Archives พฤศจิกายน 1, 2020

Cliff Jumping ดิ่งสู่เบื้องล่างโดยไร้สิ่งป้องกัน

Cliff Jumping ดิ่งสู่เบื้องล่างโดยไร้สิ่งป้องกัน

กีฬา Extreme แม้ว่าจะเป็นกีฬาที่เสี่ยงอันตรายสูงมาก แต่ยังโชคดีที่การเล่น Extreme ทุกประเภทจะได้รับการป้องกันเป็นอย่างดีเพื่อชีวิตและความปลอดภัยของร่างกายนักกีฬาเอง แต่ถึงกระนั้นยังมีกีฬา Extreme อีกหนึ่งประเภทที่ผู้เล่นจะไม่มีเครื่องป้องกันอะไรเลย แถมยังเป็นการเล่นที่เสี่ยงตายเป็นอย่างมาก หากเล่นไม่ดีหรือไม่มีการเตรียมพร้อมที่ดี ก็อาจจะทำให้บาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตได้ นั่นคือกีฬา Cliff Jumping หรือ Cliff Diving หรือที่เรียกในภาษาไทยว่ากระโดดหน้าผานั่นเอง

Cliff Jumping ดิ่งสู่เบื้องล่างโดยไร้สิ่งป้องกัน

เริ่มแรกจะขอเล่าถึงประวัติความเป็นมาของการกระโดดหน้าผาว่าเกิดจากอะไรประวัติความเป็นมากว่าจะมาเป็น Cliff Jumping นั้นต้องย้อนกลับไปเกือบ 250 ปีที่แล้ว ตอนนั้นตำนานเรื่องเล่าบนเกาะฮาวายมีบันทึกไว้ว่ากษัตริย์ Muai Kahekli II ต้องการจะพิสูจน์ความกล้าหาญของบรรดานักรบในอาณาจักร โดยการบังคับให้นักรบของพระองค์กระโดดจากหน้าลงไปสู่ผืนน้ำเบื้องล่างและนับรบจะต้องทำตามห้ามขัดคำสั่งอย่างเด็ดขาด จนกระทั่งมาถึงสมัยการปกครองของ King Kamehameha การกระโดดน้ำจากหน้าผาได้ถูกเปลี่ยนมากีฬาสำหรับแข่งขัน และมีผู้ที่ให้ความสนใจเข้าแข่งขันมากมาย โดยมีเงื่อนไขว่าผู้ที่กระโดดลงมาจะต้องทำให้น้ำกระจายน้อยที่สุด

หลังจากกลายเป็นกีฬายอดฮิตในฮาวายการแข่งขันก็ได้แพร่หลายไปสู่พื้นที่ต่างๆทั่วโลกโดยส่วนมากจะเป็นนักกีฬาที่ชื่นชอบในกีฬา Extreme เป็นอย่างมากและนักกีฬาพวกนี้จะเดินทางไปยังพื้นที่ต่างๆทั่วโลกที่เป็นหน้าผาเพื่อจะกระโดดลงมาและทุกครั้งจะมีการแสดงท่าทางทั้งม้วนหน้าม้วนหลังแบบยิมนาสติกซึ่งบางคนที่เชี่ยวชาญมักจะโดดลงมาจากที่สูงๆเพื่อท้าทายความแข็งแรงของตัวเองจนกระทั่งในช่วงหลังมีการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬานี้อย่างแพร่หลายเลยทำให้เป็นที่น่าสนใจมากขึ้นไปอีกสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความท้าทายใหม่ๆ

มาในเรื่องของความปลอดภัยของการเล่นกีฬาชนิดนี้อย่างที่บอกไปในตอนแรกว่ากีฬาชนิดนี้ไม่มีเครื่องป้องกันตัวเองเหมือนอย่างกีฬา Extreme ประเภทอื่นๆ และยิ่งต้องกระโดดจากหน้าผาลงมาด้วยความเร็วมากกว่า 60 – 70 ไมล์ต่อชั่วโมง จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งอาการบาดเจ็บที่พบได้บ่อยคือการฟกช้ำตามร่างกาย, กระดูกหัก, กระดูกสันหลังเสียหาย บางรายอาจจะหนักสุดถึงขั้นเสียชีวิตเลยก็มี ดงนั้น ส่วนมากนักกีฬามือใหม่จะเริ่มโดดจากพื้นที่ไม่สูงนักเพื่อให้ร่างกายได้ซึมซับถึงความรู้สึกตอนกระโดดเอาไว้ และเรียนรู้เทคนิคต่างๆ พร้อมกับเป็นการเรียกความมั่นใจให้กับตัวนักกีฬาเอง

หากเป็นนักกีฬามือใหม่ที่อยากจะลองโดดหน้าผาแม้ว่าจะไม่มีอุปกรณ์ที่เซฟตี้ติดกับตัวนักกีฬาแต่ในน้ำเบื้องล่างจะมีไลฟ์การ์ดคอยว่ายอยู่เพื่อคอยช่วยเหลือนักกีฬาที่กระโดดงมาทีนี้ก็ต้องเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์เพื่อศึกษาเทคนิคและวิธีกระโดดรวมถึงวิธีการลงน้ำรวมถึงผู้เล่นก็ต้องมีสภาพร่างกายที่ดีเยี่ยมสามารถว่ายน้ำได้ดีในระดับหนึ่งนอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่นในการกระโดดทั้งทิศทางลมทั้งโขดหินรวมถึงสิ่งกีดขวางอื่นที่อยู่ภายในน้ำและอยู่ตามริมหน้าผาเพราะไม่งั้นอาจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้

สำหรับการแข่งขันที่โด่งดังอยู่ในประเทศฝรั่งเศสรวมถึงที่สหราชอาณาจักรโดยที่สหราชอาณาจักรจะมีการให้นักกีฬาทำอุปกรณ์ออกมาเป็นรูปแบบต่างๆและให้แข่งขันกันว่าใครจะกระโดดออกไปได้ไกลที่สุดและกีฬาชนิดนี้ยังมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Base Jumping และสถิติกระโดดหน้าผาสูงสุดอยู่ที่ 58.8 เมตร (193 ฟุต) และก็อย่างที่บอกไปหากจะเรียนรู้การเล่นกีฬาชนิดนี้ต้องศึกษาหาข้อมูลให้ดีๆไม่งั้นอาจจะเกิดอุบัติเหตุได้

 

# Free running

มาริส สตรอมเบิร์ก เหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ BMX

มาริส สตรอมเบิร์ก เหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ BMX

การแข่งขันโอลิมปิกเกมส์คือเกมส์การแข่งขันที่คนนักกีฬาทั่วโลกทุกประเภทกีฬาให้ความสำคัญมากเพราะนั่นคืครั้งหนึ่งในชีวิตที่จะได้ขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของการแข่งขันกีฬารายการนั้นๆ  และการแข่งขันจักรยาน BMX เมื่อปี 2008 ได้เปลี่ยนชีวิตของนักขี่จักรยาน BMX รายหนึ่งให้กลายมาเป็นวีรบุรุษของประเทศ และยังเป็นครั้งแรกที่จักรยาน BMX มีการจัดแข่งขันในโอลิมปิกเกมส์ และเขาก็คือชายคนแรกที่คว้าเหรียญทองมาครองได้ เขาคือ มาริส สตรอมเบิร์ก หรือที่มีฉายาในวงการว่า “The Machine” (เครื่องจักรกล)

มาริส สตรอมเบิร์ก เหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ BMX

มาริสสตรอมเบิร์กเกิดเมื่อวันที่ 10 มีนาคม ปี 1987 (..2530) เกิดที่หสภาพโซเวียต (ตอนนั้นลัตเวียยังไม่ได้แยกออกมาจากสหภาพโซเวียต) สตรอมเบิร์ก ฉายแววการเป็นยอดนักขี่จักรยานมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก  และภายหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปีพ..2534 (..1991) ประเทศลัตเวียจึงได้แยกตัวออกมาเป็นมาเป็นอิสระจากนั้นการแข่งขันกีฬาประเภทต่างๆก็สามารถทำได้ง่ายมากขึ้นกว่าเดิม

มาริส สตรอมเบิร์ก เหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ BMX

ด้วยความที่ฉายแววมาตั้งแต่แรกสตรอมเบิร์กจึงได้รับโอกาสเข้าแข่งขันในการแข่งขันรายการใหญ่ตั้งแต่อายุได้ 9 ขวบ ซึ่งเขาก็ทำผลงานได้เป็นอย่างดีจนถูกจับตามองอย่างมากในการแข่งขันประเภทอื่นๆ ต่อมา จนกระทั่งปี 2001 เขาได้เข้าแข่งขันในรายการ The European Youth Challenge (European Challenge) Champion ทั้งที่เพิ่งจะมีอายุได้เพียง 14 ปีเท่านั้น จากนั้นอีก 4 ปีต่อมา สตรอมเบิร์ก ในวัย 18 ปี ก็ได้เข้าร่วมการแข่งขันในรายการ European Junior Champion

สตรอมเบิร์กได้เป็นนักกีฬาจักรยานของทีมชาติลัตเวียในประเภทจักรยาน BMX และก็เป็นความฝันของทุกคนในการได้มาแข่งขันใน โอลิมปิกเกมส์ แต่ตอนนั้นจักรยานประเภท BMX ยังไม่ถูกบรรจุลงการแข่งขันอย่างเป็นทางการเลยทำให่ สตรอมเบิร์ก ยังไม่มีโอกาสได้ฉายแสงให้กับชาวโลกได้เห็นถึงความสามารถของเขา จนกระทั่งปี 2008 โอลิมปิกเกมส์ ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน การแข่งขันจักรยานประเภท BMX ได้ถูกบรรจุลงชิงชัยเหรียญทองเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ในครั้งนั้นสตรอมเบิร์กถูกจับตามองเป็นอย่างมากเขาต้องลงชิงชัยร่วมกับตัวเต็งของรายการจากประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างไมค์เดย์ (Mike Day) และ ดอนนี่ โรบินสัน (Donny Robinson) แต่ด้วยจิตใจที่แข็งแกร่งของ สตรอมเบิร์ก ที่ต้องการจะนำเหรียญทองมาให้กับประเทศบ้านเกิดอย่างลัตเวีย ทำให้การแข่งขันในครั้งนั้น สตรอมเบิร์ก ทำผลงานออกมาได้อย่างสุดยอดเอาชนะตัวเต็ง และได้อันดับ 1 ในครั้งนั้น เขาคว้าเหรียญทองมาครองได้และเป็นเหรียญประวัติศาสตร์กับคนแรกที่ได้เหรียญทองในการแข่งขันจักรยานประเภท BMX เพลงชาติลัตเวียถูกเปิดในครั้งนั้น ทำให้ชื่อเสียงของ สตรอมเบิร์ก โด่งดังเป็นอย่างมากในฐานะผู้เล่นแนวหน้าของวงการจักรยาน BMX

ถึงแม้ว่าในครั้งนั้นจะเป็นสหราชอาณาจักรที่ครองเจ้าความเร็ว (8 เหรียญทอง 4 เหรียญเงิน 2 เหรียญทองแดง) แต่สำหรับ สตรอมเบิร์ก ทุกอย่างมันมากกว่านั้นเขาได้ทั้งชื่อเสียง ได้ทั้งเกียรติยศ ได้รับการสรรเสริญจากคนในประเทศ และในการแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ อีก 4 ปีถัดมาที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ สตรอมเบิร์ก ได้กลับมาร่วมแข่งขันอีกครั้งแต่คราวนี้เขามาในฐานะตัวเต็งเหรียญทอง

และในการแข่งขันครั้งนี้สตรอมเบิร์กก็ไม่ทำให้ชาวลัตเวียผิดหวังเขาป้องกันแชมป์เอาไว้ได้และคว้าเหรียญทองการแข่งขันขี่จักรยานประเภท BMX ได้เป็นสมัยที่ 2 เขากลายเป็นฮีโร่ของประเทศ และมีการนำภาพของเขาไปอยู่บนแสตมป์ สตรอมเบิร์ก มีชื่อเสียงอย่างมากในวงการ BMX แต่อย่างไรก็ตามในโอลิมปิกเกมส์ปี 2016 ที่ประเทศบราซิล เขาไม่สามารถคว้าเหรียญทองมาได้ จากนั้นอีก 2 ปีสตรอมเบิร์กก็ตัดสินใจรีไทร์ตัวเองไปพร้อมกับความยิ่งใหญ่ที่เขาได้สร้างเอาไว้

# จักรยาน BMX บุกตะลุยด้วยสองล้อ

เปิดแฟ้มที่ดำน้ำในถ้ำสุดสะพรึงแต่แฝงด้วยความงาม

เปิดแฟ้มที่ดำน้ำในถ้ำสุดสะพรึงแต่แฝงด้วยความงาม

เปิดแฟ้มที่ดำน้ำในถ้ำสุดสะพรึงแต่แฝงด้วยความงาม

สำหรับนักกีฬา Cave Diving นอกจากจะต้องการดำน้ำในถ้ำเพื่อท้าทายความสามารถแล้วอีกสิ่งหนึ่งที่พวกเขาต้องการคือออกสำรวจโลกใต้น้ำ ดื่มด่ำกับความสวยงามของโลกในถ้ำ และค้นหาสัตว์ใต้น้ำชนิดใหม่เพื่อถ่ายรูปมาสู่สายตาชาวโลก และนำตัวอย่างระบบนิเวศมาให้ผู้เชี่ยวชาญได้ตรวจสอบและนำไปทำเป็นองค์ประกอบการสอนสู่เด็กรุ่นหลังต่อไป

ทีนี้ในโลกนี้ก็มีถ้ำใต้น้ำมากมายทั้งที่ถูกค้นพบและมีการสำรวจไปแล้วแต่ยังมีอีกหลายแห่งที่ยังไม่ถูกค้นพบหรือยังไม่มีการสำรวจอย่างละเอียดถี่ถ้วนซึ่งถ้ำในกลุ่มหลังยังคงรอให้ผู้กล้าดำน้ำเข้าไปเปิดเผยความลับที่อยู่ด้านในและในวันนี้จะขอกล่าวถึงสถานที่ที่มีคนนิยมไปดำน้ำในถ้ำมากที่สุดติดอันดับท็อปๆของโลกว่ามีที่ไหนกันบ้าง

เปิดแฟ้มที่ดำน้ำในถ้ำสุดสะพรึงแต่แฝงด้วยความงาม

1. Chinhoyi Caves (ซิมบับเว)

สถานที่แรกคือ Chinhoyi Caves ในประเทศซิมบับเว ที่นี่นอกจากจะมีถ้ำในน้ำให้บรรดานักสำรวจและนักกีฬา Cave Diving ได้เข้าไปสัมผัสกับบรรยากาศข้างใต้แล้ว ที่นี่ยังเหมาะกับนักดำน้ำมือใหญ่ที่เพิ่งเริ่มต้นหัดดำน้ำใต้ถ้ำ เพราะที่นี่มีทั้งถ้ำที่อยู่ในจุดที่ไม่ลึกมากนัก และมีถ้ำในจุดที่ลึกลงไปอีกเหมาะสำหรับนักดำน้ำมืออาชีพ

เปิดแฟ้มที่ดำน้ำในถ้ำสุดสะพรึงแต่แฝงด้วยความงาม

2. Emergence De Russel (ฝรั่งเศส)

อันดับต่อมาอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส ที่นี่จะมีอุโมงค์ที่ลึกมาพร้อมให้ทุกคนมาท้าทาย ระดับความลึกของน้ำมีตั้งแต่ 10 เมตร ไปจนถึง 70 เมตร ไม่ขอแนะนำให้มือใหม่มาที่นี่ ควรจะเป็นมืออาชีพมากกว่า เพราะหากหลงทางหรือเกิดอะไรขึ้น โอกาสที่จะรอดชีวิตนั้นก็มีน้อยเต็มที

3. Mallorca (สเปน)

มากันที่สเปนกับเกาะมายอร์ก้า การดำน้ำที่นี่ภายในจะมีถ้ำมากมายคล้ายกับเขาวงกต และแต่ละห้องจะมีจุดที่เชื่อมต่อกัน ทำให้มีนักสำรวจมากมายอยากจะเอาชนะเขาวงกตแห่งนี้ แต่อย่างไรก็ตามการจะมาที่ถ้ำแห่งนี้ต้องมีการเตรียมร่างกายและความพร้อมให้เป็นอย่างดี เพราะถ้ำแต่ละห้องมีขนาดที่แตกต่างกัน

4. Great Blue Hole (เบลีซ)

มากันที่จุดใฝ่ฝันของบรรดานักดำน้ำในถ้ำทั้งหลายกับ Great Blue Hole ตั้งอยู่ในทะเลแคริบเบียน และยิ่งเวลาน้ำลดจะเห็นหลุดนี้เด่นชัดขึ้นมา ซึ่งทางองค์กรยูเนสโกก็ได้ประกาศให้สถานที่แห่งนี้เป็นมรดกโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่อย่างไรก็ตามคนที่จะไปสถานที่แห่งนี้จะต้องฟิตร่างกายให้พร้อม เพราะสถานที่แห่งนี้มีความลึกถึง 400 เมตรเลยทีเดียว

5. Blue Abyss (เม็กซิโก)

ขึ้นชื่อว่าเม็กซิโก มีหรือที่จะน้อยหน้าในเรื่องของถ้ำใต้น้ำ เม็กซิโก ประกอบไปด้วยถ้ำมากมายทั้งที่มีการสำรวจแล้ว และยังไม่ได้รับการสำรวจ สำหรับ Blue Abyss เป็นหลุมลึกที่พร้อมให้ทุกคนเข้ามาท้าทาย มีทั้งความสวยงามและปลามากมายที่พร้อมจะแหวกว่ายไปกับนักดำน้ำ นอกจากนี้ยังมีช่องแคบมากมาย ให้เข้าไปสำรวจ เรียกได้ว่าตื่นเต้นมากที่เดียวกับ Blue Abyss

6. Sac Aktun (เม็กซิโก)

ยังคงอยู่ที่เม็กซิโก กับ Sac Aktun ที่เป็นถ้ำใต้น้ำที่มีระบบนิเวศที่สวยงามและระดับจะค่อยๆไล่ลงไปเรื่อยจนถึงจุดลึกที่สุดจะได้พบกับบรรดารากไม้ที่มากมายให้บรรยากาศเหมือนแหวกว่ายอยู่ในสวนหลังบ้านรวมถึงกับเห็นฝูงปลาแหวกว่ายอยู่ในน้ำถึงแม้ว่าถ้ำแห่งนี้จะมีขนาดไม่ใหญ่มากนักแต่ก็เหมาะแก่การคงไปค้นหา

7. Dean,s Blue Hole (บาฮามาส)

ปิดท้ายกับหลุม Dean,s Blue Hole ที่มองจากมุมสูงจะนึกว่าเป็นเกาะที่เต็มไปด้วยปะการัง แต่หากได้ลงไปสัมผัสจะรู้ว่านี่คือหลุมลึกแห่งเกาะลอง ไอส์แลนด์ มีความลึกถึง 663 ฟุตนอกจากนี้ยังมีถ้ำเล็กถ้ำน้อยอยู่ภายในหลุมอีกมากมายรอนักดำน้ำฝีมือเซียนๆลงไปดำดูความสวยงาม

 

# Cave Diving ดำดิ่งกับความมืด