Archives 27 พฤศจิกายน 2020

เทคนิคการขี่ motocross

เทคนิคการขี่ motocross

ในการเล่นกีฬาทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาอาชีพ หรือมือสมัครเล่นนั้นย่อมต้องมีความเชี่ยวชาญ หรือจำเป็นต้องฝึกซ้อมอยู่เสมอ ยิ่งกีฬาที่มีความท้าทาย และมีความเสี่ยงอย่างเช่นการปั่นจักรยานไม่ว่าประเภทถนน หรือประเภทเสือภูเขา รวมไปถึงการขี่มอเตอร์ไซค์วิบาก หรือที่เรียกกันว่า motocross นั้นยิ่งต้องเพิ่มความเชี่ยวชาญเข้าไป เพราะเป็นกีฬาที่ใช้ความเร็ว ไปในเส้นทางที่เสี่ยง และผาดโผน หากไม่มีความชำนาญหรือเทคนิคดี ๆ แล้วนั้น อาจจะหมดสนุก รวมไปถึงเกิดอุบัติเหตุได้ เพราะว่าขี่ได้กับขี่เป็นนั้นแตกต่างกันเราจึงนำเอาเทคนิคการขี่ motocross มาฝากกัน

เทคนิคการขี่ motocross

รู้จักรอบของเครื่องยนต์

รถจักรยานยนต์วิบากแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อนั้น มีขีดความสามารถที่ไม่เหมือนกันฉะนั้นหากเราใช้รถรุ่นไหนอยู่ หรือกำลังได้รถมาใหม่ หรือกำลังเปลี่ยนรถใหม่ โดยเฉพาะรถวิบากนั้นจะเน้นอัตราการเร่งเป็นสำคัญ ยิ่งตอนออกตัวถ้าใครเคยดูการแข่งขัน motocross จะเห็นว่าใส่กันสุดคันเร่ง ถึงขั้นยกหน้ากันเลย ในระหว่างที่ขี่นั้นในเส้นทางวิบากจะมีการเข้าโค้งผ่อนหนักผ่อนเบา ตามความยากของเส้นทาง การรักษารอบ คันเร่ง และการเปลี่ยนเกียร์คือสิ่ง ที่สำคัญที่สุดต้องสัมพันธ์คล้องจองกันอย่างถูกจังหวะ เพราะถ้าขี่รอบที่ต่ำเกินไปอาจทำให้เกิดปัญหาได้

 

จัดท่าทางการขับขี่ให้ถูกต้อง

การขี่มอเตอร์ไซค์วิบาก หรือ motocross นั้นแตกต่างจากการขี่จักรยานยนต์ทางเรียบโดยทั่วไปอยู่แล้ว เพราะต้องเน้นการควบควบคุมรถที่อยู่บนเส้นทางที่ขรุขระ สมาธิต้องจดจ่อกับเส้นทางที่กำลังไปว่ามีอะไรขวางอยู่บ้าง การจัดท่าทางการขี่นั้นจึงสำคัญ โดยอย่างแรกเลยก็คือการวางเท้า โดยที่เท้าขวานั้นต้องอยู่ที่บริเวณคันเกียร์อยู่เสมอ (ยกเว้นตอนเอาเท้าลงพื้นเพื่อประคองรถ) เพื่อง่ายต่อการเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างสอดคล้อง กับรอบของเครื่องยนต์ที่เปลี่ยนตลอดเวลา ส่วนเท้าซ้ายนั้นก็ต้องอยู่ทีคันเบรกอย่าให้ห่างเช่นกัน เพราะเมื่อมีเหตุการณ์ฉุกเฉินก็จะสามารถหยุดรถได้ทันท่วงที โดยเทคนิคการเบรกนั้นก็เน้นไปที่เบรกมือ หรือเบรกหน้าในระดับ 70% และใช้เบรกหลัง 30% เมื่อจะทำการหยุดรถ ในส่วนของท่านั่นนั้น เข่าก็ควรจะต้องหนีบถังน้ำมันตลอดเวลา ซึ่งจริง ๆแล้วการขี่ motocross นั้นปกติส่วนใหญ่ก็จะยืนเสียมากกว่าเพราะมันง่ายต่อการทรงตัว ในการยืนนั้นก็ควรจะโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ช่วงแขนรวมไปถึกศอกกางออก และควรเทน้ำหนักไปทางด้านหน้าเสมอ

 

รู้หลักการเข้าโค้ง

รถจักรยานยนต์ motocross นั้นด้วยการที่ออกแบบรวมไปถึงโครงสร้างทั่วไปนั้นจะแตกต่างจักรยานทางเรียนชนิดอื่น ๆ การเข้าโค้งจึงแตกต่างกันออกไปด้วย โดยการเข้าโค้งของมอเตอร์ไซค์วิบากนั้นควรที่จะยื่นเท้าเฉียงออกไปด้านประมาณ 45 องศาเพื่อง่ายต่อการควบคุมรึและเพื่อความสมดุลยกตัวอย่างเช่นเมื่อเข้าโค้งด้านซ้ายก็ให้ยื่นเท้าซ้ายเมื่อเข้าโค้งขวาก็ยื่นเท้าขวา

การถ่ายเทน้ำหนักเมื่อข้ามสิ่งกีดขวาง

การข้ามสิ่งกีดขวางนั้น ไม่ว่าจะเป็นท่อนไม้ กิ่งไม้ หินหรือหลุมบ่อ การขี่รถข้ามไปนั้นจังหวะที่ล้อหน้าข้าม ให้จับแฮนด์รถให้มั่นพร้อมกับยืนแล้วเอนตัวไปด้านหลัง เพื่อทำให้ช่วงหน้าของรถนั้นเบาที่สุด เมื่อถึงจังหวะที่ล้อหลังกำลังจะข้ามก็ให้เอนตัวโน้นตัวไปด้านหน้า เพื่อเป็นการถ่ายเทน้ำหนักให้ช่วงหลังของรถนั้นเบานั่นเอง

หวังว่าเทคนิคเล็กๆน้อยๆเหล่านี้จะช่วยให้นักบิดนำไปใช้ได้อย่าเกิดประโยชน์และที่สำคัญไม่ว่าจะขับขี่เส้นทางไหนก็ขอให้คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลักแล้วเราจะสามารถสนุกกับการขี่มอเตอร์ไซค์ไปอีกนาน

 

เส้นทางวิบากที่ว่าดีที่สุดในไทย และต่างประเทศ

3 จักรยานยนต์วิบาก สายลุยรุ่นใหญ่

3 จักรยานยนต์วิบาก สายลุยรุ่นใหญ่

สำหรับนักบิดหลาย ๆ คนที่หันมาเลนรถจักรยานยนต์วิบากนั้น ก็มีเหตุผลแตกต่างกันไป บางคนชอบ ความตื่นเต้น ชอบผจญภัย หรือเพื่อการออกทริป ท่องเที่ยว แต่โดยส่วนมากแล้วคนที่ชอบออกทริปท่องเที่ยวนั้น หรือสายทัวริ่ง ก็มักจะเน้นรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ ซึ่งเดินทางได้สบายใจกว่า แต่สำหรับใครที่ชอบแนวทัวริ่งด้วย และสามารถลุยไปได้ทุกเส้นทาง นั้นก็ควรจะเน้นไปที่รถรุ่นใหญ่ แนว Adventure ซึ่งก็จะมีมาแนะนำให้รู้จัก 3 รุ่นด้วยกัน

3 จักรยานยนต์วิบาก สายลุยรุ่นใหญ่

Triumph Tiger 800

สำหรับ Triumph Tiger 800 ออกแบบดีไซน์อย่างสวยสง่า ดูแกร่ง และแรง ซ่อนความดุดัน ราวกับเสือ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 800 ซีซี 95 แรงม้า นั่นจึงทำให้มีรถมีความแรงบิดได้อย่างใจนึก ด้านความปลอดภัยในด้านไฟส่องสว่างนั้นหมดห่วงด้วยไฟในแบบ LED โครงสร้างแข็งแรงทนทาน ส่วนล้อรถนั้นเป็นแบบซี่ลวด ยางอย่างหนา โดยขนาดโดยยางหลังนั้นจะหยาและเล็กกว่ายางหน้าเล็กน้อยระบบของรถนั้นก็ยังควบคุมด้วยระบบ อิเล็กทรอนิกส์ ที่สามารถปรับโหมดขับขี่ให้สอดคล้องกับทุกสภาพถนน ไม่ว่าจะเป็นโหมดในการขี่ตอนฝนตก ขี่ถนนปกติ ขี่แบบ ออฟโรด รวมไปถึงขี่แนว สปอร์ตก็สามารถทำได้ และยังสามารถเพิ่มโหมดการขับขี่ใหม่ได้อย่างเช่น โหมด ออฟโรด โปร ซึ่งโหมดนี้สามารถไปได้ในทางที่กันดารมากขึ้นได้อย่างหมดห่วงนั่นเอง ทางค่าย Triumph นั้นยังเครมอีกว่าเป็นรถจักรยานยนต์วิบากสายลุยที่ใช้โหมด ออฟโรด โปร ส่วนทางด้านแฮนด์นั้น ยังสามารถควบคุมง่ายด้วยปุ่มบังคับราวกับเล่นเกม กันเลยทีเดียว

 

BMW F 850 GS Adventure

เป็นแบรนด์ดัง ยี่ห้อหรู ที่ใครหลาย ๆ คนหมายปองสำหรับ BMW F 850 GS Adventure มีมาพร้อมความสวยเท่ บาดใจ นอกจากนี้ยังมันรถจักรยานยนต์รุ่นใหญ่ที่เน้นไว้ออกเดินทางทริปไกล ๆ ได้อย่างค่อนข้างจะดีมาก เพราะที่นั่งของขนขับนั้นออกแบบมาค่อนข้างจะสมบูรณ์แบบนั่งสบาย ส่วนแฮนด์ และรวมไปถึงส่วนต่าง ๆ นั้นค่อนข้างจะจัดตำแหน่งได้อย่างลงตัวเป็นอย่างยิ่ง ทำให้สามารถลุยได้ทุกเส้นทางทั้งทางถนนเรียบ และทางกันดาร สามารถท่องเที่ยวด้วยการขี่ยาว ๆ เพราะถังน้ำมัน บรรจุได้ถึง 23 ลิตร ไฟส่องสว่างเป็นรูปแบบ LED เห็นชัดเจนไม่ว่าจะมืดแค่ไหนก็ขี่ได้อย่างปลอดภัย วงล้อนั้นเป็นแบบซี่ลวด ขนาดวงล้ออยู่ที่ 21 นิ้ว ซี่รับรองได้ว่าแข็งแรงลุยเส้นทางได้หลากหลายไม่แพ้ล้อแม็กซ์อย่างแน่นอน ทางด้านเครื่องยนต์ของรุรุ่นนี้ก็จัดเต็มมาด้วยขนาด 853 ซีซี 2 สูบ 95 แรงม้า 6 เกียร์  ระบบความร้อนระบายด้วยน้ำ มีระบบ Closed loop ที่ช่วยควบคุมเครื่องยนต์และระบบไอเสียการนุ่มสบายในการขับขี่นั้นก็ถือว่าทำได้ดีเพราะใช้โช๊คแบบหัวกลับแข็งแกร่งด้วยสวิงอาร์มที่ทำจากอะลูมิเนียมซึ่งโดยรวมแล้งจัดได้ว่าเป็นรถรุ่นใหญ่ที่เพอร์เฟคมาก

 

Yamaha Tenere 700

รถวิบากรุ่นใหญ่จากค่าย Yamaha ในรุ่นนี้นั้นออกผลิตออกมาเป็นแนว Adventure เต็มรูปแบบ สวยแกร่งดูดีมีสไตล์ คล่องตัวสูง โฉบเฉี่ยวพร้อมลุยไปทุกที่ ส่วนตัวของรถนั้นก็แรงหนัก ด้วยเครื่องยนต์ 689 ซีซี 2 สูบ 4วาล์ว 54 แรงม้า เกียร์ 6 Speed ทำงานร่วมกับระบบครัชได้อย่างลงตัว ไฟส่องสว่างในรูแบบ 4 ดวง LED ช่วงล่างนั้นก็ยังนุ่มนวลด้วยระบบกันกระแทก และยางที่หนาแข็งแรงทน และเกาะถนนเป็นเยี่ยม

นี่ก็คือสวยหนึ่งของจักรยานยนต์สายลุยรุ่นใหญ่ที่เอามาแนะนำกันซึ่งหากใครชอบรถขนาดใหญ่รับรองไม่มีผิดหวังอย่างแน่นอนไม่ว่าจะระบบเครื่องเครื่องยนต์และเทคโนโลยีที่ค่อนข้างจะทันสมัยรับรองรองว่าการขี่ออกไปท่องเที่ยวไกลๆนั้นไม่มีผิดหวังแน่นอน

 

# บุกตลาดรถวิบาก YAMAHA เปิดตัว WR155R 2020

จบฤดูกาลแล้ว เจ็ตสกี โปรทัวร์ 2020 แต่ความสนุกยังไม่จบ

จบฤดูกาลแล้ว เจ็ตสกี โปรทัวร์ 2020 แต่ความสนุกยังไม่จบ

จบฤดูกาลแล้ว เจ็ตสกี โปรทัวร์ 2020 แต่ความสนุกยังไม่จบ

ปิดฉากลงอย่างสวยงามไปแล้วสำหรับการแข่งขันชิงแชมป์ประเทศไทยเพื่อค้นหานักกีฬาตัวแทนเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันระดับโลกของกีฬามอเตอร์สปอร์ตอย่าง เจ็ตสกี โปรทัวร์ 2020 ที่นับว่าเป็นการแข่งขันที่ดุเดือด ได้ใจแฟน ๆ ไปเต็ม ๆ กับการแข่งขันอย่างจุใจทั้ง 4 สนาม โดยเฉพาะในสนามที่ 4 สนามตัดสินการแข่งขัน ปิดฉากการแข่งขันนฤดูกาลนี้ ในวันที่ 27 กันยายน ที่ผ่านมา ณ ท้ายเกาะเลควิว จ.ปทุมธานีซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมาก

จบฤดูกาลแล้ว เจ็ตสกี โปรทัวร์ 2020 แต่ความสนุกยังไม่จบ

ถึงแม้ว่าการแข่งขันจะจบลงไปแล้วแต่ภาพแห่งความประทับใจยังคงมีการปล่อยออกมาให้ชมกันอยู่เรื่อยๆทางเว็บไซต์ www.JETSKIPROTOUR.com ซึ่งมีให้ชมครบตั้งแต่สนามแรกยันสนามสุดท้าย ซึ่งการแข่งขันในฤดูกาล 2020 นี้ ได้มีการจัดการแข่งขันทั้งหมด 23 ประเภทด้วยกัน ผลจากการแข่งขันทำให้ประเทศไทยได้ตัวแทนสำหรับสู้ศึกศึกชิงแชมป์โลก อย่างแข่งขันเจ็ตสกีรายการใหญ่ที่สุดของโลกเจ็ตสกี เวิลด์ คัพและเจ็ตสกี เวิลด์ ซีรีส์ 2020-2021″ ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 3-7 มีนาคม 2564 ที่กำลังจะมาถึงนี้เอง ซึ่งได้มีการปล่อยโปสเตอร์ออกมาอย่างเป็นทางการแล้ว ที่ทั้งนักกีฬาและแฟน ๆ ก็ต่างรอคอยและคงรู้สึกตื่นเต้นกับการแข่งขันที่กำลังจะมาถึงเช่นเดียวกัน หนึ่งในความน่าสนใจของโปสเตอร์คือรูปและอันดับของ เพิ่มพล ธีรพัฒน์พาณิชย์ แชมป์จากรายการแข่งขัน เจ็ตสกี โปรทัวร์ 2020 รุ่น PRO-AM RUNABOUT 1100 OPEN ที่ได้ถูกดึงขึ้นไปเผยแพร่ในโปสเตอร์รายการระดับโลกสุดยิ่งใหญ่นี้ด้วยเช่นเดียวกันทำให้เป็นที่น่าติดตามเลยทีเดียวสำหรับรายการแข่งขันระดับโลกนี้

ไม่เพียงเท่านั้นรายชื่อนักกีฬาที่จะเข้าร่วมการแข่งขันในศึกชิงแชมป์โลกมาจากแชมป์ประเทศไทยทั้ง 23 รุ่นที่มีการประกาศอย่างเป็นทางการแล้วเช่นกัน นับว่าเป็นรายการใหญ่ระดับโลกที่น่าติดตามมากที่สุดรายการหนึ่ง นอกจากนี้ยังได้มีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า หลังจากรายการแข่งขันเจ็ตสกี เวิลด์ คัพและเจ็ตสกี เวิลด์ ซีรีส์ 2020-2021″ แล้ว ยังจะดำเนินการจัดการแข่งขัน เจ็ตสกี โปรทัวร์ 2021 เป็นรายการแข่งขันถัดไปอีกด้วย โดยเบื้องต้น ได้มีการประกาศสนามการแข่งขันแรกในวันที่ 17-18 เมษายน 2564 ต่อด้วยสนามที่ 2 ในวันที่ 22-23 พฤษภาคม 2564 สนามที่ 3 วันที่ 26-27 มิถุนายน 2564 และสนามสุดท้ายวันที่ 7-8 สิงหาคม 2564 ทั้งนักกีฬาและผู้เกี่ยวข้องก็ได้มีการเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันทั้ง 2 รายการอย่างเต็มที่เลยทีเดียวเพื่อเป็นการผลักดันให้กีฬาเจ็ตสกีเป็นที่รู้จักของประชาชนมากขึ้นทั้งยังเป็นการส่งเสริมความสามารถของนักซิ่งไทยให้ปรากฎสู่สายตาชาวโลกมากขึ้นในทุกๆปีอีกด้วย

การแข่งขัน เจ็ตสกี โปรทัวร์ 2020 เป็นอีกรายการการแข่งขันอีกรายการหนึ่งที่สร้างเส้นทางสู่เวทีการแข่งขันระดับโลกให้กับนักซิ่งไทยได้เป็นอย่างดี ด้วยสนามการแข่งขันมาตรฐานระดับโลก รวมไปถึงกฎ กติการในการแข่งขัน และรุ่นในการแข่งขัน ทีมีครบทั้ง 23 รุ่นการแข่งขันจึงถือเป็นเวทีการแสดงความสามารถของนักเจ็ตสกีไทยสนามแรกๆที่จะเปิดเส้นทางสู่การแข่งขันระดับโลกต่อไป

ถึงแม้จะมีการระบาดของเชื้อไวรัส covid-19 ก็ไม่ได้ทำให้ความเข้มข้นของการแข่งขันลดลงไปเลย ด้วยมาตรการการป้องกันโรคระบาดที่ดีเยี่ยม และความร่วมมือของทั้งนักกีฬา สตาฟ รวมไปถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องท่านอื่น ๆ ที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ทำให้สามารถขัดการแข่งขันได้ครบทั้ง 4 สนาม สำหรับการแข่งขันทั้งรายการระดับโลกและรายการแข่งขัน เจ็ตสกี โปรทัวร์ 2021 ที่จะจัดขึ้นในครั้งต่อไปจะสร้างสีสันและความสนุกสนานมากเพียงใด ก็คงต้องติดตามกันต่อไป โดยเฉพาะรายการระดับโลกที่ใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว แฟน ๆ เจ็ตสกีคงต้องส่งกำลังใจเชียร์นักกีฬาจากไทยทั้ง 23 รุ่นกันเลย

 

ปล่อยโปสเตอร์แล้ว กับ 2IN1 SUPERTOURNAMENT