Category มอเตอร์ไซค์ และรถยนต์

4 สนามแข่งจักรยานชื่อดังในไทย

4 สนามแข่งจักรยานชื่อดังในไทย

4 สนามแข่งจักรยานชื่อดังในไทย

จักรยาน หนึ่งในกีฬา Extreme ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในไทย การแข่งขันจักรยานถูกแบ่งออกเป็นหลายประเภทด้วยกันขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละบุคคลว่าจะชื่นชอบการขี่จักรยานแบบไหน ประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงในระดับหนึ่งกับการแข่งขันจักรยาน เช่นเดียวกันกับสนามแข่งขันในไทยที่มีหลายสนามที่มีชื่อเสียงและเคยจัดการแข่งขันรายการใหญ่ๆ มาแล้ว ในครั้งนี้จะมาพบกับ 4 สนามแข่งจักรยานชื่อดังของประเทศไทยว่ามีอะไรกันบ้าง

 

 

4 สนามแข่งจักรยานชื่อดังในไทย

 

  1. สนามเวลโลโดรม หัวหมาก กรุงเทพมหานครฯ – สนามอันดับ 1 ของประเทศไทย ที่ใข้จัดการแข่งขันจักรยานรายการสำคัญๆ มาแล้วมากมาย ภายในจะเป็นลู่จักรยานที่ใช้สำหรับแข่งขันโดยเฉพาะ และได้รับความนิยมจากประชาชนและนักกีฬาที่ต้องการเข้าใช้อย่างล้นหลาม ซึ่งประชาชนทั่วไปหากต้องการจะเข้าไปใช้สนาม ก็ไปติดต่อกับทางเจ้าหน้าที่ได้เลย และได้สัมผัสกับสนามที่มีประวัติศาสตร์และมนต๋ขลังอันยาวนาน

 

  1. สนามเวลโลโดรม จ.สุพรรณบุรี – สนามถัดมาอยู่ในจังหวัดสุพรรณบุรี กับสนามเวลโลโดรม สุพรรณบุรี เป็นสนามที่ตั้งอยู่ในโรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นสนามที่มีชื่อเสียงเป็นอันดับต้นๆ ของไทยไม่แพ้สนามเวลโลโดรม หัวหมากแต่อย่างใด และเคยเป็นที่จัดการแข่งขันรายการสำคัญมากมาย ภายในสนามจะเป็นสนามขี่จักรยานประเภทลู่ และมีทั้งประชาชนรวมถึงนักกีฬาเข้าไปใช้งานกันอย่างต่อเนื่อง รวมถึงคนจากต่างจังหวัดที่อยู่ใกล้เคียงกับสุพรรณบุรี ก็สามารถเดินทางไปใช้ได้โดยที่ไม่ต้องเข้าใน กทม. แต่อย่างใด

 

  1. สนามปั่นจักรยานประเภทถนน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี – หากจะบอกว่าที่นี่เป็นสนามแข่งเต็มร้อยก็คงจะไม่ใช่ แต่หากจะบอกว่าเป็นเส้นทางปกติที่ชาวบ้านประชาชนใช้สัญจรและเป็นสนามแข่งในการแข่งขันสำคัญๆ ก็คงเห็นจะได้ เส้นทางนี้ถูกใช้ในการแข่งขันสำคัญหลายรายการ ทั้งรายการระดับประเทศและระดับโลก เป็นเส้นทางที่นักปั่นทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี โดยจุดเริ่มต้นของเส้นทางจะอยู่หน้าที่ว่าการอำเภอทองผาภูมิ และไปกลับตัวที่เขื่อนวชริราลงกรณ์ก่อนจะกลับมาจุดเดิมอีกครั้ง เส้นทางนี้นอกจากจะได้รับความนิยมในการแข่งขันประเภทถนนแล้ว ในประเภทเสือภูเขาและ BMX บางรายการก็เลือกใช้เส้นทางนี้ในการแข่งขันเช่นเดียวกัน

 

  1. สนาม BMX เขาขยาย จ.ชัยนาท – นี่คือสนามแข่งขันรายการ BMX โดยเฉพาะ และเป็นสนามน้องใหม่ที่ถือว่าเปิดตัวหลังสุดเมื่อเทียบกับ 3 ที่แรก โดยเส้นทางการแข่งขัน BMX จะถูกโอบล้อมด้วยทัศนียภาพที่สวยงามของเขาพลองและเขาขยาย เรียกได้ว่าได้ชมทิวทัศน์ที่สวยงามอย่างเต็มที่ และได้รับการยอมรับว่าเป็นสนามแข่งที่มีวิวสวยงามเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศไทยอีกด้วย

 

 

และนี่คือ 4 สนามแข่งที่ใช้ในการแข่งขันจักรยานรายการสำคัญของประเทศไทยและระดับโลกในบางรายการ จริงๆ แล้วในไทยยังมีสนามอีกมากมายที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความสวยงามและการได้รับมาตรฐานจากสากล หากใครที่อยากจะไปสัมผัสกับบรรยากาศในสนามแข่งจริงๆ ก็ไปกันได้เลย

 

4 สนามแข่งจักรยานชื่อดังในไทย


 

.

.

กีฬา extreme Motorsport

กีฬา extreme Motorsport

กีฬา extreme Motorsport

ในสังคมปัจจุบันนั้นถ้าหากจะพูดถึงกีฬา extreme ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดและผู้คนชื่นชอบมากที่สุดคงจะเป็นกีฬาประเภทอื่นไม่ได้นอกจาก Extreme motorsport เป็นกีฬาที่กำลังยอดฮิตในต่างประเทศและในไทย ซึ่งเขาเป็นกีฬาผาดโผนที่บอกได้เลยว่าท้าทายความสามารถของผู้เล่นเป็นอย่างมาก ใครที่ต้องการอัพ skill Level ของตนเองเพื่อท้าทายความกล้าและความสามารถในการขับขี่จักรยานยนต์หรือมอเตอร์ไซค์นั้นบอกได้เลยว่าท่านจะต้องเล่นกีฬาดังกล่าวและท่านจะได้รู้ถึงความสนุกสนานและความท้าทาย

กีฬา extreme Motorsport

 

รวมถึงก้าวข้ามผ่านความกลัวของตนเองอีกด้วย โดยวันนี้เราจะมาอธิบายเกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐานของกีฬาดังกล่าวและจะมาอธิบายเกี่ยวกับรายละเอียดและสนามวิธีการเล่นว่าเขามีรูปแบบวิธีการเล่นอย่างไรบ้างทุกท่านสามารถปฏิบัติตามได้หรือไม่พื้นที่ที่เหมาะสมในการเล่นของเขาควรเป็นสถานที่ใด ไปดูกันเลย อธิบายไว้ในหัวข้อข้างต้น

กีฬา extreme  ผาดโผนยอดฮิตในปัจจุบัน

อย่างที่ทุกท่านทราบกันเป็นอย่างดีแล้วว่ากีฬาที่มีความหวาดกลัวหวาดเสียวและท้าทายความสามารถของผู้เล่นในปัจจุบันนั้นมีหลากหลายรูปแบบโดยเฉพาะอย่างยิ่งกีฬา extreme เป็นกีฬาที่ผู้คนนั้นนิยมเล่นในปัจจุบัน ทั้งในต่างประเทศและ ในไทย เพราะมีรูปแบบการเล่นที่ท้าทายความสามารถของผู้เล่นค่อนข้างสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่ง motorsport เป็นกีฬาที่ทำการอัพสกิลมาจาก MBX

ถ้าหากจะพูดถึงความหวาดเสียวและหวาดกลัวนั้นบอกได้เลยว่าไม่ธรรมดาอย่างแน่นอนเพราะเป็นการใช้รถจักรยานยนต์หรือมอเตอร์ไซค์เพื่อที่จะทำความเร็วและความแรงผาดโผนไปยังพื้นที่เสี่ยงต่าง ๆ และเป็นพื้นที่ที่ขับขี่ค่อนข้างยาก ผู้ที่จะสามารถเล่นได้นั้นต้องฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอและมีสติในการควบคุมการขับขี่ตลอดเวลา เพราะไม่ฉะนั้นอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้อย่างง่ายดายต้องมีการเซฟร่างกายของนักกีฬา

 

 

ความเสี่ยงและความปลอดภัยจากการเล่น motorsport

ถ้าหากจะพูดถึงความเสี่ยงและความปลอดภัยจากการเล่นกีฬาดังกล่าวแล้วบอกได้เลยว่าเขาเป็นกีฬา extreme ที่มีความเสี่ยงสูงหากทุกท่านต้องการเล่นจะต้องผ่านการฝึกฝนและได้รับการอบรมมาอย่างนี้พร้อมทั้งฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอจนเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญจึงจะสามารถออกใบขับขี่ได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้จะต้องมีอุปกรณ์เพื่อที่จะ Safety ความปลอดภัยเมื่อเกิดอุบัติเหตุจะได้เจ็บน้อยลงหรือไม่ได้รับอาการบาดเจ็บแต่อย่างใด เพราะเขาเป็นอุปกรณ์ ที่จะช่วยทำให้ลดแรงกระแทกเมื่อ รถจักรยานยนต์หรือมอเตอร์ไซค์เกิดการผิดพลาดและล้มลงมาได้นั่นเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก่อนการเล่นทุกท่านจะต้องใช้สติควบคุมอารมณ์และควบคุมการตัดสินใจเหตุผลในการขับขี่ทุกครั้งเพื่อที่จะทำให้ไม่เกิดอุบัติเหตุ

 

กีฬา extreme Motorsport


 

รูปแบบการแข่งรถทางเรียบระยะสั้น หรือ Drag raching โดยการแข่งขันจะใช้ระบบจับเวลาและระบบตรวจจับความเร็วแบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อจับเวลา

รูปแบบการแข่งรถทางเรียบระยะสั้น หรือ Drag raching

รูปแบบการแข่งรถทางเรียบระยะสั้น หรือ Drag raching

รูปแบบการแข่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ทางเรียบระยะสั้น โดยวัดระยะจากจุดเริ่มต้นจนถึงเส้นใช้มีระยะทางมาตรฐานคือ 1.4 ไมล์ หรือ 402 เมตร กับระยะทางแบบสั้น 1,000 ฟุตหรือ 3.5 เมตร โดยการแข่งขันจะใช้ระบบจับเวลาและระบบตรวจจับความเร็วแบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อบันทึกผลการแข่งขัน

การเตรียมพร้อมเครื่องยนต์เพื่อแข่งขันแดร็กเรสซิ่งในสนาม

ก่อนที่จะเริ่มการแข่งขัน นักแข่งแต่ละคนสามารถทำการเบรินเอ้าท์เพื่อวอมเครื่องรถยนต์ /จักรยานยนต์ และยางให้มีความร้อนจนเกิดการเผาไห้มและทำให้ควันฟุ้งไปทั่วซึ่งนักแข่งเด็กน้อยวัยรุ่นบางคนไม่เข้าใจ คิดว่าทำแบบนี้เป็นเหมือนเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่ ที่ทางสนามแข่งรถอนุญาตให้ทำการวอมเครื่องยนต์ได้นั้นเพื่อให้สร้างแรงฉุดกับตัวรถยนต์จนถึงขีดสุดนั่นเอง

รูปแบบการแข่งรถทางเรียบระยะสั้น หรือ Drag raching

ขั้นตอนการแข่งขันอาศัยไฟคริศมาส์เป็นตัวแจ้ง

การแข่งปัจจุบันจะใช้ตัวจับเวลาเริ่มที่เรียกว่า “ไฟคริสมาส์” โดยจะเป็นไฟที่อยู่ด้านหน้าของนักแข่ง รวมถึงเซนเซอร์จับการเคลื่อนไหวในแต่ละเลน ประกอบไปด้วยดวงไฟสีน้ำเงิน สีเหลือง สีเขียว และสีแดง ซึ่งแต่ละสีแต่ละดวงมีความหมาย เช่น

  • ดวงไฟสีแรกติดหลังจากที่ล้อหน้าของรถข้ามเข้าเส้นเรียกว่า “Pre-staged” ประมาณ 7 นิ้ว (180 มม.) จากเส้นเริ่มต้น เมื่อเซนเซอร์ที่ซองจับสัญญาณได้จะเรียกว่า “Staged”
  • ไฟดวงที่สองก็จะสว่างขึ้น รถอาจออกจาก Pre-Stage ได้แต่ต้องอยู่ใน Stage จนกว่าจะเริ่มการแข่งขันเริ่มต้นขึ้น

การแข่งขันรถยนต์และรถจักรยานยนต์ทางเรียบระยะสั้นหรือ แดร็กเสซิ่งเหล่านี้นิยมมากในประเทศสหรัฐอเมริกาแล้วแพร่หลายมายังทวีปเอเซีย เช่น ดูไบ ไทย ศรีลังกา ปากีสถาน ญี่ปุ่น เป็นต้น

ทำไมการแข่งขัน Drag raching จึงต้องใช้ระยะทาง 402 เมตร

การแข่งขัน Drag raching ด้วยระยะทาง 402 เมตร สาเหตุที่ใช้ระยะทางจำนวน 402 เมตรเพราะการแข่งรถทางตรงมี 2 ปัจจุบัยที่ต้องให้ความสำคัญได้แก่

  • รูปแบบ
  • ระยะทาง

โดย การแข่งแดร็กเรสซิ่ง เป็นรูปแบบ การแข่งขันรถไม่ว่าจะรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ครั้งละ2 คันออกตัวพร้อมๆ กัน แต่ถ้าแข่งทีละคันแล้วทำการจับเวลาเพื่อหาคันที่ใช้เวลาดีที่สุดจะเรียกการแข่งขันประเภทนี้ว่า Time Trial นอกจากนี้แล้วหากการแข่งขันทำการจับเวลาเฉพาะช่วงที่ล้อของรถหมุนตั้งแต่พ้นจากเส้นสตาร์ทจนถึงเส้นชัย วงการแข่งรถก็จะเรียกรูปแบบนี้ว่า “อีที เรคคอร์ด” ที่กล่าวมาทั้งหมดคือความแตกต่างในเรื่องของรูปแบบ

ส่วนในเรื่องของ “ระยะทาง” ที่ใช้ 402 เมตรซึ่งความจริงแล้วจะเกินมาเล็กน้อยนั้นกเพราะเป็นระยะทางที่สามารถเร่งความเร็วได้เต็มกำลังของเครื่องยนต์และเป็นช่วงระยะทางที่ผู้ชมสามารถมองเห็นด้วยการกวาดสายตาตามเพียงครั้งเดียว ไม่สั้นหรือยาวจนเกินไปเท่านั้นเอง


กีฬาแข่งขันรถวิบากและสนามแข่งรถในประเทศไทย สนามแข่งรถวิบากในไทย เป็นสนามที่ถูกออกแบบเพื่อรองรับการแข่งขันมอเตอร์ไซค์รูปแบบใหม่

กีฬาแข่งขันรถวิบากและสนามแข่งรถในประเทศไทย

กีฬาแข่งขันรถวิบากและสนามแข่งรถในประเทศไทย

สนามแข่งรถวิบากในไทย เป็นสนามที่ถูกออกแบบเพื่อรองรับการแข่งขันมอเตอร์ไซค์รูปแบบใหม่ที่ต้องอาศัยนักแข่งที่มีทักษะสูง ผ่านรูปแบบของสนามแข่งขั้นที่มีกายภาพของพื้นที่สนามสูงต่ำ พร้อมด้วยอุปสรรคประเภทต่างๆ มากมาย ซึ่งเรียกการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ประเภทนี้ว่าการ “แข่งรถวิบาก” อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีความพยายามจัดการแข่งขันรถยนต์วิบากบน สนามแข่งรถไทย เช่นกัน แต่ก็ยังไม่ได้รับความนิยมเท่ากับรถจักยานยนต์ วันนี้เราจะมารู้จักการแข่งรถวิบากประเภทมอเตอร์ไซต์พร้อมกับสนามในไทยกันว่ามีที่ไหนบ้าง

กีฬาแข่งขันรถวิบากและสนามแข่งรถในประเทศไทย

ประเภทของการแข่งขันรถวิบากใน สนามแข่งรถไทย

สำหรับการแข่งขันในประเทศสนามแข่งรถวิบากในไทย จะมีความแตกต่างไปจากการแข่งขันรถมอเตอร์ไซค์ทางเรียบที่ใช้เพียงความเร็วอย่างเดียวที่เรียกว่า “โรดเรดซิ่ง” เพราะการแข่งรถวิบากนั้นเป็นการแข่งขันที่เอาชนะอุปสรรคประเภทต่างๆ ที่แต่ละสนามทำขึ้น ดังนั้น การแข่งรถวิบากจึงแบ่งรูปแบบการแข่งขันอีกเป็นดังนี้

  • Dakar Rallyเป็นการแข่งขันประเภทแรลลี่มีระยะทางในการขับขี่ที่ไกลและยาวนานเส้นทางเต็มไปด้วยอุปสรรคต่างๆ มากมายต้องอาศัยทักษะและความอดทนสูง โดยจะทำการแข่งขันในพื้นที่ทะเลทรายซึ่งเต็มไปด้วยฝุ่นหินกรวด หน้าผาโดยใช้มอเตอร์ไซค์ที่มีเครื่องยนต์ขนาด 450 CC ไป
  • MXGP/MX2เป็นรูปแบบที่เรียกว่า “โมโตครอส” ที่ผู้แข่งขันต้องบุกตะลุยทุกอย่างรวมถึงอาจจะมีขึ้นที่สูงลงที่ต่ำมีทั้งขรุขระมีสิ่งกีดขวาง เพื่อเป็นการสร้างความยากลำบากและเพิ่มความโหด ผู้ขับขี่จะมีการปรับแต่งรถมอเตอร์ไซค์โดยทำการตัดไฟหน้าและไฟท้ายออกเพื่อลดน้ำหนักของพาหนะและควบคุมรถได้ง่ายขึ้น คล่องแคล่วในการขับขี่และใช้ยางล้อแบบหนามเพื่อใช้กับทุกสภาพถนน
  • Enduroเป็นการแข่งขันที่ใกล้เคียงกับมอเตอร์ครอสแต่มีระยะทางที่ไกลกว่า มอเตอร์ไซต์จะใช้เครื่องที่มีกำลังรอบต่ำเพื่อที่จะได้สามารถทำให้วิ่งด้วยความเร็วที่สูงกว่า และวิ่งในระยะที่ไกล
  • Trial Bikeเป็นการแข่งขันที่ใช้มอเตอร์ไซค์วิบากแบบไม่มีเบาะนั่งซึ่งทำให้รถมันมีน้ำหนักเบาและต้องบอกหรือว่าเครื่องยนต์มีการปรับแต่งให้ไม่แรงมาก เน้นการทรงตัวและควบคุมทิศทางผ่านสิ่งกีดขวางสูงต่ำซึ่งจำเป็นจะต้องใช้ทักษะเป็นอย่างมาก

ทั้ง 4 รูปแบบคือการแข่งขันที่ถูกจัดขึ้นในการแข่งรถวิบากในไทย นั่นเอง

สนามแข่งรถวิบากในประเทศไทย

สำหรับสนามแข่งรถไทยที่จัดให้มีการแข่งมอเตอร์ไซค์วิบากประกอบไปด้วย 10 สนามแข่งรถวิบากในไทย ดังต่อไปนี้

  1. สนามไทยแลนด์เซอร์กิต หรือนครชัยศรี มอเตอร์สปอร์ต คอมแพล็กซ์ จังหวัดนครปฐม เป็นสนามแข่งรถนานาชาติได้จัดรายการแข่งขันระดับประเทศและระดับภูมิภาคมาแล้วหลายรายการมีเนื้อที่รวมทั้งสิ้น 30 ไร่เปิดดำเนินการมาแล้วตั้งแต่ปี 2523 เป็นต้นมา
  2. สนามพีระเซอร์กิต พัทยา จังหวัดชลบุรี เป็นสนามแข่งขันถยนต์และรถจักรานยนต์ทุกรูปแบบรวมถึงรถโกคาร์ทอีกด้วย
  3. สนามแข่งรถฟาร์แกะ จังหวัดเชียงใหม่
  4. สนามแข่งรถแก้วไทรเลิศเซอร์กิต จังหวัดปราณบุรี
  5. สนามแข่งรถวังชมพู จังหวัดเพชรบูรณ์
  6. สนามแข่งรถดอนลังกา จังหวัดสกลนคร
  7. สนามแข่งรถขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช
  8. สนามแข่งรถระนองซุปเปอร์ครอส จังหวัดระนอง
  9. สนามแข่งรถทองดีโมโตครอส จังหวัดน่าน
  10. สนามแข่งรถคลอง 5 จังหวัดปทุมธานี

ทั้งหมดคือ 10 สนามแข่งรถวิบากในไทย ซึ่งส่วนใหญ่มักถูกสร้างขึ้นในรูปแบบชั่วคราว เพราะการแข่งขันในลักษณะนี้ไม่ใช่การแข่งขันมอเตอร์ไซค์ที่เน้นแต่ความเร็วของเครื่องยนต์เท่านั้นแต่ต้องอาศัยทักษะ และความอดทนพร้อมทางการอ่านทางออกของอุปสรรคสิ่งกีดขวางต่างๆ เพื่อให้ผ่านพื้นที่และเส้นทางในแต่ละช่วงของการแข่งขันไปให้ได้อีกด้วย

การแข่งขันที่นอกจากอาศัยความเร็วแล้วยังต้องมีสกิลชั้นสูง

การแข่งขันรถวิบากถือว่าเป็นรายการแข่งขันที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความเร้าและความเร้าใจรวมถึงการดูวิธีการแก้ปัญหาเพื่อผ่านอุปสรรคต่างๆ ของผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนอีกด้วย


กีฬาแข่งขันมอเตอร์ไซต์ทางเรียบ การแข่งขันมอเตอร์ไซค์ทางเรียบ รูปแบบการจัดการแข่งขันสามารถจัดได้ทั้ง 3 แบบสากลที่มีการจัดแข่งขันอยู่ทั่วโลก

กีฬาแข่งขันมอเตอร์ไซต์ทางเรียบ

กีฬาแข่งขันมอเตอร์ไซต์ทางเรียบ

สำหรับการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ทางเรียบนั้น รูปแบบการจัดการแข่งขันสามารถจัดได้ทั้ง 3 แบบสากลที่มีการจัดแข่งขันอยู่ทั่วโลกได้แก่การแข่งขันมอเตอร์ไซค์ทางเรียบแบบ

1.Endurance World Champion (EWC)

การแข่งขันมอเตอร์ไซค์ที่ใช้เวลายาวนานที่สุดแบ่งออกเป็น 2 แบบคือแบบ 4 ชั่วโมง และแบบ 8 ชั่วโมง โดยที่ระหว่างการแข่งขันห้ามมีการเปลี่ยนรถแต่สามารถเปลี่ยนนักแข่งได้สูงสุด 3 คน อรรถรสของการแข่งขันเริ่มตั้งแต่เวลาออกสตาร์ทที่มีรูปแบบเป็นการเฉพาะตัว โดยนักแข่งทุกคนต้องยืนอยู่ที่เส้นฝั่งตรงข้ามรถของตนเอง เมื่อสัญญาการแข่งขันเริ่มขึ้น นักแข่งต้องวิ่งไปที่รถเพื่อสตาร์ทรถแล้วขับขี่ออกไป

2.World Superbike

การแข่งขันมอเตอร์ไซค์ทางเรียบที่เน้นความเร็วด้วยการนำเอารถมอเตอร์ไซค์ประเภท SuperSport ที่จำหน่ายทั่วไปในท้องตลาดมาทำการปรับแต่งพัฒนาศักยภาพของตัวรถเพิ่มสมรรถนะต่างๆ เพื่อนำลงแข่งในสนามซึ่งแต่ละค่ายรถมีข้อจำกัดในการเลือกตัวรถเพื่อการปรับแต่งนั้นต้องเป็นรถมอเตอร์ไซค์ประเภทเครื่องยนต์สูงสุด 4 สูบ พิกัด 750 และ 1,200cc เท่านั้น การแข่งขันจะทำการแข่งกันทั้งหมด 2 สนาม ความสนุกของการแข่งขันประเภทนี้คือช่วงทางตรงที่รถทุกคันเร่งความเร็วสูงสุดในจะแซงกันอย่างเข่าติดพื้นในช่วงทางโค้ง

3.MotoGP 

เป็นการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ทางเรียบที่เน้นความเร็วแบบเดียวกับ World Superbike แต่มีความแตกต่างในส่วนของตัวรถ ที่การแข่งขันโมโตจีพีจะออกแบบรถมอเตอร์ไซค์เพื่อใช้เฉพาะในการแข่งขันเท่านั้น

และการแข่งขันรายการ MotoGP ที่ถือว่าเป็นการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ที่พิเศษ โด่งดังและได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน

MotoGP การแข่งขันรถมอเตอร์ไซค์ที่ดีที่สุดและเก่าแก่ที่สุด

MotoGP หรือการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ทางเรียบที่ใช้รถต้นแบบเฉพาะเพื่อการแข่งขันเกิดขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1949 เป็นการแข่งขันกีฬารถมอเตอร์ไซค์สปอร์ตที่แพ้ชนะกันด้วยความเร็วรถคันไหนสูงกว่ากันในระยะทาง 1 รอบสนาม การแข่งขันมอเตอร์ไซค์ทางเรียบแบบ MotoGP ในปัจจุบันมีการแข่งกันอยู่ 3 รุ่น คือ

  • Moto3การแข่งขันรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์ 4 จังหวะ 250cc 1 สูบ เป็นรายการสำหรับนักบิดหน้าใหม่ที่เรียกว่า “รุ้กกี้” เพื่อสร้างความพร้อมให้กับตัวนักแข่งเองได้เรียนรู้ในสภาพการแข่งขันจริง บรรยายกาศจริงก่อนจะพัฒนาไปในรุ่นที่สูงขึ้นกว่านี้
  • Moto2การแข่งขันรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์ 4 จังหวะ 600cc 4 สูบ โดยมีข้อกำหนดว่าต้องใช้เครื่องยนต์เฉพาะของ Honda เท่านั้นในการแข่งขันซึ่งทางบริษัทฮอนด้าจะทำการแจกเครื่องยนต์ให้กับทุกทีมนำไปพัฒนาออกรถต้นแบบต่อไป
  • Moto GPการแข่งขันรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์ 4 จังหวะ 1000cc 4 สูบ โดนเครื่องยนต์ที่ใช้จะถูกออกแบบให้มีการวางเครื่องเป็นมุม 45 องศา ในหมู่นักแข่งและวงการรถยนต์จึงเรียกเครื่องยนต์ประเภทนี้ว่าเครื่อง V โดยการวางเครื่องแบบนี้จะมีผลต่อการจุดระเบิด รอบเครื่องและแนวการวางเรียงกระบอกสูบนั่นเอง

กีฬาแข่งขันมอเตอร์ไซต์ทางเรียบ ปัจจุบันสนามแข่งรถในไทยหลายสนามมีศีกยภาพเพียงพอที่สามารถจัดการแข่งขันรายการประเภทนี้ได้เช่นกัน


6 อุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้สำหรับนักขี่สายลุยฝุ่น

6 อุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้สำหรับนักขี่สายลุยฝุ่น

สำหรับนักขี่จักรยานยนต์โมโตครอสหรือเอ็นดูโร่มือใหม่ที่กำลังเข้าวงการอาจจะยังไม่รู้ว่าการออกไปผจญภัยในป่าหรือเส้นทางกันดารว่าของที่ต้องมีหรืออุปกรณ์ที่จำเป็นนอกเหนือจากรถคู่ใจแล้วควรจะมีอะไรบ้างเพื่อเป็นการช่วยเซฟและสร้างความปลอดภัยในการออกไปลุยและบางคนก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าอุปกรณ์ต่างๆที่ควรมีนั้นมีประโยชน์ยังไงวันนี้เราจึงมาบอกเกี่ยวกับอุปกรณ์พื้นฐาน 6 อย่างที่ต้องเตรียมให้พร้อมถ้าคิดจะเป็นนักบิดสายลุย

6 อุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้สำหรับนักขี่สายลุยฝุ่น

1.หมวกกันน็อค ( Helmet)

เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นอันดับ 2 รองมาจักรยานยนต์วิบากที่ต้องมี (ฮ่า ) ซึ่งหมวกกันน็อคสำหรับนักบิดสาย โมโตครอส หรือเอ็นดูโร่นั้นจะเรียกว่า  Off-Road or Motocross Helmet ซึ่งเป็นหมวกกันน็อคเต็มใบไม่มีซิลด์บัง โดยที่ส่วนบนของหมวกนั้นจะมีบังลมที่ยาวออกมาเพื่อบังแดด บังฝน ส่วนคางนั้นจะแหลมหนา เพื่อป้องกันคางและขากรรไกรกระแทกในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ แล้วเอาส่วนหน้าลงพื้นนั่นเอง หมวกชนิดนี้ทั้งสายลุยฝุ่น หรือสายออกทริป ก็ใช้ได้ทั้งนั้น เพราะนอกจากจะช่วยป้องกันศีรษะได้เป็นอย่างดียังมีน้ำหนักที่เบาอีกด้วย

6 อุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้สำหรับนักขี่สายลุยฝุ่น

2.แว่นตา Goggles

แว่นตาที่ว่านี้ไม่ได้หมายถึงแว่นกันแดด หรือแว่นตาทั่วไปที่เอาไว้ใส่เท่ ๆ เพราะแว่นสำหรับรถโมโตครอส หรือเอ็นดูโร่นั้น ต้องสามารถมารถป้องกันฝุ่น ป้องกัน ฝน ป้องกันโคลน รวมไปถึงแมลงต่าง ๆ ได้อีกด้วย ในการเลือกแว่นนั้น ก็ควรจะเลือกแว่นที่มีคุณภาพ ของแท้ 100% เพราะไม่งั้นเวลาเจอฝนจะทำให้ขึ้นฝ้าได้เร็วมาก ต้องเสียเวลาถอดเช็ดบ่อย ๆ ก็ทำให้เซ็งได้เหมือนกัน

3.ถุงมือ Gloves

ถุงมือสำหรับนักบิดชาวโมโตครอส หรือเอ็นดูโร่นั้น มีประโยชน์อยู่หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการสร้างความกระชับ ไม่ลื่นในการจับแฮนด์รถ ยิ่งการขี่รถจักรยานยนต์วิบากด้วยแล้วการลงหลุม ลงบ่อหรือเส้นทางขรุขระก็อาจทำให้มือลื่นหลุดได้ง่าย และถุงมือยังช่วยป้องกันกิ่งไม้หรือหนามต่าง ๆ เวลาลุยป่า และเมื่อเกิดอุบัติเหตุยังช่วยเซฟมือของนักบิดได้ ส่วนการเลือกถึงมือนั้นควรจะเลือกที่กระชับพอดี ไม่หลวมหรือแน่นจนเกินไป และควรเลือกแบบที่ใส่แล้วนุ่มมือการ์ดต้องไม่แข็งมากนักเพื่อเป็นการเพิ่มความรู้สึกสบายในการขับขี่ให้มากที่สุดนั่นเอง

4.ชุดขี่ โมโตครอส Jersey /Pant

ชุดสำหรับขี่โมโตครอสนั้น ควรจะเป็นชุดที่ระบายอากาศได้ดี แห้งง่าย เพราะเราต้องขี่ลุยทั้งแดด และฝนส่วนเนื้อผ้านั้นก็ควรจะมีความยืดหยุ่นที่สูงเมื่อเราบังคับรถ ทั้งการยืนขี่ เอี้ยวตัว รวมไปถึงการเข้าโค้ง และเคลื่อนไหวในท่วงท่าต่าง ๆ จะทำให้คล่องตัว และสะดวกมากขึ้นนั่นเอง

5.สนับศอก สนับเข่า

เป็นอุปกรณ์ที่ควรจะต้องใส่ทุกครั้ง สำหรับนักบิด เอ็นดูโร่ หรือโมโตครอส ยิ่งการที่ต้องขี่เข้าป่า หรือไปในเส้นทางที่กันดารด้วยแล้ว เราไม่สามารถจะรู้ได้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นได้บ้าง โดยเฉพาะอุบัติเหตุที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ สนับศอกสนับเข่าใส่ไว้เถอะ ไม่ได้เกะกะอะไรมากมายนักหรอก

6.รองเท้าบู๊ท boots

รองเท้าสำหรับรถจักรยานยนต์วิบากนั้นจะเป็นแบบที่หุ้มไปถึงประมาณหน้าแข้ง หรือที่เรียกว่ารองเท้าบู๊ทแบบเต็มข้อ ซึ่งสามารถป้องกันได้หลายอย่าง ไม่จะเป็นการป้องกันความร้อนจากท่อรถ กิ่งไม้ หนาม แหละป้องกันเท้าท่อนล่างไปถูกกับส่วนต่าง ๆ ของรถที่ทำให้บาดเจ็บได้ ยังไม่รวมถึงการช่วยเซฟแข้งขา ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ รองเท้าบู๊ทจึงถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่นักบิดลุยฝุ่นควรต้องมี

 

อยากเริ่มขี่จักรยานยนต์วิบาก เริ่มต้นยังไงดี

ประเภทของการแข่งขันรถวิบากที่ควรรู้

ประเภทของการแข่งขันรถวิบากที่ควรรู้

การแข่งขันจักรยานยนต์วิบากนั้น คือกีฬาที่ต้องอยู่บนเบาะมอเตอร์ไซค์เป็นหลัก และต้องที่ไปในเส้นทางที่อุปสรรคเยอะ ( ถึงเรียกว่า วิบาก ฮ่า ) ซึ่งใครที่จะเล่นกีฬาประเภทนี้ต้องมีทักษะในด้านการขับขี่พอสมควร ยิ่งถ้าจะลงแข่งขันด้วยแล้วล่ะก็ ยิ่งต้องมีการฝึกฝนเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ถึงจะสามารถเป็นนักแข่งได้ ส่วนประเภทของการแข่งขันนั้นมีอะไรกันบ้างก็แบ่งได้ดังนี้

ประเภทของการแข่งขันรถวิบากที่ควรรู้

Dakar Rally- บอกได้เลยว่านี่คือการแข่งขันจักรยานยนต์วิบากที่โหดที่สุด นักแข่งรถประเภทนี้นั้นต้องมีความชำนาญ และทักษะ รวมถึงประสบการณ์ที่มาก ต้องมีความพร้อมทั้งกาย และใจรวมไปถึงรถจักรยานยนต์คู่ใจ เพราะนอกจากเส้นทางที่โหดในทะเลทราย นักขี่จะไม่เจอแค่เพียงทรายเท่านั้น เพราะจะมีทั้งฝุ่น หินกรวด หินใหญ่ หน้าผาสูงและต้องขี่กันอย่างยาวนานเป็นอย่างมาก เพราะเส้นทางการแข่งขันนั้นยาวไกลในระดับ 10,000 กิโลเมตรเลย ส่วนมอเตอร์ไซค์วิบากที่จะใช้ทำการแข่งขันนั้น ต้องมีเครื่องยนต์ ถึง 450 CC. ขึ้นไปอีกด้วย

MXGP/MX2- หรือที่เรียกกันว่าการแข่งขันมอเตอร์ไซค์วิบาก แบบโมโตครอส (Motocross) โดยจักรยานยนต์ประเภทนี้จะไม่มีอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นเพื่อให้รถจักรยานยนต์นั้นเบาที่สุด เพราะจะสามารถควบคุมได้ง่าย เมื่อทำการแข่งขัน ฉะนั้นเราจะไม่เห็นอุปกรณ์จำพวก ไฟหน้า ไฟเลี้ยว รวมไปถึงไฟท้ายอีกด้วย โดยการแข่งขันนั้นจะต้องผ่านอุปสรรคทุกรูปแบบที่มีอยู่บนเส้นทางที่เราขี่ตะลุยไป ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางที่ขรุขระ ที่เขาลงเขา ฝ่าโคลนลุยทราย เรียกง่าย ๆ ว่าไม่มีอะไรสามารถจะมาขวางทางไปสู่เส้นชัยได้นั้นเอง

Enduro- การแข่งขันจักรยานยนต์วิบากประเภทเอ็นดูโร่นี้ เป็นการแข่งขันที่ใกล้เคียงกับการแข่งขัน MXGP/MX2 หรือโมโตครอส มากที่สุดก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางที่ต้องบุกป่า ฝ่าเขา บุกตะลุยทุกอย่างที่ขวางหน้า ไม่ว่าจะเป็นภูเขาหรือลำธาร แต่จุดแตกต่างก็คือ เอ็นดูโร่นั้นจะมีเส้นทางการแข่งขันที่ยาวไกลกว่า เครื่องยนต์ต้องปรับให้รอบต่ำกว่าเพื่อที่จะสามารถทำความเร็วได้ อีกทั้งยังมีไฟหน้าไปท้าย เพื่อที่ว่าบางทีอาจต้องแข่งจนถึงมืดเพราะระยะทางที่ไกลนั่นเอง นับว่าการแข่งขันจักรยานยนต์วิบาก ที่สนุกตื่นเต้นอีกประเภทหนึ่ง

Trial Bike-จักรยานยนต์วิบากประเภทนี้ยังไม่ค่อยแพร่หลายในบ้านเรานัก คนที่ขี่จักรยานยนต์ประเภทนี้ก็ยังไม่ค่อยจะเห็นสักเท่าไหร่ น่าจะเป็นจักรยานยนต์วิบากประเภทเดียวที่ไม่อนุญาตให้นั่งขี่ได้ เพราะไม่มีเบาะ (ฮ่า) และอุปกรณ์ต่าง ๆ สำหรับรถที่ไม่จำเป็นก็ต้องถอดออกเพื่อจะทำให้น้ำหนักรถเบาที่สุด ในการแข่งขันจักรยานยนต์วิบากประเภท Trial Bike นั้นบอกเลยว่าเป็นไรที่เสียงชีวิตที่สุดแล้ว ถึงแม้จะไม่ได้แข่งขันกันทางด้านความเร็ว และมีรอบที่สูง แต่การที่ต้องทรงตัวใช้จักรยานยนต์กระโดดไปมาปีนป่ายไปในที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโขดหิน หรือลัดเลาะไปตามหน้าผา นั้นบีบหัวใจทั้งนักแข่งและผู้ชมสุด ๆ เลยทีเดียว

ข้อควรรู้ก่อนดูการแข่งขันจักรยานยนต์

เพราะหลาย ๆ คนสงสัยว่า ทำไมนักแข่งเวลาเข้าโค้งต้องทำท่าแปลก ๆ ไม่เหมือนการเข้าโค้งของมอเตอร์ไซค์ประเภทอื่น ๆโดยการเข้าโค้งของจักรยานยนต์วิบากนั้นจะต้องเหยียดขาออกไปข้างหน้า การเข้าโค้งพร้อมกับเบี่ยงตัวให้อยู่ตรงข้ามกับโค้ง และเหยียดขาออกมาในฝั่งที่เข้าโค้งนั้นเรียกว่าท่า ลีนเอ้าท์ ซึ่งนักแข่งจักรยานยนต์วิบากเท่านั้นที่จะใช้ท่านี้ เพราะเป็นการสร้างความสมดุลให้แก่ร่างกายของนักขับ และจักรยานยนต์ และยังสามารถควบคุมรถได้ง่ายขึ้น และป้องกันรถล้มตอนเข้าโค้งนั่นเอง ไม่ได้เหยียดเอาเท่แต่อย่างใด ( ฮ่า ) ทีนี้หลาย ๆท่านคงดูกีฬาจักรยานยนต์วิบากแบบหายสงสัยกันแล้วใช่ไหมล่ะ

 

# ความเป็นมาของการแข่งขัน Motocross และรูปแบบการแข่งขัน

ความเป็นมาของการแข่งขัน Motocross และรูปแบบการแข่งขัน

ความเป็นมาของการแข่งขัน Motocross และรูปแบบการแข่งขัน

ความเป็นมาของการแข่งขัน Motocross และรูปแบบการแข่งขัน

ในบ้านเรานั้นการแข่งขันมอเตอร์ไซค์วิบาก  หรือที่เรียกกันว่าโมโตครอส มาอย่างยาวนานมากแล้ว  ถึงแม้ว่าเมื่อก่อนนั้นอาจจะยังไม่ค่อยได้รับความนิยมมากเท่าที่ควรแต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานั้นได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในประเทศไทยถูกจัด เป็นหนึ่งในสนามชิงแชมป์โลกกันเลยทีเดียว (ที่จังหวัดสุพรรณบุรี) เพราะโมโตครอสนั้น จัดว่าเป็นการกีฬาที่ค่อนข้างจะสนุกตื่นเต้นเร้าใจ และใครหลาย ๆ คนก็ยึดเป็นกีฬาประจำตัว เป็นงานอดิเรกที่เอาไว้ออกทริปสำหรับวันหยุด แล้วรู้หรือไม่ความเป็นมาของการแข่งขัน Motocross เริ่มขึ้นเมื่อใด

ความเป็นมาของการแข่งขัน Motocross และรูปแบบการแข่งขัน

คำว่า Motocross (โมโตครอส) เป็นการผมคำกันระหว่างคำว่า Motorcycle ( มอเตอร์ไซค์ )  กับคำว่า Cross Country (ผ่านทางธุระกันดาร) เมื่อมารวมกันจึงมีความหมายว่า จักรยานยนต์วิบากนั่นเอง ซึ่งเริ่มต้นเป็นกีฬาของประเทศฝรั่งเศส ก่อนที่จะแพร่หลายไปทั่วโลกในปัจจุบัน

การแข่งขันจักรยานยนต์วิบากหรือ Motocross นั้นพัฒนามาจากการแข่งขัน Off road ซึ่งปกติจะใช้รถยนต์ แต่ลองเปลี่ยนมาทดลองใช้มอเตอร์ไซค์แทน โดยมีไอเดียในการขี่คือ เป็นการขี่แบบลุย ๆ ไปตามทางธุระกันดาร โดยมาได้รับความนิยมเป็นอย่างมากก็ในช่วงปี ค.. 1924 – 1930 โดยที่นิยมกันมาก ก็คืออังกฤษ และลามไปทั่วสหราชอาณาจักร ด้วยความ ที่ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก ซึ่งแต่ละที่อาจจะเรียก แตกต่างกันไปไม่ว่าจะเป็น MX หรือ Motox แต่สุดท้ายการแข่งขัน Motocross นานาชาติก็เกิดขึ้นเป็นครั้ง ในปี 1999

และเริ่มมีนักแข่งที่ทำการแข่งขันในนามทีมต่างๆโดยที่เป็นทีมจากอังกฤษและ UK ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทีม BSA , Norton , Rudge ,  AJS ส่วนเส้นทางการแข่งขันนั้นก็ถูกออกแบบมาให้มีความลื่น ขรุขระ และมีอุปสรรคมากมายจากสิ่งกีดขวาง ในการแข่งขันครั้งนั้นได้สร้างความสนุกตื่นเต้นให้กับผู้ชมเป็นอย่างมาก รวมไปถึงเป็นสิ่งท้าทายความสามารถของนักแข่งอีกด้วย

การแข่งขัน Motocross ในต่างประเทศ

ปัจจุบัน การแข่งขัน Motocross ในต่างประเทศ แบ่งได้เป็น 2 ประเภท ก็คือการแข่งขันแบบ โมโตครอส และการแข่งขันแบบซุเปอร์ครอส

การแข่งขันแบบ โมโตครอส จะเป็นการแข่งขันแบบพื้นที่เปิดหรือกลางแจ้ง เน้นการขึ้นเขาหรือขึ้นเนิน ชันโดยสนามนั้นจะเป็นทางวิบาก และมีเส้นทางที่ยาวไกลพอสมควร โดยการแข่งขันนั้นอาจจะกินระยะทางถึง 15- 20 สนาม ก็แล้วการออกแบบของสนามแข่ง และในการแข่งขันนั้นก็ยังมีการจับเวลาด้วย และการแข่งขันนั้น ก็จะแบ่งรุ่นย่อยลงไปอีก 3 รุ่น ได้แก่

รุ่น  MXA รุ่นนี้สำหรับนักแข่งที่ยังไม่เคยคว้าแชมป์ในรายการใด ๆ รถจักรยานยนต์วิบากที่ทำการแข่งขันนั้น ก็ไม่จำกัด ซีซี

รุ่น MX2 เป็นการแข่งขันสำหรับนักแข่ง ที่เคยชนะการแข่งขันมาแล้ว แต่ไม่เกิน 2 ครั้ง และสามารถใช้รถได้ไม่จำกัด ซีซี

รุ่น MXGP เป็นการแข่งขันสำหรับนักแข่งที่เคยได้แชมป์โลกมาแล้ว อย่างน้อย 4 ครั้ง และสามารถใช้รถได้ไม่เกิน 450 ซีซีในการแข่งขัน

การแข่งขันจักรยานยนต์วิบากแบบ ซูเปอร์ครอส เป็นการแข่งขันกันในพื้นที่ปิด หรือสร้างสนามแข่งกันในโรงยิมขนาดใหญ่ นั่นทำให้เส้นทางของสนามนั้นไม่ไกลมากนัก โดยการแข่งขันนั้นก็จะขี่กันวนไปวนมาประมาณ 20 -25 รอบสนาม โดยการแข่งขันนั้นก็จะแบ่งเป็น 2 ประเภทก็คือ

รุ่น 250 SX   เป็นการแข่งขันกันประมาณ 20 รอบ และรถที่ใช้ก็มีความแรง ไม่เกิน 250 ซีซี

รุ่น 450 SX   เป็นการแข่งขันกันประมาณ 25 รอบสนาม และใช้รถที่มีความแรงได้ไม่เกิน 450 ซีซี

และนี่ก็คือเกร็ดความรู้เล็กน้อย เกี่ยวกับความเป็นมา และการแข่งขัน ที่นำมาฝากกันสำหรับรถ Motocross เพื่อที่เวลาชมการแข่งขันจะสามารถสนุกและเข้าใจง่ายมากยิ่งขึ้น นั่นเอง

 

# อยากเริ่มขี่จักรยานยนต์วิบาก เริ่มต้นยังไงดี

อยากเริ่มขี่จักรยานยนต์วิบาก เริ่มต้นยังไงดี

อยากเริ่มขี่จักรยานยนต์วิบาก เริ่มต้นยังไงดี

อยากเริ่มขี่จักรยานยนต์วิบาก เริ่มต้นยังไงดี

สำหรับใครหลายๆคนที่อยากลองขี่จักรยานยนต์วิบากไม่ว่าจะเป็นจักรยานยนต์โมโตครอสหรือเอ็นดูโรนั้นคงจะคิดไม่ตกและงงๆกับตัวเองเหมือนกันว่าจะเริ่มต้นยังไงแบบไหนไหนกันดีไม่ว่าการเลือกซื้อรถรวมไปถึงการดูแลรักษาและอุปกรณ์ต่างๆที่ค่อนข้างจะมีมากมายไม่ใช่น้อยๆฉะนั้นเราจึงมีแนวคิดสำหรับใครที่จะเริ่มต้นหรือเปลี่ยนแนวมาสายวิบาก

อยากเริ่มขี่จักรยานยนต์วิบาก เริ่มต้นยังไงดี

ตั้งคำถามกับตัวเองถามตัวเองก่อน ว่าที่อยากขี่รถจักรยานยนต์วิบากเพราะอะไรเพื่อ เพราะการตั้งคำถามให้ตัวเองนั้นจะทำให้เลือกซื้อรถได้ถูกรสนิยมในการใช้งาน เช่นอยากเอามาไว้ใช้เป็นพาหนะประจำวัน และเอาไว้ออกไปท่องเที่ยวในเส้นทางที่หลากหลายในวันหยุด ก็ควรจะเลือกจักรยานยนต์วิบากแบบเอ็นดูโร คงจะเหมาะที่สุด ถ้าต้องใจเอาไว้บุกป่าฝ่าเขา ข้ามลำธาร ไปในเส้นทางกันดารมาก ๆ ก็ควรเลือกใช้จักรยานยนต์วิบากแบบ โมโตครอส แต่จงจำไว้ว่าโมโตครอสนั้น ไม่สามารถจดทะเบียนกับขนส่งได้ เพราะอุปกรณ์ไม่ครอบอย่าง เช่นไฟหน้า ไฟท้ายไฟเลี้ยว แต่เอ็นดูโร่นั้นมีครบ และจดทะเบียนกับขนส่งได้

อยากเริ่มขี่จักรยานยนต์วิบาก เริ่มต้นยังไงดี

อุปกรณ์ต้องมีครบหลังจากที่เลือกรถได้แล้ว ก็อย่าพึงออกไปลุยเลยทันที เพราะต้องมีอุปกรณ์อย่างอื่นเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นหมวกกันน็อคที่ได้มาตรฐานละมีคุณภาพ ตรงนี้ขอแนะนำให้ใช้แบบ Off-Road or Motocross Helmet หรือไม่ก็เป็นแบบ Hybrid Helmet รวมไปถึงถุงมือ รองเท้าบู๊ท สนับศอกสนับเข่า (ในกรณีออกทริป) แว่นตาสำหรับขี่มอเตอร์ไซค์วิบาก (ในกรณีเลือกหมวกกันน็อค แบบ Off-Road or Motocross Helmet)และชุดสำหรับขี่จักรยานยนต์วิบาก โดยการเลือกอุปกรณ์ แต่ละอย่างนั้น เน้นว่าต้องได้มาตรฐานก็พออย่าพึ่งไปใช้ของแพงราคาแรง ๆ

มองหาเส้นทางเมื่ออุปกรณ์ครบแล้ว ก็ลองมองหาเส้นทาง โทรศัพท์ต้องมี GPS ที่แน่นอน เพราะบางทีเราก็ต้องเอาไว้ดูแผนที่ที่จะต้องไป และหากใครเลือกเส้นทางเป็นทางวิบากก็ควรจะเป็นเส้นทางที่คุ้นเคย รู้จักเป็นอย่างดีเพราะจะไม่ทำให้หลง และต้องเป็นเส้นทางที่ไม่ห่างไกลผู้คนมากนัก เพราะหากคุณลุยเดี่ยวแล้วถ้าหากเกิดอะไรขึ้น ก็ยังสามารถหาคนมาช่วยได้นั่นเอง

ควรจะมีกลุ่มแก๊งค์หากใครเริ่มต้นเข้าสู่วงการจักรยานยนต์วิบาก โดยที่ไม่รู้จักใครมาก่อนก็ควรทำความรู้จักไว้ เชื่อว่าเวลาคุณออกทริปเดินทางลุย ย่อมเจอกลุ่มมอเตอร์ไซค์วิบากกันบ้างแหละ เข้าไปทักเข้าไปคุยเถอะ เขาดีใจด้วยซ้ำที่จะได้มีสมาชิกใหม่ และคุณก็จะได้สังคมใหม่ ๆ ถ้าไม่กล้าทักก็จะมีกลุ่มรถจักรยานยนต์วิบากทางโซเชียลมีเดียเยอะแยะมากมาย การที่คุณมีกลุ่มหรือมีเพื่อนนั้น จะทำให้คุณออกทริปสนุกขึ้น มีคนคอยช่วยเหลือยามจำเป็น และจะมีคนให้คำปรึกษาเกี่ยวกับรถอีกด้วยนะและไม่มีทางที่จะเหงาอีกต่อไป (นอกจากคุณชอบเดียว เที่ยวลำพัง)

หมั่นคอยดูรักษา การดูแลรักษารถหลังใช้งานนั้นก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ยิ่งมอเตอร์วิบาก แล้วยิ่งต้องดูแลมากกว่าแบบอื่น เพราะการบุกตะลุยไปทุกเส้นทางนั้น เจอสภาพถนนที่หลากหลาย แถมเครื่องยนต์ก็ต้องทำงานหนัก ควรหมั่นตรวจสอบเช่น หัวเทียน ระบบไฟ การเปลี่ยนกรองและเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเมื่อครบกำหนดเวลา หมั่นล้างหมั่นเช็ดนั่นก็จะทำให้รถคุณดูมีสภาพใหม่ และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานยิ่งขึ้น

นี่ก็เป็นแค่เพียงวิธีการเล็กๆน้อยๆเท่านั้นสำหรับมือใหม่ที่กำลังเริ่มต้นเชื่อว่าหากเป็นนักบิดมอเตอร์ไซค์วิบากไปเรื่อยๆก็จะค้นพบเทคนิคต่างๆด้วยตัวเองอีกมากมายและจะสามารถสนุกกับการขี่ไปอีกนานเลย

 

Kawasaki KLX 230 R

ทำไมขี่จักรยานยนต์ motocross ต้องใส่รองเท้าบู๊ท

ทำไมขี่จักรยานยนต์ motocross ต้องใส่รองเท้าบู๊ท

การจะเล่นกีฬาทุกประเภทนั้นต้องมีอุปกรณ์ที่เหมาะสมไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์เพื่ออำนวยความสะดวกสบายหรือเพื่อป้องกันอันตรายจากอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นอีกด้วยโดยเฉพาะที่เสียงกับอันตรายอย่างการขี่รถมอเตอร์ไซค์วิบากไม่ว่าจะเป็นประเภทโมโตครอสหรือเป็นดูโร่ซึ่งค่อนข้างจะอันตรายกว่ากีฬาประเภทอื่นเพราะจำเป็นต้องใช้ความเร็วความเสี่ยงกับเส้นทางที่ไม่คุ้นเคยและมีอุปสรรคขวางกันเยอะแยะมากมายไม่ว่าจะเป็นโคลนก้อนหินถนนทรายท่อนไม้กิ่งไม้ต่างๆนานาส่วนอุปกรณ์สำหรับขี่รถวิบากนั้นก็มีทั้งหมวกกันน็อคถุงมือสนับเข่าเป็นต้นแต่ที่นักบิดโดยเฉพาะนักบิดหน้าใหม่ควรจะต้องมีเป็นอย่างยิ่งก็คือ

ทำไมขี่จักรยานยนต์ motocross ต้องใส่รองเท้าบู๊ท

รองเท้าบู๊ทสำหรับจักรยานยนต์วิบากโดยเฉพาะนั่นเองเพราะรองเท้าบู๊ทนั้นช่วยได้หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการรองรับการกระแทกในขณะที่ยื่นยาออกไปข้างหน้าขณะเข้าโค้งที่อาจทำให้เท้าเราไปสะดุดกับหินกิ่งไม้หญ้าหนามต่างๆป้องกันการที่จะถูกความร้อนของท่อไอเสียมาและเครื่องยนต์มาโดนที่ขาและต่างๆอีกมายมายที่สามารถจะเกิดขึ้นได้แล้วถ้าหากถามว่าใส่รองเท้าผ้าใบได้ไหม? ก็ขอตอบว่าได้ แต่! คุณจะกล้าเสี่ยงกับการที่หน้าแข้งเขียวปูด หน้าแข้งแตก บางทีโชคร้ายอาขถึงขั้นหักได้ไหม เพราะอย่าลืมว่าชิ้นส่วนของรถจักรยานยนต์วิบากนั้นส่วนใหญ่เป็นเหล็ก แข็ง ๆ ทั้งนั้น ทางที่ดีใส่เถอะนอกจากป้องกันได้แล้วยังดูเท่ส์ และเป็นมืออาชีพมากขึ้นอีกเยอะ

บางคนบอกว่าใส่แล้วมันเดินไม่ค่อยสะดวกไม่คล่องตัวด้วยลักษณะที่รองเท้าที่ออกแบบผลิตมาให้มีลักษณะที่แข็งเพื่อป้องกันเท้าและขาท่อนล่างเป็นอย่างดีที่สุดนั่นมันจึงจำเป็นที่คุณต้องเข้าใจว่าเขาออกแบบมาเพื่อขี่รถวิบากไม่ใช่เพื่อไว้ใส่เดินเล่นหรือใส่วิ่ง

ในส่วนของการดูแลรักษารองเท้าบู๊ทนั้นก็ควรจะดูแลรักษาเป็นอย่างดี เพื่อให้อยู่ในสภาพการใช้งานในครั้งต่อไป อีกทั้ง ยังเป็นการยืดอายุรองเท้าบู๊ทให้ใช้งานได้อย่างยาวนานอีกด้วย วิธีการดูแลก็มีดังนี้

เลอะเทะไปด้วยโคลน และเปียกแฉะ ให้ใช้ผาชุบน้ำหมาด ๆ ขัดเช็ดรองเท้าให้ทั่วจนสะอาด แล้วเช็ดด้วยผ้าแห้งอีกหนึ่งครั้งแล้วใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ ยัดเข้าไปในรองเท้าเพื่อเป็นการดูดซับความชื้น และยังรักษาทรงของรองเท้าเอาไว้ แต่หากสกปรกมาก ก็สามารถเอาจุ่มน้ำที่ผสมกับผงซักฟอก หรือสบู่อ่อน ๆ แล้วใช้แปลงแบบนุ่มขัดออก (อาจใช้แปลสีฟันเก่า ๆ) แล้วใช้ผ้าเช็ดขัดอีกหนึ่งรอบ แต่ห้ามใช้แปลงแข็ง ๆ ขัดถู และห้ามใช้น้ำฉีดโดยเด็ดขาด เพราะนั่นอาจทำให้รองเท้าสึกได้และอายุการใช้งานจะลดลง

อย่างเร่งรีบร้อนให้รองเท้าแห้งเร็ว การตากรองเท้าบู๊ทนั้น ควรจะเป็นการพึ่งในที่ร่ม หรือพึ่งลม ไม่ควรทำให้แห้งด้วยความร้อนโดยเด็ดขาด เช่นการเอาไปตากแดด วางใกล้คอมแอร์ หรือใช้ไดร์เป่าผมเป่า เพราะโดยธรรมชาติของหนังนั้นจะมีความชุ่มชื้นชื้นอยู่ในตัวเพื่อปกป้องสภาพของตัวเอง การใช้ความร้อนอาจทำให้หนังแห้ง กรอบและแตกได้ หากใครต้องออกทริปบ่อยแล้วกลัวไม่แห้ง แนะนำว่าให้มีบู๊ทสำรองไว้สลบกันใส่จะดีมาก

น้ำมันทำความสะอาด หลังจากที่รองเท้าบู๊ทแห้งเรียบร้อยแล้วควรใช้น้ำมันสำหรับทำความสะอาดเครื่องหนังโดยเฉพาะขัดซ้ำอีกรอบ เพื่อเป็นการยืดอายุการใช้งานและทำให้บู๊ทเงาสวยน่าใส่ น้ำมันที่ใช้ขัดนั้นก็อาจจะใช้ ก็มีให้เลือกมากมายวางขายกันสามารถใช้ได้หมด หรือหากใครจะสะดวกใช้แบบไหนก็ไม่ว่ากัน

 

Kawasaki KLX 230 R