Category มอเตอร์ไซค์ และรถยนต์

รูปแบบการแข่งรถทางเรียบระยะสั้น หรือ Drag raching โดยการแข่งขันจะใช้ระบบจับเวลาและระบบตรวจจับความเร็วแบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อจับเวลา

รูปแบบการแข่งรถทางเรียบระยะสั้น หรือ Drag raching

รูปแบบการแข่งรถทางเรียบระยะสั้น หรือ Drag raching

รูปแบบการแข่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ทางเรียบระยะสั้น โดยวัดระยะจากจุดเริ่มต้นจนถึงเส้นใช้มีระยะทางมาตรฐานคือ 1.4 ไมล์ หรือ 402 เมตร กับระยะทางแบบสั้น 1,000 ฟุตหรือ 3.5 เมตร โดยการแข่งขันจะใช้ระบบจับเวลาและระบบตรวจจับความเร็วแบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อบันทึกผลการแข่งขัน

การเตรียมพร้อมเครื่องยนต์เพื่อแข่งขันแดร็กเรสซิ่งในสนาม

ก่อนที่จะเริ่มการแข่งขัน นักแข่งแต่ละคนสามารถทำการเบรินเอ้าท์เพื่อวอมเครื่องรถยนต์ /จักรยานยนต์ และยางให้มีความร้อนจนเกิดการเผาไห้มและทำให้ควันฟุ้งไปทั่วซึ่งนักแข่งเด็กน้อยวัยรุ่นบางคนไม่เข้าใจ คิดว่าทำแบบนี้เป็นเหมือนเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่ ที่ทางสนามแข่งรถอนุญาตให้ทำการวอมเครื่องยนต์ได้นั้นเพื่อให้สร้างแรงฉุดกับตัวรถยนต์จนถึงขีดสุดนั่นเอง

รูปแบบการแข่งรถทางเรียบระยะสั้น หรือ Drag raching

ขั้นตอนการแข่งขันอาศัยไฟคริศมาส์เป็นตัวแจ้ง

การแข่งปัจจุบันจะใช้ตัวจับเวลาเริ่มที่เรียกว่า “ไฟคริสมาส์” โดยจะเป็นไฟที่อยู่ด้านหน้าของนักแข่ง รวมถึงเซนเซอร์จับการเคลื่อนไหวในแต่ละเลน ประกอบไปด้วยดวงไฟสีน้ำเงิน สีเหลือง สีเขียว และสีแดง ซึ่งแต่ละสีแต่ละดวงมีความหมาย เช่น

  • ดวงไฟสีแรกติดหลังจากที่ล้อหน้าของรถข้ามเข้าเส้นเรียกว่า “Pre-staged” ประมาณ 7 นิ้ว (180 มม.) จากเส้นเริ่มต้น เมื่อเซนเซอร์ที่ซองจับสัญญาณได้จะเรียกว่า “Staged”
  • ไฟดวงที่สองก็จะสว่างขึ้น รถอาจออกจาก Pre-Stage ได้แต่ต้องอยู่ใน Stage จนกว่าจะเริ่มการแข่งขันเริ่มต้นขึ้น

การแข่งขันรถยนต์และรถจักรยานยนต์ทางเรียบระยะสั้นหรือ แดร็กเสซิ่งเหล่านี้นิยมมากในประเทศสหรัฐอเมริกาแล้วแพร่หลายมายังทวีปเอเซีย เช่น ดูไบ ไทย ศรีลังกา ปากีสถาน ญี่ปุ่น เป็นต้น

ทำไมการแข่งขัน Drag raching จึงต้องใช้ระยะทาง 402 เมตร

การแข่งขัน Drag raching ด้วยระยะทาง 402 เมตร สาเหตุที่ใช้ระยะทางจำนวน 402 เมตรเพราะการแข่งรถทางตรงมี 2 ปัจจุบัยที่ต้องให้ความสำคัญได้แก่

  • รูปแบบ
  • ระยะทาง

โดย การแข่งแดร็กเรสซิ่ง เป็นรูปแบบ การแข่งขันรถไม่ว่าจะรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ครั้งละ2 คันออกตัวพร้อมๆ กัน แต่ถ้าแข่งทีละคันแล้วทำการจับเวลาเพื่อหาคันที่ใช้เวลาดีที่สุดจะเรียกการแข่งขันประเภทนี้ว่า Time Trial นอกจากนี้แล้วหากการแข่งขันทำการจับเวลาเฉพาะช่วงที่ล้อของรถหมุนตั้งแต่พ้นจากเส้นสตาร์ทจนถึงเส้นชัย วงการแข่งรถก็จะเรียกรูปแบบนี้ว่า “อีที เรคคอร์ด” ที่กล่าวมาทั้งหมดคือความแตกต่างในเรื่องของรูปแบบ

ส่วนในเรื่องของ “ระยะทาง” ที่ใช้ 402 เมตรซึ่งความจริงแล้วจะเกินมาเล็กน้อยนั้นกเพราะเป็นระยะทางที่สามารถเร่งความเร็วได้เต็มกำลังของเครื่องยนต์และเป็นช่วงระยะทางที่ผู้ชมสามารถมองเห็นด้วยการกวาดสายตาตามเพียงครั้งเดียว ไม่สั้นหรือยาวจนเกินไปเท่านั้นเอง


กีฬาแข่งขันรถวิบากและสนามแข่งรถในประเทศไทย สนามแข่งรถวิบากในไทย เป็นสนามที่ถูกออกแบบเพื่อรองรับการแข่งขันมอเตอร์ไซค์รูปแบบใหม่

กีฬาแข่งขันรถวิบากและสนามแข่งรถในประเทศไทย

กีฬาแข่งขันรถวิบากและสนามแข่งรถในประเทศไทย

สนามแข่งรถวิบากในไทย เป็นสนามที่ถูกออกแบบเพื่อรองรับการแข่งขันมอเตอร์ไซค์รูปแบบใหม่ที่ต้องอาศัยนักแข่งที่มีทักษะสูง ผ่านรูปแบบของสนามแข่งขั้นที่มีกายภาพของพื้นที่สนามสูงต่ำ พร้อมด้วยอุปสรรคประเภทต่างๆ มากมาย ซึ่งเรียกการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ประเภทนี้ว่าการ “แข่งรถวิบาก” อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีความพยายามจัดการแข่งขันรถยนต์วิบากบน สนามแข่งรถไทย เช่นกัน แต่ก็ยังไม่ได้รับความนิยมเท่ากับรถจักยานยนต์ วันนี้เราจะมารู้จักการแข่งรถวิบากประเภทมอเตอร์ไซต์พร้อมกับสนามในไทยกันว่ามีที่ไหนบ้าง

กีฬาแข่งขันรถวิบากและสนามแข่งรถในประเทศไทย

ประเภทของการแข่งขันรถวิบากใน สนามแข่งรถไทย

สำหรับการแข่งขันในประเทศสนามแข่งรถวิบากในไทย จะมีความแตกต่างไปจากการแข่งขันรถมอเตอร์ไซค์ทางเรียบที่ใช้เพียงความเร็วอย่างเดียวที่เรียกว่า “โรดเรดซิ่ง” เพราะการแข่งรถวิบากนั้นเป็นการแข่งขันที่เอาชนะอุปสรรคประเภทต่างๆ ที่แต่ละสนามทำขึ้น ดังนั้น การแข่งรถวิบากจึงแบ่งรูปแบบการแข่งขันอีกเป็นดังนี้

  • Dakar Rallyเป็นการแข่งขันประเภทแรลลี่มีระยะทางในการขับขี่ที่ไกลและยาวนานเส้นทางเต็มไปด้วยอุปสรรคต่างๆ มากมายต้องอาศัยทักษะและความอดทนสูง โดยจะทำการแข่งขันในพื้นที่ทะเลทรายซึ่งเต็มไปด้วยฝุ่นหินกรวด หน้าผาโดยใช้มอเตอร์ไซค์ที่มีเครื่องยนต์ขนาด 450 CC ไป
  • MXGP/MX2เป็นรูปแบบที่เรียกว่า “โมโตครอส” ที่ผู้แข่งขันต้องบุกตะลุยทุกอย่างรวมถึงอาจจะมีขึ้นที่สูงลงที่ต่ำมีทั้งขรุขระมีสิ่งกีดขวาง เพื่อเป็นการสร้างความยากลำบากและเพิ่มความโหด ผู้ขับขี่จะมีการปรับแต่งรถมอเตอร์ไซค์โดยทำการตัดไฟหน้าและไฟท้ายออกเพื่อลดน้ำหนักของพาหนะและควบคุมรถได้ง่ายขึ้น คล่องแคล่วในการขับขี่และใช้ยางล้อแบบหนามเพื่อใช้กับทุกสภาพถนน
  • Enduroเป็นการแข่งขันที่ใกล้เคียงกับมอเตอร์ครอสแต่มีระยะทางที่ไกลกว่า มอเตอร์ไซต์จะใช้เครื่องที่มีกำลังรอบต่ำเพื่อที่จะได้สามารถทำให้วิ่งด้วยความเร็วที่สูงกว่า และวิ่งในระยะที่ไกล
  • Trial Bikeเป็นการแข่งขันที่ใช้มอเตอร์ไซค์วิบากแบบไม่มีเบาะนั่งซึ่งทำให้รถมันมีน้ำหนักเบาและต้องบอกหรือว่าเครื่องยนต์มีการปรับแต่งให้ไม่แรงมาก เน้นการทรงตัวและควบคุมทิศทางผ่านสิ่งกีดขวางสูงต่ำซึ่งจำเป็นจะต้องใช้ทักษะเป็นอย่างมาก

ทั้ง 4 รูปแบบคือการแข่งขันที่ถูกจัดขึ้นในการแข่งรถวิบากในไทย นั่นเอง

สนามแข่งรถวิบากในประเทศไทย

สำหรับสนามแข่งรถไทยที่จัดให้มีการแข่งมอเตอร์ไซค์วิบากประกอบไปด้วย 10 สนามแข่งรถวิบากในไทย ดังต่อไปนี้

  1. สนามไทยแลนด์เซอร์กิต หรือนครชัยศรี มอเตอร์สปอร์ต คอมแพล็กซ์ จังหวัดนครปฐม เป็นสนามแข่งรถนานาชาติได้จัดรายการแข่งขันระดับประเทศและระดับภูมิภาคมาแล้วหลายรายการมีเนื้อที่รวมทั้งสิ้น 30 ไร่เปิดดำเนินการมาแล้วตั้งแต่ปี 2523 เป็นต้นมา
  2. สนามพีระเซอร์กิต พัทยา จังหวัดชลบุรี เป็นสนามแข่งขันถยนต์และรถจักรานยนต์ทุกรูปแบบรวมถึงรถโกคาร์ทอีกด้วย
  3. สนามแข่งรถฟาร์แกะ จังหวัดเชียงใหม่
  4. สนามแข่งรถแก้วไทรเลิศเซอร์กิต จังหวัดปราณบุรี
  5. สนามแข่งรถวังชมพู จังหวัดเพชรบูรณ์
  6. สนามแข่งรถดอนลังกา จังหวัดสกลนคร
  7. สนามแข่งรถขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช
  8. สนามแข่งรถระนองซุปเปอร์ครอส จังหวัดระนอง
  9. สนามแข่งรถทองดีโมโตครอส จังหวัดน่าน
  10. สนามแข่งรถคลอง 5 จังหวัดปทุมธานี

ทั้งหมดคือ 10 สนามแข่งรถวิบากในไทย ซึ่งส่วนใหญ่มักถูกสร้างขึ้นในรูปแบบชั่วคราว เพราะการแข่งขันในลักษณะนี้ไม่ใช่การแข่งขันมอเตอร์ไซค์ที่เน้นแต่ความเร็วของเครื่องยนต์เท่านั้นแต่ต้องอาศัยทักษะ และความอดทนพร้อมทางการอ่านทางออกของอุปสรรคสิ่งกีดขวางต่างๆ เพื่อให้ผ่านพื้นที่และเส้นทางในแต่ละช่วงของการแข่งขันไปให้ได้อีกด้วย

การแข่งขันที่นอกจากอาศัยความเร็วแล้วยังต้องมีสกิลชั้นสูง

การแข่งขันรถวิบากถือว่าเป็นรายการแข่งขันที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความเร้าและความเร้าใจรวมถึงการดูวิธีการแก้ปัญหาเพื่อผ่านอุปสรรคต่างๆ ของผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนอีกด้วย


กีฬาแข่งขันมอเตอร์ไซต์ทางเรียบ การแข่งขันมอเตอร์ไซค์ทางเรียบ รูปแบบการจัดการแข่งขันสามารถจัดได้ทั้ง 3 แบบสากลที่มีการจัดแข่งขันอยู่ทั่วโลก

กีฬาแข่งขันมอเตอร์ไซต์ทางเรียบ

กีฬาแข่งขันมอเตอร์ไซต์ทางเรียบ

สำหรับการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ทางเรียบนั้น รูปแบบการจัดการแข่งขันสามารถจัดได้ทั้ง 3 แบบสากลที่มีการจัดแข่งขันอยู่ทั่วโลกได้แก่การแข่งขันมอเตอร์ไซค์ทางเรียบแบบ

1.Endurance World Champion (EWC)

การแข่งขันมอเตอร์ไซค์ที่ใช้เวลายาวนานที่สุดแบ่งออกเป็น 2 แบบคือแบบ 4 ชั่วโมง และแบบ 8 ชั่วโมง โดยที่ระหว่างการแข่งขันห้ามมีการเปลี่ยนรถแต่สามารถเปลี่ยนนักแข่งได้สูงสุด 3 คน อรรถรสของการแข่งขันเริ่มตั้งแต่เวลาออกสตาร์ทที่มีรูปแบบเป็นการเฉพาะตัว โดยนักแข่งทุกคนต้องยืนอยู่ที่เส้นฝั่งตรงข้ามรถของตนเอง เมื่อสัญญาการแข่งขันเริ่มขึ้น นักแข่งต้องวิ่งไปที่รถเพื่อสตาร์ทรถแล้วขับขี่ออกไป

2.World Superbike

การแข่งขันมอเตอร์ไซค์ทางเรียบที่เน้นความเร็วด้วยการนำเอารถมอเตอร์ไซค์ประเภท SuperSport ที่จำหน่ายทั่วไปในท้องตลาดมาทำการปรับแต่งพัฒนาศักยภาพของตัวรถเพิ่มสมรรถนะต่างๆ เพื่อนำลงแข่งในสนามซึ่งแต่ละค่ายรถมีข้อจำกัดในการเลือกตัวรถเพื่อการปรับแต่งนั้นต้องเป็นรถมอเตอร์ไซค์ประเภทเครื่องยนต์สูงสุด 4 สูบ พิกัด 750 และ 1,200cc เท่านั้น การแข่งขันจะทำการแข่งกันทั้งหมด 2 สนาม ความสนุกของการแข่งขันประเภทนี้คือช่วงทางตรงที่รถทุกคันเร่งความเร็วสูงสุดในจะแซงกันอย่างเข่าติดพื้นในช่วงทางโค้ง

3.MotoGP 

เป็นการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ทางเรียบที่เน้นความเร็วแบบเดียวกับ World Superbike แต่มีความแตกต่างในส่วนของตัวรถ ที่การแข่งขันโมโตจีพีจะออกแบบรถมอเตอร์ไซค์เพื่อใช้เฉพาะในการแข่งขันเท่านั้น

และการแข่งขันรายการ MotoGP ที่ถือว่าเป็นการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ที่พิเศษ โด่งดังและได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน

MotoGP การแข่งขันรถมอเตอร์ไซค์ที่ดีที่สุดและเก่าแก่ที่สุด

MotoGP หรือการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ทางเรียบที่ใช้รถต้นแบบเฉพาะเพื่อการแข่งขันเกิดขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1949 เป็นการแข่งขันกีฬารถมอเตอร์ไซค์สปอร์ตที่แพ้ชนะกันด้วยความเร็วรถคันไหนสูงกว่ากันในระยะทาง 1 รอบสนาม การแข่งขันมอเตอร์ไซค์ทางเรียบแบบ MotoGP ในปัจจุบันมีการแข่งกันอยู่ 3 รุ่น คือ

  • Moto3การแข่งขันรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์ 4 จังหวะ 250cc 1 สูบ เป็นรายการสำหรับนักบิดหน้าใหม่ที่เรียกว่า “รุ้กกี้” เพื่อสร้างความพร้อมให้กับตัวนักแข่งเองได้เรียนรู้ในสภาพการแข่งขันจริง บรรยายกาศจริงก่อนจะพัฒนาไปในรุ่นที่สูงขึ้นกว่านี้
  • Moto2การแข่งขันรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์ 4 จังหวะ 600cc 4 สูบ โดยมีข้อกำหนดว่าต้องใช้เครื่องยนต์เฉพาะของ Honda เท่านั้นในการแข่งขันซึ่งทางบริษัทฮอนด้าจะทำการแจกเครื่องยนต์ให้กับทุกทีมนำไปพัฒนาออกรถต้นแบบต่อไป
  • Moto GPการแข่งขันรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์ 4 จังหวะ 1000cc 4 สูบ โดนเครื่องยนต์ที่ใช้จะถูกออกแบบให้มีการวางเครื่องเป็นมุม 45 องศา ในหมู่นักแข่งและวงการรถยนต์จึงเรียกเครื่องยนต์ประเภทนี้ว่าเครื่อง V โดยการวางเครื่องแบบนี้จะมีผลต่อการจุดระเบิด รอบเครื่องและแนวการวางเรียงกระบอกสูบนั่นเอง

กีฬาแข่งขันมอเตอร์ไซต์ทางเรียบ ปัจจุบันสนามแข่งรถในไทยหลายสนามมีศีกยภาพเพียงพอที่สามารถจัดการแข่งขันรายการประเภทนี้ได้เช่นกัน


6 อุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้สำหรับนักขี่สายลุยฝุ่น

6 อุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้สำหรับนักขี่สายลุยฝุ่น

สำหรับนักขี่จักรยานยนต์โมโตครอสหรือเอ็นดูโร่มือใหม่ที่กำลังเข้าวงการอาจจะยังไม่รู้ว่าการออกไปผจญภัยในป่าหรือเส้นทางกันดารว่าของที่ต้องมีหรืออุปกรณ์ที่จำเป็นนอกเหนือจากรถคู่ใจแล้วควรจะมีอะไรบ้างเพื่อเป็นการช่วยเซฟและสร้างความปลอดภัยในการออกไปลุยและบางคนก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าอุปกรณ์ต่างๆที่ควรมีนั้นมีประโยชน์ยังไงวันนี้เราจึงมาบอกเกี่ยวกับอุปกรณ์พื้นฐาน 6 อย่างที่ต้องเตรียมให้พร้อมถ้าคิดจะเป็นนักบิดสายลุย

6 อุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้สำหรับนักขี่สายลุยฝุ่น

1.หมวกกันน็อค ( Helmet)

เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นอันดับ 2 รองมาจักรยานยนต์วิบากที่ต้องมี (ฮ่า ) ซึ่งหมวกกันน็อคสำหรับนักบิดสาย โมโตครอส หรือเอ็นดูโร่นั้นจะเรียกว่า  Off-Road or Motocross Helmet ซึ่งเป็นหมวกกันน็อคเต็มใบไม่มีซิลด์บัง โดยที่ส่วนบนของหมวกนั้นจะมีบังลมที่ยาวออกมาเพื่อบังแดด บังฝน ส่วนคางนั้นจะแหลมหนา เพื่อป้องกันคางและขากรรไกรกระแทกในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ แล้วเอาส่วนหน้าลงพื้นนั่นเอง หมวกชนิดนี้ทั้งสายลุยฝุ่น หรือสายออกทริป ก็ใช้ได้ทั้งนั้น เพราะนอกจากจะช่วยป้องกันศีรษะได้เป็นอย่างดียังมีน้ำหนักที่เบาอีกด้วย

6 อุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้สำหรับนักขี่สายลุยฝุ่น

2.แว่นตา Goggles

แว่นตาที่ว่านี้ไม่ได้หมายถึงแว่นกันแดด หรือแว่นตาทั่วไปที่เอาไว้ใส่เท่ ๆ เพราะแว่นสำหรับรถโมโตครอส หรือเอ็นดูโร่นั้น ต้องสามารถมารถป้องกันฝุ่น ป้องกัน ฝน ป้องกันโคลน รวมไปถึงแมลงต่าง ๆ ได้อีกด้วย ในการเลือกแว่นนั้น ก็ควรจะเลือกแว่นที่มีคุณภาพ ของแท้ 100% เพราะไม่งั้นเวลาเจอฝนจะทำให้ขึ้นฝ้าได้เร็วมาก ต้องเสียเวลาถอดเช็ดบ่อย ๆ ก็ทำให้เซ็งได้เหมือนกัน

3.ถุงมือ Gloves

ถุงมือสำหรับนักบิดชาวโมโตครอส หรือเอ็นดูโร่นั้น มีประโยชน์อยู่หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการสร้างความกระชับ ไม่ลื่นในการจับแฮนด์รถ ยิ่งการขี่รถจักรยานยนต์วิบากด้วยแล้วการลงหลุม ลงบ่อหรือเส้นทางขรุขระก็อาจทำให้มือลื่นหลุดได้ง่าย และถุงมือยังช่วยป้องกันกิ่งไม้หรือหนามต่าง ๆ เวลาลุยป่า และเมื่อเกิดอุบัติเหตุยังช่วยเซฟมือของนักบิดได้ ส่วนการเลือกถึงมือนั้นควรจะเลือกที่กระชับพอดี ไม่หลวมหรือแน่นจนเกินไป และควรเลือกแบบที่ใส่แล้วนุ่มมือการ์ดต้องไม่แข็งมากนักเพื่อเป็นการเพิ่มความรู้สึกสบายในการขับขี่ให้มากที่สุดนั่นเอง

4.ชุดขี่ โมโตครอส Jersey /Pant

ชุดสำหรับขี่โมโตครอสนั้น ควรจะเป็นชุดที่ระบายอากาศได้ดี แห้งง่าย เพราะเราต้องขี่ลุยทั้งแดด และฝนส่วนเนื้อผ้านั้นก็ควรจะมีความยืดหยุ่นที่สูงเมื่อเราบังคับรถ ทั้งการยืนขี่ เอี้ยวตัว รวมไปถึงการเข้าโค้ง และเคลื่อนไหวในท่วงท่าต่าง ๆ จะทำให้คล่องตัว และสะดวกมากขึ้นนั่นเอง

5.สนับศอก สนับเข่า

เป็นอุปกรณ์ที่ควรจะต้องใส่ทุกครั้ง สำหรับนักบิด เอ็นดูโร่ หรือโมโตครอส ยิ่งการที่ต้องขี่เข้าป่า หรือไปในเส้นทางที่กันดารด้วยแล้ว เราไม่สามารถจะรู้ได้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นได้บ้าง โดยเฉพาะอุบัติเหตุที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ สนับศอกสนับเข่าใส่ไว้เถอะ ไม่ได้เกะกะอะไรมากมายนักหรอก

6.รองเท้าบู๊ท boots

รองเท้าสำหรับรถจักรยานยนต์วิบากนั้นจะเป็นแบบที่หุ้มไปถึงประมาณหน้าแข้ง หรือที่เรียกว่ารองเท้าบู๊ทแบบเต็มข้อ ซึ่งสามารถป้องกันได้หลายอย่าง ไม่จะเป็นการป้องกันความร้อนจากท่อรถ กิ่งไม้ หนาม แหละป้องกันเท้าท่อนล่างไปถูกกับส่วนต่าง ๆ ของรถที่ทำให้บาดเจ็บได้ ยังไม่รวมถึงการช่วยเซฟแข้งขา ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ รองเท้าบู๊ทจึงถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่นักบิดลุยฝุ่นควรต้องมี

 

อยากเริ่มขี่จักรยานยนต์วิบาก เริ่มต้นยังไงดี

ประเภทของการแข่งขันรถวิบากที่ควรรู้

ประเภทของการแข่งขันรถวิบากที่ควรรู้

การแข่งขันจักรยานยนต์วิบากนั้น คือกีฬาที่ต้องอยู่บนเบาะมอเตอร์ไซค์เป็นหลัก และต้องที่ไปในเส้นทางที่อุปสรรคเยอะ ( ถึงเรียกว่า วิบาก ฮ่า ) ซึ่งใครที่จะเล่นกีฬาประเภทนี้ต้องมีทักษะในด้านการขับขี่พอสมควร ยิ่งถ้าจะลงแข่งขันด้วยแล้วล่ะก็ ยิ่งต้องมีการฝึกฝนเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ถึงจะสามารถเป็นนักแข่งได้ ส่วนประเภทของการแข่งขันนั้นมีอะไรกันบ้างก็แบ่งได้ดังนี้

ประเภทของการแข่งขันรถวิบากที่ควรรู้

Dakar Rally- บอกได้เลยว่านี่คือการแข่งขันจักรยานยนต์วิบากที่โหดที่สุด นักแข่งรถประเภทนี้นั้นต้องมีความชำนาญ และทักษะ รวมถึงประสบการณ์ที่มาก ต้องมีความพร้อมทั้งกาย และใจรวมไปถึงรถจักรยานยนต์คู่ใจ เพราะนอกจากเส้นทางที่โหดในทะเลทราย นักขี่จะไม่เจอแค่เพียงทรายเท่านั้น เพราะจะมีทั้งฝุ่น หินกรวด หินใหญ่ หน้าผาสูงและต้องขี่กันอย่างยาวนานเป็นอย่างมาก เพราะเส้นทางการแข่งขันนั้นยาวไกลในระดับ 10,000 กิโลเมตรเลย ส่วนมอเตอร์ไซค์วิบากที่จะใช้ทำการแข่งขันนั้น ต้องมีเครื่องยนต์ ถึง 450 CC. ขึ้นไปอีกด้วย

MXGP/MX2- หรือที่เรียกกันว่าการแข่งขันมอเตอร์ไซค์วิบาก แบบโมโตครอส (Motocross) โดยจักรยานยนต์ประเภทนี้จะไม่มีอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นเพื่อให้รถจักรยานยนต์นั้นเบาที่สุด เพราะจะสามารถควบคุมได้ง่าย เมื่อทำการแข่งขัน ฉะนั้นเราจะไม่เห็นอุปกรณ์จำพวก ไฟหน้า ไฟเลี้ยว รวมไปถึงไฟท้ายอีกด้วย โดยการแข่งขันนั้นจะต้องผ่านอุปสรรคทุกรูปแบบที่มีอยู่บนเส้นทางที่เราขี่ตะลุยไป ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางที่ขรุขระ ที่เขาลงเขา ฝ่าโคลนลุยทราย เรียกง่าย ๆ ว่าไม่มีอะไรสามารถจะมาขวางทางไปสู่เส้นชัยได้นั้นเอง

Enduro- การแข่งขันจักรยานยนต์วิบากประเภทเอ็นดูโร่นี้ เป็นการแข่งขันที่ใกล้เคียงกับการแข่งขัน MXGP/MX2 หรือโมโตครอส มากที่สุดก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางที่ต้องบุกป่า ฝ่าเขา บุกตะลุยทุกอย่างที่ขวางหน้า ไม่ว่าจะเป็นภูเขาหรือลำธาร แต่จุดแตกต่างก็คือ เอ็นดูโร่นั้นจะมีเส้นทางการแข่งขันที่ยาวไกลกว่า เครื่องยนต์ต้องปรับให้รอบต่ำกว่าเพื่อที่จะสามารถทำความเร็วได้ อีกทั้งยังมีไฟหน้าไปท้าย เพื่อที่ว่าบางทีอาจต้องแข่งจนถึงมืดเพราะระยะทางที่ไกลนั่นเอง นับว่าการแข่งขันจักรยานยนต์วิบาก ที่สนุกตื่นเต้นอีกประเภทหนึ่ง

Trial Bike-จักรยานยนต์วิบากประเภทนี้ยังไม่ค่อยแพร่หลายในบ้านเรานัก คนที่ขี่จักรยานยนต์ประเภทนี้ก็ยังไม่ค่อยจะเห็นสักเท่าไหร่ น่าจะเป็นจักรยานยนต์วิบากประเภทเดียวที่ไม่อนุญาตให้นั่งขี่ได้ เพราะไม่มีเบาะ (ฮ่า) และอุปกรณ์ต่าง ๆ สำหรับรถที่ไม่จำเป็นก็ต้องถอดออกเพื่อจะทำให้น้ำหนักรถเบาที่สุด ในการแข่งขันจักรยานยนต์วิบากประเภท Trial Bike นั้นบอกเลยว่าเป็นไรที่เสียงชีวิตที่สุดแล้ว ถึงแม้จะไม่ได้แข่งขันกันทางด้านความเร็ว และมีรอบที่สูง แต่การที่ต้องทรงตัวใช้จักรยานยนต์กระโดดไปมาปีนป่ายไปในที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโขดหิน หรือลัดเลาะไปตามหน้าผา นั้นบีบหัวใจทั้งนักแข่งและผู้ชมสุด ๆ เลยทีเดียว

ข้อควรรู้ก่อนดูการแข่งขันจักรยานยนต์

เพราะหลาย ๆ คนสงสัยว่า ทำไมนักแข่งเวลาเข้าโค้งต้องทำท่าแปลก ๆ ไม่เหมือนการเข้าโค้งของมอเตอร์ไซค์ประเภทอื่น ๆโดยการเข้าโค้งของจักรยานยนต์วิบากนั้นจะต้องเหยียดขาออกไปข้างหน้า การเข้าโค้งพร้อมกับเบี่ยงตัวให้อยู่ตรงข้ามกับโค้ง และเหยียดขาออกมาในฝั่งที่เข้าโค้งนั้นเรียกว่าท่า ลีนเอ้าท์ ซึ่งนักแข่งจักรยานยนต์วิบากเท่านั้นที่จะใช้ท่านี้ เพราะเป็นการสร้างความสมดุลให้แก่ร่างกายของนักขับ และจักรยานยนต์ และยังสามารถควบคุมรถได้ง่ายขึ้น และป้องกันรถล้มตอนเข้าโค้งนั่นเอง ไม่ได้เหยียดเอาเท่แต่อย่างใด ( ฮ่า ) ทีนี้หลาย ๆท่านคงดูกีฬาจักรยานยนต์วิบากแบบหายสงสัยกันแล้วใช่ไหมล่ะ

 

# ความเป็นมาของการแข่งขัน Motocross และรูปแบบการแข่งขัน

ความเป็นมาของการแข่งขัน Motocross และรูปแบบการแข่งขัน

ความเป็นมาของการแข่งขัน Motocross และรูปแบบการแข่งขัน

ความเป็นมาของการแข่งขัน Motocross และรูปแบบการแข่งขัน

ในบ้านเรานั้นการแข่งขันมอเตอร์ไซค์วิบาก  หรือที่เรียกกันว่าโมโตครอส มาอย่างยาวนานมากแล้ว  ถึงแม้ว่าเมื่อก่อนนั้นอาจจะยังไม่ค่อยได้รับความนิยมมากเท่าที่ควรแต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานั้นได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในประเทศไทยถูกจัด เป็นหนึ่งในสนามชิงแชมป์โลกกันเลยทีเดียว (ที่จังหวัดสุพรรณบุรี) เพราะโมโตครอสนั้น จัดว่าเป็นการกีฬาที่ค่อนข้างจะสนุกตื่นเต้นเร้าใจ และใครหลาย ๆ คนก็ยึดเป็นกีฬาประจำตัว เป็นงานอดิเรกที่เอาไว้ออกทริปสำหรับวันหยุด แล้วรู้หรือไม่ความเป็นมาของการแข่งขัน Motocross เริ่มขึ้นเมื่อใด

ความเป็นมาของการแข่งขัน Motocross และรูปแบบการแข่งขัน

คำว่า Motocross (โมโตครอส) เป็นการผมคำกันระหว่างคำว่า Motorcycle ( มอเตอร์ไซค์ )  กับคำว่า Cross Country (ผ่านทางธุระกันดาร) เมื่อมารวมกันจึงมีความหมายว่า จักรยานยนต์วิบากนั่นเอง ซึ่งเริ่มต้นเป็นกีฬาของประเทศฝรั่งเศส ก่อนที่จะแพร่หลายไปทั่วโลกในปัจจุบัน

การแข่งขันจักรยานยนต์วิบากหรือ Motocross นั้นพัฒนามาจากการแข่งขัน Off road ซึ่งปกติจะใช้รถยนต์ แต่ลองเปลี่ยนมาทดลองใช้มอเตอร์ไซค์แทน โดยมีไอเดียในการขี่คือ เป็นการขี่แบบลุย ๆ ไปตามทางธุระกันดาร โดยมาได้รับความนิยมเป็นอย่างมากก็ในช่วงปี ค.. 1924 – 1930 โดยที่นิยมกันมาก ก็คืออังกฤษ และลามไปทั่วสหราชอาณาจักร ด้วยความ ที่ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก ซึ่งแต่ละที่อาจจะเรียก แตกต่างกันไปไม่ว่าจะเป็น MX หรือ Motox แต่สุดท้ายการแข่งขัน Motocross นานาชาติก็เกิดขึ้นเป็นครั้ง ในปี 1999

และเริ่มมีนักแข่งที่ทำการแข่งขันในนามทีมต่างๆโดยที่เป็นทีมจากอังกฤษและ UK ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทีม BSA , Norton , Rudge ,  AJS ส่วนเส้นทางการแข่งขันนั้นก็ถูกออกแบบมาให้มีความลื่น ขรุขระ และมีอุปสรรคมากมายจากสิ่งกีดขวาง ในการแข่งขันครั้งนั้นได้สร้างความสนุกตื่นเต้นให้กับผู้ชมเป็นอย่างมาก รวมไปถึงเป็นสิ่งท้าทายความสามารถของนักแข่งอีกด้วย

การแข่งขัน Motocross ในต่างประเทศ

ปัจจุบัน การแข่งขัน Motocross ในต่างประเทศ แบ่งได้เป็น 2 ประเภท ก็คือการแข่งขันแบบ โมโตครอส และการแข่งขันแบบซุเปอร์ครอส

การแข่งขันแบบ โมโตครอส จะเป็นการแข่งขันแบบพื้นที่เปิดหรือกลางแจ้ง เน้นการขึ้นเขาหรือขึ้นเนิน ชันโดยสนามนั้นจะเป็นทางวิบาก และมีเส้นทางที่ยาวไกลพอสมควร โดยการแข่งขันนั้นอาจจะกินระยะทางถึง 15- 20 สนาม ก็แล้วการออกแบบของสนามแข่ง และในการแข่งขันนั้นก็ยังมีการจับเวลาด้วย และการแข่งขันนั้น ก็จะแบ่งรุ่นย่อยลงไปอีก 3 รุ่น ได้แก่

รุ่น  MXA รุ่นนี้สำหรับนักแข่งที่ยังไม่เคยคว้าแชมป์ในรายการใด ๆ รถจักรยานยนต์วิบากที่ทำการแข่งขันนั้น ก็ไม่จำกัด ซีซี

รุ่น MX2 เป็นการแข่งขันสำหรับนักแข่ง ที่เคยชนะการแข่งขันมาแล้ว แต่ไม่เกิน 2 ครั้ง และสามารถใช้รถได้ไม่จำกัด ซีซี

รุ่น MXGP เป็นการแข่งขันสำหรับนักแข่งที่เคยได้แชมป์โลกมาแล้ว อย่างน้อย 4 ครั้ง และสามารถใช้รถได้ไม่เกิน 450 ซีซีในการแข่งขัน

การแข่งขันจักรยานยนต์วิบากแบบ ซูเปอร์ครอส เป็นการแข่งขันกันในพื้นที่ปิด หรือสร้างสนามแข่งกันในโรงยิมขนาดใหญ่ นั่นทำให้เส้นทางของสนามนั้นไม่ไกลมากนัก โดยการแข่งขันนั้นก็จะขี่กันวนไปวนมาประมาณ 20 -25 รอบสนาม โดยการแข่งขันนั้นก็จะแบ่งเป็น 2 ประเภทก็คือ

รุ่น 250 SX   เป็นการแข่งขันกันประมาณ 20 รอบ และรถที่ใช้ก็มีความแรง ไม่เกิน 250 ซีซี

รุ่น 450 SX   เป็นการแข่งขันกันประมาณ 25 รอบสนาม และใช้รถที่มีความแรงได้ไม่เกิน 450 ซีซี

และนี่ก็คือเกร็ดความรู้เล็กน้อย เกี่ยวกับความเป็นมา และการแข่งขัน ที่นำมาฝากกันสำหรับรถ Motocross เพื่อที่เวลาชมการแข่งขันจะสามารถสนุกและเข้าใจง่ายมากยิ่งขึ้น นั่นเอง

 

# อยากเริ่มขี่จักรยานยนต์วิบาก เริ่มต้นยังไงดี

อยากเริ่มขี่จักรยานยนต์วิบาก เริ่มต้นยังไงดี

อยากเริ่มขี่จักรยานยนต์วิบาก เริ่มต้นยังไงดี

อยากเริ่มขี่จักรยานยนต์วิบาก เริ่มต้นยังไงดี

สำหรับใครหลายๆคนที่อยากลองขี่จักรยานยนต์วิบากไม่ว่าจะเป็นจักรยานยนต์โมโตครอสหรือเอ็นดูโรนั้นคงจะคิดไม่ตกและงงๆกับตัวเองเหมือนกันว่าจะเริ่มต้นยังไงแบบไหนไหนกันดีไม่ว่าการเลือกซื้อรถรวมไปถึงการดูแลรักษาและอุปกรณ์ต่างๆที่ค่อนข้างจะมีมากมายไม่ใช่น้อยๆฉะนั้นเราจึงมีแนวคิดสำหรับใครที่จะเริ่มต้นหรือเปลี่ยนแนวมาสายวิบาก

อยากเริ่มขี่จักรยานยนต์วิบาก เริ่มต้นยังไงดี

ตั้งคำถามกับตัวเองถามตัวเองก่อน ว่าที่อยากขี่รถจักรยานยนต์วิบากเพราะอะไรเพื่อ เพราะการตั้งคำถามให้ตัวเองนั้นจะทำให้เลือกซื้อรถได้ถูกรสนิยมในการใช้งาน เช่นอยากเอามาไว้ใช้เป็นพาหนะประจำวัน และเอาไว้ออกไปท่องเที่ยวในเส้นทางที่หลากหลายในวันหยุด ก็ควรจะเลือกจักรยานยนต์วิบากแบบเอ็นดูโร คงจะเหมาะที่สุด ถ้าต้องใจเอาไว้บุกป่าฝ่าเขา ข้ามลำธาร ไปในเส้นทางกันดารมาก ๆ ก็ควรเลือกใช้จักรยานยนต์วิบากแบบ โมโตครอส แต่จงจำไว้ว่าโมโตครอสนั้น ไม่สามารถจดทะเบียนกับขนส่งได้ เพราะอุปกรณ์ไม่ครอบอย่าง เช่นไฟหน้า ไฟท้ายไฟเลี้ยว แต่เอ็นดูโร่นั้นมีครบ และจดทะเบียนกับขนส่งได้

อยากเริ่มขี่จักรยานยนต์วิบาก เริ่มต้นยังไงดี

อุปกรณ์ต้องมีครบหลังจากที่เลือกรถได้แล้ว ก็อย่าพึงออกไปลุยเลยทันที เพราะต้องมีอุปกรณ์อย่างอื่นเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นหมวกกันน็อคที่ได้มาตรฐานละมีคุณภาพ ตรงนี้ขอแนะนำให้ใช้แบบ Off-Road or Motocross Helmet หรือไม่ก็เป็นแบบ Hybrid Helmet รวมไปถึงถุงมือ รองเท้าบู๊ท สนับศอกสนับเข่า (ในกรณีออกทริป) แว่นตาสำหรับขี่มอเตอร์ไซค์วิบาก (ในกรณีเลือกหมวกกันน็อค แบบ Off-Road or Motocross Helmet)และชุดสำหรับขี่จักรยานยนต์วิบาก โดยการเลือกอุปกรณ์ แต่ละอย่างนั้น เน้นว่าต้องได้มาตรฐานก็พออย่าพึ่งไปใช้ของแพงราคาแรง ๆ

มองหาเส้นทางเมื่ออุปกรณ์ครบแล้ว ก็ลองมองหาเส้นทาง โทรศัพท์ต้องมี GPS ที่แน่นอน เพราะบางทีเราก็ต้องเอาไว้ดูแผนที่ที่จะต้องไป และหากใครเลือกเส้นทางเป็นทางวิบากก็ควรจะเป็นเส้นทางที่คุ้นเคย รู้จักเป็นอย่างดีเพราะจะไม่ทำให้หลง และต้องเป็นเส้นทางที่ไม่ห่างไกลผู้คนมากนัก เพราะหากคุณลุยเดี่ยวแล้วถ้าหากเกิดอะไรขึ้น ก็ยังสามารถหาคนมาช่วยได้นั่นเอง

ควรจะมีกลุ่มแก๊งค์หากใครเริ่มต้นเข้าสู่วงการจักรยานยนต์วิบาก โดยที่ไม่รู้จักใครมาก่อนก็ควรทำความรู้จักไว้ เชื่อว่าเวลาคุณออกทริปเดินทางลุย ย่อมเจอกลุ่มมอเตอร์ไซค์วิบากกันบ้างแหละ เข้าไปทักเข้าไปคุยเถอะ เขาดีใจด้วยซ้ำที่จะได้มีสมาชิกใหม่ และคุณก็จะได้สังคมใหม่ ๆ ถ้าไม่กล้าทักก็จะมีกลุ่มรถจักรยานยนต์วิบากทางโซเชียลมีเดียเยอะแยะมากมาย การที่คุณมีกลุ่มหรือมีเพื่อนนั้น จะทำให้คุณออกทริปสนุกขึ้น มีคนคอยช่วยเหลือยามจำเป็น และจะมีคนให้คำปรึกษาเกี่ยวกับรถอีกด้วยนะและไม่มีทางที่จะเหงาอีกต่อไป (นอกจากคุณชอบเดียว เที่ยวลำพัง)

หมั่นคอยดูรักษา การดูแลรักษารถหลังใช้งานนั้นก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ยิ่งมอเตอร์วิบาก แล้วยิ่งต้องดูแลมากกว่าแบบอื่น เพราะการบุกตะลุยไปทุกเส้นทางนั้น เจอสภาพถนนที่หลากหลาย แถมเครื่องยนต์ก็ต้องทำงานหนัก ควรหมั่นตรวจสอบเช่น หัวเทียน ระบบไฟ การเปลี่ยนกรองและเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเมื่อครบกำหนดเวลา หมั่นล้างหมั่นเช็ดนั่นก็จะทำให้รถคุณดูมีสภาพใหม่ และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานยิ่งขึ้น

นี่ก็เป็นแค่เพียงวิธีการเล็กๆน้อยๆเท่านั้นสำหรับมือใหม่ที่กำลังเริ่มต้นเชื่อว่าหากเป็นนักบิดมอเตอร์ไซค์วิบากไปเรื่อยๆก็จะค้นพบเทคนิคต่างๆด้วยตัวเองอีกมากมายและจะสามารถสนุกกับการขี่ไปอีกนานเลย

 

Kawasaki KLX 230 R

ทำไมขี่จักรยานยนต์ motocross ต้องใส่รองเท้าบู๊ท

ทำไมขี่จักรยานยนต์ motocross ต้องใส่รองเท้าบู๊ท

การจะเล่นกีฬาทุกประเภทนั้นต้องมีอุปกรณ์ที่เหมาะสมไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์เพื่ออำนวยความสะดวกสบายหรือเพื่อป้องกันอันตรายจากอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นอีกด้วยโดยเฉพาะที่เสียงกับอันตรายอย่างการขี่รถมอเตอร์ไซค์วิบากไม่ว่าจะเป็นประเภทโมโตครอสหรือเป็นดูโร่ซึ่งค่อนข้างจะอันตรายกว่ากีฬาประเภทอื่นเพราะจำเป็นต้องใช้ความเร็วความเสี่ยงกับเส้นทางที่ไม่คุ้นเคยและมีอุปสรรคขวางกันเยอะแยะมากมายไม่ว่าจะเป็นโคลนก้อนหินถนนทรายท่อนไม้กิ่งไม้ต่างๆนานาส่วนอุปกรณ์สำหรับขี่รถวิบากนั้นก็มีทั้งหมวกกันน็อคถุงมือสนับเข่าเป็นต้นแต่ที่นักบิดโดยเฉพาะนักบิดหน้าใหม่ควรจะต้องมีเป็นอย่างยิ่งก็คือ

ทำไมขี่จักรยานยนต์ motocross ต้องใส่รองเท้าบู๊ท

รองเท้าบู๊ทสำหรับจักรยานยนต์วิบากโดยเฉพาะนั่นเองเพราะรองเท้าบู๊ทนั้นช่วยได้หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการรองรับการกระแทกในขณะที่ยื่นยาออกไปข้างหน้าขณะเข้าโค้งที่อาจทำให้เท้าเราไปสะดุดกับหินกิ่งไม้หญ้าหนามต่างๆป้องกันการที่จะถูกความร้อนของท่อไอเสียมาและเครื่องยนต์มาโดนที่ขาและต่างๆอีกมายมายที่สามารถจะเกิดขึ้นได้แล้วถ้าหากถามว่าใส่รองเท้าผ้าใบได้ไหม? ก็ขอตอบว่าได้ แต่! คุณจะกล้าเสี่ยงกับการที่หน้าแข้งเขียวปูด หน้าแข้งแตก บางทีโชคร้ายอาขถึงขั้นหักได้ไหม เพราะอย่าลืมว่าชิ้นส่วนของรถจักรยานยนต์วิบากนั้นส่วนใหญ่เป็นเหล็ก แข็ง ๆ ทั้งนั้น ทางที่ดีใส่เถอะนอกจากป้องกันได้แล้วยังดูเท่ส์ และเป็นมืออาชีพมากขึ้นอีกเยอะ

บางคนบอกว่าใส่แล้วมันเดินไม่ค่อยสะดวกไม่คล่องตัวด้วยลักษณะที่รองเท้าที่ออกแบบผลิตมาให้มีลักษณะที่แข็งเพื่อป้องกันเท้าและขาท่อนล่างเป็นอย่างดีที่สุดนั่นมันจึงจำเป็นที่คุณต้องเข้าใจว่าเขาออกแบบมาเพื่อขี่รถวิบากไม่ใช่เพื่อไว้ใส่เดินเล่นหรือใส่วิ่ง

ในส่วนของการดูแลรักษารองเท้าบู๊ทนั้นก็ควรจะดูแลรักษาเป็นอย่างดี เพื่อให้อยู่ในสภาพการใช้งานในครั้งต่อไป อีกทั้ง ยังเป็นการยืดอายุรองเท้าบู๊ทให้ใช้งานได้อย่างยาวนานอีกด้วย วิธีการดูแลก็มีดังนี้

เลอะเทะไปด้วยโคลน และเปียกแฉะ ให้ใช้ผาชุบน้ำหมาด ๆ ขัดเช็ดรองเท้าให้ทั่วจนสะอาด แล้วเช็ดด้วยผ้าแห้งอีกหนึ่งครั้งแล้วใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ ยัดเข้าไปในรองเท้าเพื่อเป็นการดูดซับความชื้น และยังรักษาทรงของรองเท้าเอาไว้ แต่หากสกปรกมาก ก็สามารถเอาจุ่มน้ำที่ผสมกับผงซักฟอก หรือสบู่อ่อน ๆ แล้วใช้แปลงแบบนุ่มขัดออก (อาจใช้แปลสีฟันเก่า ๆ) แล้วใช้ผ้าเช็ดขัดอีกหนึ่งรอบ แต่ห้ามใช้แปลงแข็ง ๆ ขัดถู และห้ามใช้น้ำฉีดโดยเด็ดขาด เพราะนั่นอาจทำให้รองเท้าสึกได้และอายุการใช้งานจะลดลง

อย่างเร่งรีบร้อนให้รองเท้าแห้งเร็ว การตากรองเท้าบู๊ทนั้น ควรจะเป็นการพึ่งในที่ร่ม หรือพึ่งลม ไม่ควรทำให้แห้งด้วยความร้อนโดยเด็ดขาด เช่นการเอาไปตากแดด วางใกล้คอมแอร์ หรือใช้ไดร์เป่าผมเป่า เพราะโดยธรรมชาติของหนังนั้นจะมีความชุ่มชื้นชื้นอยู่ในตัวเพื่อปกป้องสภาพของตัวเอง การใช้ความร้อนอาจทำให้หนังแห้ง กรอบและแตกได้ หากใครต้องออกทริปบ่อยแล้วกลัวไม่แห้ง แนะนำว่าให้มีบู๊ทสำรองไว้สลบกันใส่จะดีมาก

น้ำมันทำความสะอาด หลังจากที่รองเท้าบู๊ทแห้งเรียบร้อยแล้วควรใช้น้ำมันสำหรับทำความสะอาดเครื่องหนังโดยเฉพาะขัดซ้ำอีกรอบ เพื่อเป็นการยืดอายุการใช้งานและทำให้บู๊ทเงาสวยน่าใส่ น้ำมันที่ใช้ขัดนั้นก็อาจจะใช้ ก็มีให้เลือกมากมายวางขายกันสามารถใช้ได้หมด หรือหากใครจะสะดวกใช้แบบไหนก็ไม่ว่ากัน

 

Kawasaki KLX 230 R

ยางจักรยานยนต์วิบาก แบบไหนที่เหมาะกับตัวคุณ

ยางจักรยานยนต์วิบาก แบบไหนที่เหมาะกับตัวคุณ

ยางจักรยานยนต์วิบาก แบบไหนที่เหมาะกับตัวคุณ

คนที่ชื่นชอบและหลงใหล กีฬาที่ใช้ความเร็ว ไม่ว่าจะเป็นจักรยาน หรือมอเตอร์ไซค์นั้น อุปกรณ์อะไหล่ที่ให้ความสำคัญมากเป็นอันดับต้น ๆ ก็คงจะไม่พ้นล้อยาง เพราะล้อยางที่ดีนั้น มีประโยชน์ต่อการขับขี่อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันอุบัติเหตุได้เพราะเกาะถนนได้ดี หรือบางรุ่นนั้นก็ทำให้รถวิ่งได้ดีขึ้น ลุยฝนได้ดีขี้น เพราะการออกแบบดอกยาง  โดยเฉพาะสายลุยอย่างจักรยานยนต์วิบาก ไม่ว่าจะเป็นโมโตครอส หรือเอ็นดูโร่ ที่ต้องใช้ยางอย่างหนัก เพราะต้องขี่ในเส้นทางทุรกันดาร บุกป่าฝ่าเขา ลงน้ำ ฝ่าโคลน ซึ่งบทความนี้เราจึงจะมาแนะนำยางสำหรับจักรยานยนต์วิบาก อย่าง Honda CRF 250 L, Kawasaki KLX250, Husqvarna FE250  ซึ่งเป็นยาง 4 รุ่น 4 แบบ ที่สามารถใช้งานได้ดี สำหรับรถทรงวิบากที่เน้นขี่ลุยไปทุกเส้นทาง มาดูกันเลยว่ายางแต่ละประเภทเหมาะกับการใช้งานแบบไหนกัน

ยางจักรยานยนต์วิบาก แบบไหนที่เหมาะกับตัวคุณ

ยาง Mitas MC-24

หรือที่หลาย ๆ คนเรียกว่าลายงูเหลือม สำหรับใครที่ใช้รถจักรยานยนต์วิบากประเภทเอ็นดูโร่เป็นพาหนะการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการไปทำงาน หรือเดินทางไปที่ต่าง ๆ หรือออกทริปไกล ๆ ที่ใช้ถนนทางเรียบ (ถนนดำ) และทำความเร็วได้เยี่ยมยอด ยาง Mitas MC-24 ดูจะตอบโจทย์ได้ดีที่สุด โดยการออกแบบสำหรับยางรุ่นนี้นั้น เพื่อวิ่ง ทางเรียบ 80 % ทางกันดาร 20 % ดอกยางที่เหมือนงูเหลือมนั้น สามารถรีดน้ำออกได้เมื่อขี่ลุยฝน หรือถนนเปียก และรีดฝุ่นออกได้พอสมควรเมื่อวิ่งทางวิบากที่ไม่มากนัก

 

ยาง Mitas E-07 & E-07plus

สำหรับยาง Mitas E-07 & E-07plus นั้นเหมาะสำหรับคนที่รักพี่เสียดายน้อง สองจิตสองใจเพราะเป็นยางออกแบบมาให้เหมาะแก่การวิ่งทางเรียบ 50 % วิ่งทางวิบาก 50 % ยางชนิดนี้เหมาะแก่คนที่ใช้รถเอ็นดูโร่เดินทางในชีวิตประจำวัน และพร้อมออกลุยฝุ่นทันทีเมื่อมีเวลาว่างหรือเดินทางไกลก็ใช้ได้เหมือนกัน ส่วนของดอกยางนั้นเป็นรูปแบบของฟันปลา สลับกับร่องบนผิวยาง โดยอายุการใช้งานของยางรุ่นนี้ก็ทนไม่น้อยโดยมีอายุการใช้งานประมาณ 20,000 กิโลเมตร การขับขี่นั้นก็สามารถเกาะถนนได้ดี ทุกสภาพผิว แต่วิ่งทางเรียบอาจจะรีดน้ำฝนได้ไม่ดีเท่า Mitas MC-24 แต่ทางวิบากทำได้ดีกว่าแน่นอน

 

ยาง Mitas C-21 & C-20

สำหรับยาง Mitas C-21 & C-20 เรื่องคุณภาพนั้นหายห่วงเพราะการแข่งขัน ชิงแชมป์โลกอย่างรายการ MXGP ก็เลือกใช้ Mitas C-21 & C-20 ยางรุ่นนี้เหมาะสำหรับนักแข่ง โมโตครอส  ที่มีรถไว้วิ่งลุยฝุ่น เข้าถิ่นธุระกันดาร ไม่ได้มีรถไว้เพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน โดยยางชนิดนี้เป็นยางชนิดวิบาก 100 % เกาะถนนวิบากได้ดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นทางดิน ลุยโคลน ทางป่าเขา ทางฝุ่น หรือทราย เข้าโค้งได้หนึบ รับแรงกระแทกได้อย่างแข็งแกร่ง ตัวยางก็มีอายุการใช้งานได้อย่างยาวนานเช่นกัน

 

ยาง Mitas C-19 & EF-07 Superlight

เป็นยางที่ใช้ในการแข่งขัน ซึ่งยาง Mitas C-19 & EF-07 Superlight ถูกเลือกใช้ในการแข่งขัน Cross Country Extreme และ extreme enduro FIM มาแล้วด้วยคุณสมบัติที่มีน้ำหนักที่เบา เกาะเส้นทางวิบากได้ดีเพราะเนื้อยางมีความนิ่มเกาะได้ดีทั้งดิน และพื้นหญ้า โดยถ้าจะให้ดีนั้นควรใช้กับยางหลังรุ่น EF-07 Super light รับรองว่าลุยได้ทุกที่หายห่วงแน่นอน

นี่ก็เป็นยาง 4 แบบที่นำมารีวิวให้ดู เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้จนจบแล้ว ลองถามตัวเองดูว่าคุณเป็นสายลุยแบบไหน แล้วดูยางที่ใช้ในปัจจุบันว่าเข้ากับตัวรถจักรยานยนวิบากของคุณหรือไม่ นั่นก็เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการขับขี่นั่นเอง

 

Kawasaki KLX 230 R

Kawasaki KLX 230 กับ KLX 230 ABS SE

Kawasaki KLX 230 กับ KLX 230 ABS SE

ในวงการ โมโตครอสในบ้านเรานั้นมีรถหลายค่ายมากมายที่ชาวลุยฝุ่นนั้นนิยมใช้กัน ซึ่งแต่ละค่ายก็มีจุดเด่นแตกต่างกันออกไปโดยแต่ละยี่ห้อนั้นก็ต่างพัฒนารถของตัวเองอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อสนองความต้องการของเหล่านักขี่โดยที่ค่ายใหญ่อย่าง Kawasaki ก็ได้พัฒนาโมโตรอส ออกมาอีก 4 รุ่น ที่มีจุดเด่นแตกต่างกันออกไป นั้นก็คือ KLX 230, KLX 230 ABS SE,  KLX 230 R, KLX 300 R โดยทั้ง 4 รุ่นนี้นับว่าเป็นการออกแบบโมเดลใหม่ของ Kawasaki ที่แน่นอนว่ารูปโฉมทั้ง 4 รุ่นนั้นถูกอกถูกใจ สายโดย สายลุยฝุ่นเป็นแน่แท้ โดยทั้งสี่รุ่นนี้ก็ยังแบ่งย่อย ๆ เป็นอีก 2 ประเภท คือรุ่น KLX 230 กับ KLX 230 ABS SE สามารถจดทะเบียนกับขนส่งได้สามารถให้เป็นพาหนะ ใช้บนถนนได้ แต่ส่วนรุ่น ,  KLX 230 R กับ KLX 300 R นั้นไม่สามารถจดทะเบียนกับขนส่งได้ และสามารถใช้ในการแข่งขันในสนามเท่านั้นโดยบทความนี้เราจะมาพูดถึง KLX 230 กับ KLX 230 ABS SE กันก่อนว่าพิเศษยังไงและแตกต่างกันยังไง

Kawasaki KLX 230 กับ KLX 230 ABS SE

KLX 230 กับ KLX 230 ABS SE ทั้งสองรุ่นนี้ผลิตออกมาด้วยมาตรฐานเดียวกันจะแตกต่างกันตรงออปชั่นต่างๆเท่านั้นโดยทั้งสองรุ่นนี้มีความเป็นอเนกประสงค์คือใช้งานได้ทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการเดินทางใกล้ไกลไปในที่ต่างๆออกทริปท่องเที่ยวทางลูกรังทางวิบากทางเรียบขี่ในเมืองหรือออกนอกเมืองก็ล้วนทำได้อย่างดีเยี่ยม

ซึ่งรูปโฉมของทั้งสองรุ่นนี้ก็ถูกออกแบบใหม่ทั้งหมดทั้งเครื่องยนต์ใหม่เฟรมใหม่ในด้านเครื่องยนต์ทั้ง KLX 230 กับ KLX 230 ABS SE นั้น มีความแรงอยู่ระดับ 233 CC .1 สูบ 4 จังหวะ ระบบหัวฉีด ระบบระบายความร้อนนั้นก็ระบายด้วยอากาศ ซึ่งดูเหมือนว่าทาง Kawasaki นั้นจะเน้นให้รถทั้งสองรุ่นนี้ มีความคล่องตัวสูงเลยดูออกมากะทัดรัดและน้ำหนักเบา เหมาะกับการลุยทุกสถานการณ์

ในส่วนของแซสซีนั้นก็สมดุลลงตัวกับเครื่องยนต์เป็นอย่างดีนอกจากจะผลิตจากเหล็กที่รองรับแรงดึงได้ดีอีกด้วยในส่วนของล้อหน้านั้นก็เป็นขนาด 21 นิ้ว ล้อหลัง 18 นิ้วซึ่งเป็นซี่ลวดและขอบเป็นอะลูมิเนียมมาพร้อมกับยางหนามขี่ลุยด้วยความนุ่มสบายด้วยระบบโช๊คเทเลสโคปิคในด้านหน้าและเป็นระบบโช๊คแก๊สในด้านหลัง

ด้านความปลอดภัยนั้นทาง Kawasaki ให้ความสำคัญในระบบไฟไม่น้อยกว่าส่วนอื่นเนื่องจาก ระบบไฟส่องสว่างถือเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ เพราะอย่าลืมว่า KLX 230 กับ KLX 230 ABS SE นั้นสามารถขี่ได้บนท้องถนนและขี่กลางค่ำกลางคืนที่หนทางมืดมิดได้เหมือนรถชนิดอื่นๆนั่นเอง

ตัวเรือนไมล์ก็ดูได้ง่ายเพราะเป็นแบบแอลซีดดีระบบฟูลดิจิตอลซึ่งแสดงผลได้อย่างเที่ยงตรงไม่จะเป็นความเร็ว, รอบ, ระยะทาง, ระดับน้ำมัน, เวลา, ตัวบอกสัญญาณไฟ แต่ข้อเสียก็มีนิดเดียวคือไม่แสดงตำแหน่งเกียร์นั่นเอง

มาถึงตรงนี้หลายคนคงสงสัยว่าแล้ว KLX 230 กับ KLX 230 ABS SE มันแตกต่างกันตรงไหน สิ่งที่แตกต่างกันก็คือระบบเบรกนั่นเอง ถึงแม้ว่าทั้งสองรุ่นนี้จะใช้เบรก คาลิเปอร์หน้าในระบบสองลูกสูบ แต่จานเบรกนั้นมีขนาดที่แตกต่างกัน โดยที่ KLX 230 ใช้จานขนาด 265 mm ส่วน KLX 230 ABS SE ใช้จานขนาด 240 mm และเป็นระบบ ABS ส่วนเบรกหลังนั้นเหมือนก็คือเป็นคาลิเปอร์หนึ่งลูกสูบ และจานขนาด 220 mm

สรุปแล้ว KLX 230 กับ KLX 230 ABS SE นั้นเหมือนกันแทบจะทุกอย่าง มีแตกต่างกันก็เพียงแค่เบรกหน้าเท่านั้น หากใครจะเลือกใช้รุ่นไหนก็แล้วแต่รสนิยมของแต่ละคน แต่รับรองได้ว่าขี่มันทั้งคู่แน่นอน

 

# จักรยานยนต์ทรงรถวิบากมีกี่แบบ