถนน แล้ว ดอกยางที่ถี่ยังมีส่วนช่วยในการดูดซับการสั่นสะเทือน และแรงกระแทกได้ดี ฉะนั้นอุปกรณ์เสริมสำหรับยางจึงต้องมีและจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะถ้าต้องออกทริปไม่สุด แถมยังต้องมานั่งซ่อมหรือเข็นรถอยู่กลางป่าคงทำให้กร่อย และเสียอารมณ์เป็นอย่างมาก

อุปกรณ์เสริมสำหรับวงล้อ และยางที่เรียกกันว่า Rim Lock (รีมล็อค) จึงเป็นตัวช่วยที่เข้ามาเสริม ซึ่งรถจักรยานยนต์วิบากนั้นอาจจะไม่ได้ใช้ความเร็วที่ต่อเนื่องเหมือนรถจักรยานยนต์ทางเรียบ แต่ก็เป็นรถที่ต้องอาศัยรอบเครื่องยนต์ที่มากกว่าแรงม้าพอสมควรในการขับเคลื่อน ยิ่งถ้าไปในทางป่า หรือลุยเส้นทางกันดารมาก ๆ ก็อาจจะทำให้ส่วนของวงล้อกับยางนั้นขยับเคลื่อนตัวได้ ด้วยการใช้งานยางที่หนักขนาดนี้แน่นอนว่าหากวงล้อ และยางเกิดการบิดตัวขึ้นมาก็จะส่งผลไปถึงจุ๊บลมถึงขั้นที่ว่าอาจจะขาดได้เลย เพื่อเป็นการห้องกันเหตการเหล่านั้นจึงต้องใช้ตัว Rim Lock เข้ามาช่วยนั่นเอง

นั่นจึงทำให้คนที่ไม่ใช่นักบิด หรือคนที่กำลังเข้ามาสู่วงการจักรยานยนต์วิบาก ไม่ว่าจะเป็นโมโตครอส หรือเอ็นดูโร่ต่างก็งงและตั้งข้อสงสัย ว่าทำไมวงล้อของยาง ถึงมีจุ๊บเติมลมอยู่สองที่ ซึ่งจริง ๆ แล้วในส่วนของจุ๊บเติมลมนั้นมีเพียงแค่ที่เดียวและตัวเดียวเท่านั้น ส่วนจุ๊บอีกตัวที่เห็นและเข้าใจว่าเป็นจุ๊บตัวที่ 2 แท้ที่จริงก็คือตัวรีมล็อคในการติดตั้งริมล็อคนั้นสามารถมารถที่จะติดตรงไหนก็ได้ของขอบวงล้อบางคนก็ติดเอาไว้ไกลๆกับจุ๊บเติมลมเลยหรือบางคนก็ติดเอาไว้ตรงข้ามกับจุ๊บลมแต่ตรงนี้ก็แล้วแต่ความสะดวกของนักบิดว่าจะติดตรงไหนและรถวิบากทุกประเภทต้องติดริมล็อคกันแทบจะทุกคันซึ่งตรงจุดนี้ก็เป็นข้อแตกต่างกับรถแข่งประเภทจักรยานยนต์ทางเรียบที่พัฒนาเป็นยางแบบไม่มียางในที่เรียกกันว่ายางจุ๊บเลสและการขับขี่นั้นก็ไม่ได้รับการกระแทกอะไรมากมายนักถ้าเทียบกับจักรยานยนต์วิบากนั่นจึงทำให้จักรยานยนต์ทางเรียบนั้นจึงไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ตัวช่วยอย่างริมล็อค

คราวนี้คงทำให้หลายๆคนหายสงสัยกันแล้วว่าทำไมรถจักรยานยนต์โมโตครอสหรือเอ็นดูโรถึงมีจุ๊บลม 2 อัน แต่แท้ที่จริงแล้วมีแค่อันเดียวอีกอันหนึ่งคือริมล๊อค  ส่วนใครที่วางแผนจะลุยจะเข้าป่า แล้วยังไม่ได้ติดตัวริมล็อค ก็ควรจะหามามาติดตั้งที่ล้อไว้ได้แล้ว การติดตั้งก็ไม่ได้ยากอะไร และราคาก็ไม่ได้แพงอีกด้วย ติดไว้ก็สามารถทำให้เราขี่ลุยออกทริปได้อย่างสบายใจ ดีกว่าที่จะเข้าข่าย เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย นะจ๊ะ แล้วจะหาว่าไม่เตือน

 

4โมโตครอส – เอ็นดูโร่ ที่ที่น่าสนใจ ไปไหนไปกันได้ทุกเส้นทาง