เทคนิคในการพายเรือแคนูและคายัค

เทคนิคในการพายเรือแคนูและคายัค

เทคนิคในการพายเรือแคนูและคายัค

     หลายๆคนอาจจะมีความชื่นชอบในการทำกิจกรรมที่แตกต่างกันออกไป และมีอีกหลายคนที่เป็นผู้ที่ชื่นชอบในการพายเรือแคนูหรือเรือคายัค นั่นก็เพราะเหตุผลที่ว่าให้ความสนุกสนาน ความเพลิดเพลิน และมีความท้าทายสูง นอกจากนี้การจะเป็นผู้ที่มีความสามารถในการพายเรือแคนูคายัคให้ชำนาญได้นั้นต้องอาศัยความพยายามในการฝึกฝนและมีเทคนิคต่างๆเข้ามาช่วย ซึ่งวันนี้เราจะนำเสนอเทคนิคในการพายเรือแคนูคายัค ให้มีความชำนาญในการพายมากยิ่งขึ้น โดยเทคนิคต่างๆมีดังต่อไปนี้

เทคนิคในการพายเรือแคนูและคายัค

เทคนิคการพายเรือให้ไปข้างหน้า

นับเป็นการพายเรือแบบพื้นฐาน ที่จะทรงตัวของลำเรือให้อยู่นิ่งและเคลื่อนที่ไปข้างหนาได้ โดยการพายเรือให้ไปข้งหน้าก็มีเทคนิคของมันอยู่นั่นก็คือการการจับไม้พาย ให้ไม้พายบริเวณที่เป็นส่วนนูนของด้ามพาย หันออกนอกทางขวามือของผู้พาย และเมื่อไม้พายกระทบกับน้ำแล้วก็ใช้แรงผลักให้เรือไปข้างหน้าโดยใช้แขนซ้าย นกจากนี้ขณะพายให้บิดเอวตามจังหวะของแขนที่พายอยู่ด้วย และรงตัวเรือให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างมั่นคงไม่ให้ลำเรือเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง

 

เทคนิคการพายให้เรือถอยมาด้านหลัง

เป็นทักษะที่ผู้พายจะต้องมีความระมัดระวังสูงและคอยดูด้านหลังว่ามีสิ่งกีดขวางอะไรมากั้นอยู่บ้าง และวิธีการพายก็คือหย่อนไม้พายให้โดนน้ำหลังจากนั้นออกแรงผลักไม้พายให้ปข้างหน้าเพื่อให้ลำตัวเรือถอยหลัง ซึ่งสลับพายซ้ายขวาอย่างเป็นจังหวะ ทั้งนี้การพายลักษณะนี้เราต้องใช้เทคนิคการเคลื่อนที่ของเอวและส่วนของลำตัวเป็นหลักในการพาย

เทคนิคในการพายเรือแคนูและคายัค

เทคนิคการหยุดเรือ

เป็นเทคนิคการเบรคให้เรือหยุดตามความต้องการของเรา ซึ่งหากเราพายเรือแคนู หรือเรือคายัคอยู่ และเกิดความต้องการอยากจะชะลอให้เรือเคลื่อนที่ช้าลงหรืออยากจะให้เรือหยุดในขณะนั้น เราก็ใช้เทคนิคการจุ่มไม้พายลงในน้ำจะเป็นด้านซ้ายหรือด้านขวาของเราเองก็ได้หลังจากนั้นผผลักกพายสลับข้างซ้ายขวาโดยออกแรงผลักไม่ต้องมากนักก็จะช่วยให้เรือนั้นเคลื่อนที่ช้าลงและหยุดทันทีนั่นเอง

เทคนิคการพายเรือให้เลี้ยวไปทางด้านซ้ายหรือด้านขวา

เทคนิคการพายเรือแคนูคายัคให้เลี้ยวไปทางซ้ายและเลี้ยวไปทางขวานั้นเป็นเทคนิคที่มีความคล้ายคลึงกันแค่เปลี่ยนมือในการพายเท่านั้น หากเราต้องการจะพายเรือแคนูคายัคให้ไปทางซ้ายก็ใช้พายทางด้านขวามือจุ่มลงน้ำโดยมือซ้ายนั้นต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสมนั่นก็คือระดับแก้ม จากนั้นใช้แรงผลักโดยกาผลักให้แขนซ้ายออกไปด้านหน้าและแขนขวาทำหน้าที่ในการพายไปทางด้านหลังซึ่งการพายเรือให้เรือเลี้ยวนั้นต้องอาศัยการออกแรงให้สุดและยกพายขึ้น ก็จะทำให้ตัวเรือเลี้ยวซ้าย การเลี้ยวขวาก็ทำเช่นเดียวกัน เพียงแค่เปลี่ยนมาใช้มือซ้ายในการออกแรงพายแทน ให้ไม้พายจุ่มน้ำทางฝั่งซ้ายมือ และมือขวาอยู่ที่ตำแหน่งระดับแก้ม ออกแรงในการพายเช่นเดียวกันกับการพายเลี้ยวซ้าย

     และทั้งหมดนี้ก็เป็นเทคนิคพื้นฐานในการพายเรือแคนูและเรือคายัค หากเราอยากมีความสนุกความเพลินเพลินในการพายเรือเพื่อจุดประสงค์ต่างๆไม่ว่าจะเป็น การพายเรือดูธรรมชาติของแม่น้ำ เพื่อความท้าทายตนเอง หรือเพื่อการแข่งขันกับเพื่อนฝูง ลองเอาเทคนิคต่างๆเหล่านี้ไปใช้กันดูรับรองว่าจะพายเรือคายัคได้อย่างสนุก และสร้างความมั่นใจในการพายได้มากขึ้นอย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังเป็นทักษะที่ติดตัวและสามารถใช้เทคนิคการพายเหล่านี้กับเรือชนิดอื่นๆได้อีกด้วย หากได้ลองแล้วคุณจะมีปัญหากับการพายเรือแคนูและเรือคายัคอีกต่อไป

     

จุดดำน้ำตื้นในประเทศไทย

สเก็ตบอร์ด จากกีฬาสู่วัฒนธรรมของวัยรุ่นอเมริกา

สเก็ตบอร์ด จากกีฬาสู่วัฒนธรรมของวัยรุ่นอเมริกา

สเก็ตบอร์ด จากกีฬาสู่วัฒนธรรมของวัยรุ่นอเมริกา

หากใครที่ชื่นชอบในการดูภาพยนตร์คงจะเห็นภาพของวัยรุ่นของสหรัฐอเมริกาที่ยืนถือสเกตบอร์ดหรือไม่ก็เล่นสเกตบอร์ดตามสถานที่ต่างๆซึ่งนั่นคือกีฬาเอ็กสตรีมยอดนิยมอย่างหนึ่งที่แพร่หลายอย่างมากในหมู่วัยรุ่นของอเมริกาและสิ่งเหล่านี้ได้ฝังรากลึกลงไปกลายเป็นวัฒนธรรมในหลายๆอย่างทั้งการแต่งกาย, การฟังเพลง หรือการใช้ชีวิต ทุกอย่างล้วนแต่ดได้รับอิทธิพลมาจากการเข้าวงการสเกตบอร์ดแทบจะทั้งนั้น และกีฬาประเภทนี้ยังได้รับความนิยมแพร่กระจายไปยังวัยรุ่นอีกหลายๆ ประเทศ

สเก็ตบอร์ด จากกีฬาสู่วัฒนธรรมของวัยรุ่นอเมริกา

ประวัติความเป็นมาของสเกตบอร์ดต้องย้อนไปในยุคทศวรรษที่ 50 ในประเทศสหรัฐอเมริกา ตอนนั้นกีฬา Surfing กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในวัยรุ่นแถวแคลิฟอร์เนีย แต่สิ่งที่พวกเขาเล่นยังไม่สามารถกระตุ้นให้อะดรีนาลีนของพวกเขาขึ้นสู่ขีดสุดได้ เลยมีการนำไม้กระดานหรือบางทีก็นำแผ่นเซิร์ฟมาติดล้อพร้อมกับแล่นไถลไปตามท้องถนนและกลายเป็นสิ่งที่วัยรุ่นให้ความนิยมมากจนมีคำเรียกวัยรุ่นในสมัยนั้นว่า Sidewalk Surfing เพราะยังไม่มีคำว่า Skateboard เข้ามา

จากนั้นสเกตบอร์ดเป็นการเล่นที่ได้รับความนิยมแพร่หลายจนมีบรรดาบริษัทชื่อดังผลิตบอร์ดขึ้นมาเพื่อขายโดยเฉพาะแต่พอมาในยุค 70 ตอนนั้น BMX กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ทำให้คนสเกตบอร์ดมีน้อยลงและกลายเป็นกีฬาที่เล่นเฉพาะกลุ่มใต้ดิน จนกระทั่งในยุค 80 สเกตบอร์ดกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งและคราวนี้กลายเป็นกีฬาที่วัยรุ่นแทบจะทุกพื้นที่ในสหรัฐฯจะต้องเล่นเป็นและนั่นทำให้ตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงปัจจุบันสเกตบอร์ดกลายเป็นกีฬาที่มีอิทธิพลอย่างมากกับวัยในสหรัฐอเมริกาและได้แพร่กระจายไปทั่วโลก

อาจจะเรียกได้ว่าสเกตบอร์ดกลายเป็นตัวที่กระตุ้นให้วัยรุ่นเลือกทำในสิ่งที่ชอบทั้งในเรื่องของการแต่งกาย, การฟังเพลง และทำให้เกิดแนวการแต่งตัวมากมายเกิดขึ้น รวมถึงมีวงดนตรีหลายวงที่มีพื้นฐานมาสเกตบอร์ด เลยทำให้เรื่องเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่กีฬาสี่ล้ออย่างเดียวแต่ฝังลงไปในสังคมของอเมริกา นอกจากนี้ยังมีการจัดการแข่งขันขึ้นทำให้คนที่เป็นโปรสเกตเตอร์ไม่เพียงแต่จะมีชื่อเสียงเท่านั้นแต่ยังสามารถทำเงินหาเลี้ยงครอบครัวได้อีกด้วย

สเกตบอร์ดไม่เพียงได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นเท่านั้นแต่ในคนทำงานหรือแม้กระทั่งเด็กเยาวชนก็ให้ความสนใจในกีฬาชนิดนี้และแทบจะเรียกได้ว่ากีฬาชนิดนี้ได้รับความนิยมมากกว่าบาสเกตบอล, อเมริกันฟุตบอล หรือแม้กระทั่งเบสบอล เลยทีเดียว และมีการเปิดโรงเรียนสอนอย่างจริงจังขึ้นมาหลายแห่งในสหรัฐฯ รวมถึงบางโรงเรียนยังมีโปรแกรมการสอนชนิดใหม่ขึ้นมาในชื่อว่า “Skatepass” และตอนนี้หลายๆประเทศในโลกก็ได้มีการเปิดโรงเรียนสอนเหมือนอย่างที่สหรัฐฯทำไปก่อน

สำหรับวิธีเล่นสเกตบอร์ดคือการขึ้นไปเหยียบบนแผ่นกระดานที่ทำจากไม้เมเปิ้ลที่ความแข็งแรงและยืดหยุ่นในเวลาเดียวกันจากนั้นก็ใช้เท้าข้างหนึ่งไถลให้บอร์ดแล่นไปตามทางจากนั้นพอความเร็วได้ที่ก็ขึ้นไปยืนทรงตัวด้วยเท้าทั้งสองข้างก่อนจะมีการทำท่าทางต่างๆกระโดดขึ้นสิ่งกีดขวางขึ้นไปไถลตามราวเหล็กทุกอย่างขึ้นอยู่กับความชำนาญและการฝึกซ้อมของผู้เล่นซึ่งในวงการสเกตบอร์ดก็มีผู้เล่นที่มีชื่อเสียงระดับโลกที่รู้จักกันอย่างในวงกว้างคือโทนี่ฮอว์ค (Tony Hawk) ที่เริ่มเล่นสเกตบอร์ดตั้งแต่อายุ 14 ปี จนมีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับจากนักสเกตบอร์ดทั่วโลกและยกให้เขาเป็นตำนานแห่งวงการ รวมถึงมีการนำชื่อของเขาไปตั้งเป็นชื่อเกมซึ่งมีออกมาถึง 7 ภาคด้วยกัน

สำหรับผู้เล่นมือใหม่ที่อยากจะเข้าสู่วงการสเกตบอร์ดก็ต้องศึกษาข้อมูลการเล่นให้ดีต้องฝึกในเรื่องการทรงตัวเตรียมอุปกรณ์ป้องกันซึ่งอุปกรณ์หลักก็จะมีหมวกกันน็อก, สนับเข่า, สนับข้อศอก, รองเท้าที่สามารถยึดกับแผ่นบอร์ดได้ดีและอุปกรณ์อื่นๆที่เกี่ยวข้อง

 

# ประเภทของสเกตบอร์ด

สิ่งที่ควรทำก่อนการดำน้ำ

สิ่งที่ควรทำก่อนการดำน้ำ

สิ่งที่ควรทำก่อนการดำน้ำ

หลังจากที่เราได้แนะนำคุณไปแล้วเกิดกับสิ่งที่ไม่ควรทำในการดำน้ำ วันนี้เราเลยจะมาพูดถึงสิ่งที่ควรทำในการดำน้ำกันบ้างนะคะ ซึ่งแต่ละข้อก็นับได้ว่าเป็นเรื่องง่ายๆ ที่รับรองได้เลยว่าคุณจะได้ประโยชน์และเกร็ดความรู้ดีๆ รวมถึงเป็นข้อมูลการดำน้ำฉบับย่อจากบทความนี้อย่างแน่นอน เอาล่ะถ้าคุณอยากรู้ว่ามีอะไรกันบ้างก็มาดูต่อกันได้เลยค่ะ

สิ่งที่ควรทำก่อนการดำน้ำ

1. ตรวจสอบความพร้อมอุปกรณ์การดำน้ำก่อนทุกครั้ง

สิ่งที่จำเป็นมากๆสำหรับการดำน้ำเลยนั่นก็คือ อุปกรณ์การดำน้ำค่ะ เพราะพวกจากสิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณสามารถดำน้ำได้แล้ว ก็ยังเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้คุณมีความปลอดภัยมากขึ้นอีกด้วย เพราะฉะนั้นก่อนการดำน้ำทุกครั้งจึงจำเป็นมากๆที่จะต้องตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆในการดำน้ำเพื่อใบห้มั่นใจว่ามีสภาพที่พร้อมใช้งาน ไม่ชำรุดเสียหาย เพราะหากเราตรวจสอบก่อนก็ถือได้ว่าเราลดการเกิดอุบัติเหตุที่ฉุกเฉินไปได้ถึง 80% เลยนะคะ

2. เตรียมสภาพร่างกายของคุณให้พร้อม

นอกจากอุปกรณ์เราต้องพร้อมแล้วสภาพร่างกายของคุณก็เป็นที่สิ่งที่จำเป็นมากๆเช่นเดียวกัน คุณต้องดูแลตัวเองให้ดี ไม่เจ็บไม่ป่วย หรือมีปัญหาเรื่องการหายใจ เพราะถ้าหากคุณไม่สบายจะทำให้คุณดำน้ำไม่สนุกอย่างแน่นอน เพราะว่าคุณจะไม่สามารถทำได้เต็มที่ ถ้ายังไงก็อย่าลืมดูแลสุขภาพกันด้วยนะคะจะได้พร้อมออกไปผจญภัยกันได้ตลอดเวลา

3. เตรียมใจของคุณให้พร้อม

ถ้าหากคุณเพิ่งเคยดำน้ำเป็นครั้งแรก นั้นเชื่อได้เลยว่าคุณอาจจะเกิดอาการ Panic ได้ คือการกังวล วิตก และหวาดกลัว เพราะว่าการดำน้ำนั่นถือว่าเป็นการเปิดประสบการณ์ในดลกที่แปลกใหม่แบบที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อนบนบก เพราะฉะนั้นอย่ากลัว พยายามคุมสติ และจดจ่ออยู่กับการดำน้ำก็พอ เพราะว่าถ้าหากคุณ Panic จะทำให้คุณหายใจเร็ว แตกตื่น และอาจจะเผลอหายใจทางจมูกอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งนั่นอาจจะเกิดอันตรายกับตัวคุณได้นะคะ

4. ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนการออกทะเลไปดำน้ำ

เชื่อเถอะว่าการที่ได้ดำน้ำในสภาพอากาศที่ดีนั้นมีชัยไปกว่าครึ่ง เพราะคุณจะได้เจอกับน้ำใสๆ ซึ่งทำให้คุณสามารถดูความสวยงามของโลกใต้น้ำได้อย่างชัดเจน และในเรื่องของคลื่นลมก็เป็นที่สิ่งที่สำคัญเช่นเดียวกัน เพราะหากกระแสน้ำแรงมาก คุณก็จะต้องว่ายน้ำ ดำน้ำกันเหนื่อยเลยทีเดียว และในเรื่องของพายุและฝนก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญ เพราะหากเกิพายุนั่นหมายความว่าการออกทะเลครั้งนั้นจะไม่ปลอดภัยอย่างแน่นอน และถ้าหากมีฝนก็อาจจะทำให้น้ำขุ่น มีฝุ่นใต้น้ำ จนเราแทบจะมองไม่เห็นอะไรเลย

5. ดื่มน้ำก่อนลงดำน้ำ

ก่อนที่คุณจะลงไปดำน้ำต้องอย่าลืมที่จะจิบน้ำสัก 2-3 อึกก่อนด้วยนะคะ เพราะว่าการดำน้ำนั้นเราจะต้องใช้ระบบการหายใจทางปาก ซึ่งลมจะเข้าออกไปสู่ปอดของเราผ่านทางหลอดลมเพราะฉะนั้นก็อาจจะทำให้เกิดอาการคอแห้งได้ และอีกอย่างการดำน้ำก็คือกิจกรรมกลางแจ้งอย่างหนึ่ง ซึ่งการอยู่กลางแดดร้อนๆเป็นเวลานานอาจจะทำให้ร่างกายขาดน้ำได้ เพราะฉะนั้นอย่าลืมจิบน้ำก่อนด้วยนะคะ เพื่อป้องกันอาการต่างๆที่อาจจะตามมากจากการขาดน้ำ

และนี่ก็คือ 5 ข้อที่คุณควรทำก่อนการออกไปดำน้ำนะคะ เพื่อที่คุณจะสามารถดำน้ำได้อย่างสนุกสนาน และมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นด้วยค่ะ

 

# จุดดำน้ำตื้นในประเทศไทย

ล่องไปตามสายน้ำกับ แคนู

ล่องไปตามสายน้ำกับ แคนู

ล่องไปตามสายน้ำกับ แคนู

อย่างที่รู้ๆกันว่ากีฬา Extreme คือกีฬาที่มีความเสี่ยงสูงในหลายๆ อย่างทั้งในเรื่องของการได้รับบาดเจ็บและหนักสุดถึงขั้นเสียชีวิต แต่ก็ยังมีนักกีฬาอีกหลายๆ คนเลือกที่จะท้าทายกับกีฬาเหล่านี้ ทั้งบนบก, ทางน้ำและทางอากาศ ส่วนมากก็มักจะเล่นกันเป็นกลุ่มอย่างพวกสเกตบอร์ด, โรลเลอร์เบลด และจักรยาน BMX แต่ยังมีอีกกลุ่มที่ชอบการท้าทายไปกับสายน้ำต่างๆ ในโลกนี้ด้วยเรือเพียงลำเดียวที่ทุกคนรู้จักกันดีในเรือแคนูหรือเรือคายัค

ล่องไปตามสายน้ำกับ แคนู

ก่อนอื่นเลยต้องบอกก่อนว่าเรือแคนูกับเรือคายัคนั้นมีลักษณะที่ใกล้เคียงกันแต่มีประวัติการสร้างและรูปทรงที่แตกต่างกันแต่ในการแข่งขันกีฬาจะรวมทั้งสองอย่างไวด้วยกันและใช้ชื่อว่าการแข่งขันพายเรือแคนูแทนประวัติของเรือแคนูที่ถูกบันทึกไว้นั้นรายงานว่าเรือแคนูมีอายุอยู่มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์หลายพันปีเรือแคนูถูกสร้างโดยชาวอินเดียงแดงมีจุดประสงค์เพื่อการค้า, การเดินทาง, ล่าสัตว์และไว้ทำสงครามกับแคว้นที่อยู่ห่างออกไป

ล่องไปตามสายน้ำกับ แคนู

ลักษณะของเรือแคนูนั้นในแต่ละพื้นที่จะมีความแตกต่างกันอย่างเช่นในประเทศนิวซีแลนด์ที่เรือจะมีความยาวมากถึง 35 เมตร และต้องใช้ฝีพายถึง 80 คนด้วยกัน ในขณะที่บางประเทศอาจจะมีความยาวไม่เท่านี้ และอาจจะใช้ฝีพายเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมเป็นหลัก ส่วนประกอบของเรือแคนูที่สร้างโดยชาวอินเดียนแดงในอเมริกาเหนือนั้นจะใช้หนังกวางเป็นส่วนประกอบพร้อมกับเปลือกไม้เอิร์ซ (Birch bark) ขณะที่ชาวอียิปต์จะใช้เปลือกของไม้พาไพรัส (Papyrus reeds) ขณะที่ชาวโพลีเนเซียนจะใช่ท่อนซุงเป็นส่วนประกอบหลัก

วันเวลาผันผ่านไปหลายปีเรือแคนูได้กลายมาเป็นที่นิยมอย่างมากมีนักผจญภัยมักจะใช้เรือแคนูในการสำรวจตามลำน้ำต่างๆและภายหลังจากนั้นจึงได้มีการจัดตั้งสหพันธ์เรือแคนูนานาชาติขึ้น (International Canoe Federation – I.F.C) และได้มีการผลักดันให้เข้าสู่การแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ในปี ค..1928 ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ แต่ตอนนั้นกีฬาแคนูได้เป็นแค่กีฬาสาธิต แต่หลังจากนั้นอีก 12 ปีต่อมาการแข่งขันพายเรือแคนูก็ได้มีการนำเข้าสู่การแข่งขันโอลิมปิกเกมส์อย่างถาวรโดยจะใช้ชื่อว่าการแข่งขันพายเรือแคนูซึ่งเป็นการรวมระหว่างเรือแคนูและเรือคยัคเข้าด้วยกัน

ในปี 1972 เยอรมนีตะวันตก ได้รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพโอลิมปิกเกมส์ และได้ตัดสินใจทุ่มเงินสร้างลำน้ำจำลองขึ้นมาและสามารถคว้าเหรียญทองมาได้ทุกรายการ เรียกว่าการทุ่มเทของพวกเขาไม่สูญเปล่า จากนั้นในปี 1996 โอลิมปิกเกมส์ที่แอตแลนต้า ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็เป็นครั้งแรกที่เรือแคนูได้ทำการแข่งขันในแม่น้ำจริงๆ โดยแข่งขันกันที่แม่น้ำโอโคอี (Ocoee) ในรัฐเทนเนซซี่ซึ่งในครั้งนั้นก็ยังคงเป็นประเทศจากทวีปยุโรปที่ครองเจ้าสายน้ำไป

สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับเรือแคนูจะประกอบด้วยตัวเรือ, ไม้พาย, เสื้อชูชีพ และหมวกกันน็อก ที่ต้องสวมเอาไว้เพราะกันเหตุฉุกเฉินในกรณีที่เรือพลิกคว่ำและอาจจะไปกระแทกกับโขดหินในน้ำ โดยส่วนมากผู้เล่นมักจะพายในลำน้ำที่มีความเชี่ยวพอสมควรเพื่อท้าทายความสามารถ ส่วนในเรื่องของความปลอดภัยในแต่ละจุดจะมีเจ้าหน้าที่พร้อมกับหน่วยกู้ภัยคอยประจำอยู่แต่กระนั้นก็ยังมีบางครั้งที่มีผู้เสียชีวิตจากการพายเรือแคนู เนื่องจากกระแสน้ำที่เชี่ยวกราดและบางครั้งไม่มีการเซฟตี้ที่ดีเลยทำให้จังหวะเรือพลิกคว่ำตัวของผู้เล่นอาจจะหลุดออกจากตัวเรือและไปกระแทกกับโขดหิน ดังนั้นพื้นฐานการว่ายน้ำก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญสำหรับนักกีฬาที่อยากจะเล่นกีฬา Extreme ชนิดนี้นอกจากนี้ยังต้องศึกษาแหล่งน้ำให้ดีว่าจุดไหนที่อันตรายจุดไหนที่สามารถพักได้ในกรณีฉุกเฉิน

Virgin Active Thailand (EmQuartier)

Gravity Lab Bangkok

Gravity Lab Bangkok

สำหรับใครที่เป็นสาย Bouldering ต้องฟังทางนี้ เพราะวันนี้ในเมืองไทยของเรานั้นมี Climbing Gym สำหรับ Boulderers โดยเฉพาะกันแล้ว ซึ่งที่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งฝยิม Indoor ที่ติดแอร์เรียกได้ว่ามาปีนแบบสบายๆกันได้เลย และถ้าใครที่อยากจะเริ่มปีนหน้าผาและว่ายังลังเลอยู่เพราะว่าติดที่กลัวความสูงแล้วล่ะก็ที่นี่ก็เหมาะมากๆที่จะมาเป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นของแวดวงการปีนหน้าผาของคุณ เพราะการปีนแบบ Bloudering นั้นจะมีความสูงไม่เกิน 5 เมตร และมีเบาะนุ่มๆคอยรองรับคุณอีกด้วย

Gravity Lab Bangkok

มาทำความรู้จักกับยิม Gravity Lab Bangkok กันดีกว่า

แค่ได้ยินชื่อก็บอกได้เลยใช่ไหมล่ะคะว่าสไตล์การปีนที่นี่จะต้องเป็นแบบต้านแรงโน้มถ่วงอย่างแน่นอน และก็ถูกต้องแล้วค่ะ เพราะว่าที่นี่จะเป็นหน้าผาจำลองแบบ Bouldering ที่จะเน้นการปีนระยะความสูงไม่มากนัก แต่ว่า Route แต่ละ Route นั่นเข้มข้นมาจริงๆ เพราะว่าจะต้องใช้ความแข็งแรงของทั้งแขนและขา วัดกันที่กำลังแรงบีบมือ ความยืดหยุ่นและความพลิ้วไหว แต่ถ้าหากใครที่ยังเป็นมือใหม่ก็อย่าเพิ่งตกใจไปนะคะ เพราะ Route ง่ายๆสำหรับ Beginner ที่นี่ก็มีเช่นเดียวกัน คุณสามารถค่อยๆฝึกไต่ระดับความง่ายไปจนถึงระดับยากกันได้เลย อีกทั้งที่นี่ก็ยังมีแอร์เย็นฉ่ำเเสนสบายกันอีกด้วยนะคะ

Gravity Lab Bangkok

ที่ Gravity Lab Bangkok แห่งนี้ถือว่าเป็นศูนย์รวมของชาว Boulderers เลยก็ว่าได้ เพราะว่าเป็นยิมเฉพาะสำหรับการปีนแบบ Bouldering มีความสูงไม่มาก ไม่ต้องใช้ Rope ไม่ต้องใช้ Harness เรียกได้ว่าแค่มี Climbing Shoes กับ Chalk ก็ปีนกันได้เเล้ว และอย่างที่ยิมแห่งนี้ก็ยังมี Route มากมายให้คุณได้เลือกปีนและได้ฝึกมือกันด้วย มีทั้ง Wall มีทั้ง Roof ให้ได้ไต่กันอย่างสนุกสนาน และที่สำคัญ ที่นี่เค้ายังเปลี่ยน Route ทุกอาทิตย์ด้วยนะคะ ทำให้คุณสามารถมาลอง Route ใหม่ๆกันได้ตลอดเลยทีเดียว

สำหรับที่ยิม Bouldering Indoor แห่งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่หน้าผาจำลองให้คุณได้มาปีนเล่นเท่านั้นนะคะ แต่ว่าที่นี่เค้ายังมียิมให้คุณได้มาออกกำลังกายกันด้วย แล้วบอกได้เลยว่ามีเครื่องเล่นเยอะมาก ครบมาก ให้คุณได้มาออกกำลังแขน กำลังขาก่อนการปีนหน้าผากันได้เลย นอกจากนั้นที่นี่ก็ยังมีห้องสุขา และห้องอาบน้ำให้บริการด้วยเช่นกัน รวมถึง Climbing Shoes ให้เช่าด้วยนะคะ

ที่ตั้ง

149 ถนนบรมราชชนนี แขวงอรุณอัมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ

เบอร์ติดต่อ : 02 434 3999

วันและเวลาทำการ : วันจันทร์-วันศุกร์ เปิดบริการเวลา 9.00-22.00 วันเสาร์-วันอาทิตย์ เปิดบริการเวลา 9.00-20.00

เอาเป็นว่าใครที่เป็นสาย Bouldering ก็ห้ามพลาดที่ Gravity Lab Bangkok กันนะคะ เพราะที่นี่เค้ามี Route ที่ท้าทายแรงโน้มถ่วงกันเยอะแยะเลยทีเดียวค่ะ

 

# Virgin Active Thailand (EmQuartier)

อาแมนดา คาร์ จอมปั่นลูกครึ่งแห่งแดนสยาม

อาแมนดา คาร์ จอมปั่นลูกครึ่งแห่งแดนสยาม

ย้อนกลับไปในการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ปี 2014 ที่ตอนนั้นประเทศเกาหลีใต้รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ ในการแข่งขันกีฬาจักรยานเป็นอีกหนึ่งชนิดกีฬาที่ทีมชาติหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะคว้าเหรียญติดมือมาให้ได้ และในการแข่งขันประเภทจักรยาน BMX ของฝ่ายหญิงทีมชาติไทยก็คว้าเหรียญทองมาครองได้แบบไม่มีใครคาดคิด แม้แต่แฟนๆ กีฬาชาวไทยเช่นเดียวกัน นักกีฬาคนนั้นไม่มีใครรู้จักแต่เพียงชั่วข้ามคืนเธอกลับมีชื่อเสียงขึ้นมาในฐานะฮีโร่ของวงการจักรยานและประเทศไทย เธอมีนามว่าอาแมนดา คาร์

อาแมนดา คาร์ จอมปั่นลูกครึ่งแห่งแดนสยาม

อาแมนดาไมล์เดรดคาร์ (Amanda Miledred Carr) เกิดวันที่ 24 มิถุนายน พ..2533 (..1990) ที่รัฐฟลอริดาประเทศสหรัฐอเมริกาเธอมีบิดาชื่อแครอลคาร์เป็นชาวอเมริกันอดีตเคยเป็นทหารอากาศของกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาแต่ตอนหลังได้เปลี่ยนอาชีพมาเป็นทนายขณะที่มารดาชื่อว่าละมุลพึ่งโพธิ์เป็นชาวไทยจากจังหวัดอุดรธานี

อาแมนดาคาร์มีชื่อเล่นว่าหยองเธอชื่นชอบจักรยานมาตั้งแต่เด็กๆเนื่องจากลูกพี่ลูกน้องเป็นคนชวนให้เล่นทำให้เธอคลุกคลีกับจักรยานมาโดยตลอดจากนั้นเธอได้มีโอกาสติดทีมชาติสหรัฐฯไล่ตั้งแต่ระดับยุวชน, เยาวชน มาจนถึงทีมชาติชุดใหญ่ เลยทำให้ถูกคาดหวังว่าจะเป็นกำลังสำคัญหลักของทีมชาติสหรัฐอเมริกาต่อไป แต่สุดท้ายเธอกลับตัดสินใจย้ายสัญชาติมาลงแข่งในนามของทีมชาติไทย ซึ่งเธอเผยว่าได้รับการสนับสนุนจากคุณพ่อและคุณแม่อย่างเต็มที่

จากนั้นเธอได้เข้าร่วมการแข่งขันรายการยูซีไอเวิลด์คัพซูเปอร์ครอสที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ในสนามที่ 3 ก่อนที่จะเข้าร่วมการแข่งขันรายการ BMX ไทยแลนด์โอเพ่นที่จังหวัดสระบุรี แต่ตอนนั้นชื่อเสียงของ คาร์ ไม่ได้โด่งดังมากนัก รู้จักกันแค่ในวงการจักรยาน BMX ว่าเป็นนักกีฬาที่โอนสัญชาติมาจากประเทศสหรัฐอเมริกาเพียงแค่นั้น และยังไม่เคยมีสื่อไหนไปสัมภาษณ์หาข้อมูลของเธอเพิ่มเติมเลย จึงทำให้เธอยังเป็นแค่นักกีฬาโนเนมในสายตาของแฟนๆ กีฬาชาวไทย

จนกระทั่งปีพ..2557 ในการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ ที่เมืองอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศไทยได้ส่งนักกีฬาเข้าแข่งขันจักรยาน ซึ่งในประเภท BMX ฝ่ายหญิงตัวแทนของประเทศไทยก็คืออาแมนดาคาร์ซึ่งไม่มีใครคาดคิดว่านักปั่นลูกครึ่งรายนี้จะสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยหลังจากเธอสามารถคว้าเหรียญทองมาให้กับทัพนักกีฬาไทยได้จากนั้นชื่อของเธอก็โด่งดังยิ่งขึ้นไปอีกเพราะตอนสัมภาษณ์เธอให้สัมภาษณ์เป็นภาษาอีสานเลยทำให้สื่อต่างๆให้ความสนใจในตัวอาแมนดาคาร์มากขึ้น

ภายหลังจบการแข่งขันชื่อของอาแมนดาคาร์เริ่มเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นมีการเดินทางไปสัมภาษณ์เธอถึงบ้านที่จังหวัดอุดรธานีโดยเธอบอกว่าที่พูดภาษาไทยได้ชัดเจนเพราะคุณแม่สอนตั้งแต่ยังเป็นเด็กๆควบคู่ไปกับภาษาอังกฤษและในปี 2558 เธอได้รับรางวัลเป็นนักกีฬาที่มีคนกล่าวถึงมากที่สุดในรอบปี พร้อมกับได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นเหรียญทองดิเรกคุณาภรณ์ และได้เข้าแข่งขันในโอลิมปิกเกมส์ปี 2016 ที่ประเทศบราซิล แม้เธอจะไม่สามารถคว้าเหรียญทองมาให้ประเทศไทยได้ แต่เธอก็ภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้ลงแข่งเป็นตัวแทนของประเทศไทย และได้ทำตามความฝันของเธอ

อย่างไรก็ตามในการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ในปี 2018 อาแมนดา คาร์ กลับไม่มีชื่ออยู่ในรายชื่อนักกีฬาของประเทศไทย ท่ามกลางความงุนงงของบรรดาแฟนคลับว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่ และมีข่าวลือออกมาว่าเธอได้เลิกเล่นไปแล้ว จากนั้นเธอได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า ได้กลับศึกษาต่อให้จบตามที่ได้สัญญากับคุณแม่ไว้ และใช้เวลาอยู่กับครอบครัวเพื่อพักผ่อนแต่ยังไม่เลิกขี่จักรยานแต่อย่างใด และยังพร้อมที่จะกลับมารับใช้ชาติอีกครั้ง ซึ่งในปัจจุบัน อาแมนดา คาร์ พักอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และทำงานเป็นประธานให้กับ The BMX Track ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่หวังผลกำไร และทำงานเป็นอาสามสมัครในทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวงการจักรยาน BMX

 

# จักรยาน BMX บุกตะลุยด้วยสองล้อ

Virgin Active Thailand (EmQuartier)

Virgin Active Thailand (EmQuartier)

Virgin Active Thailand (EmQuartier)

วันนี้เราจะพาคุณมาสัมผัสประสบการณ์การปีนหน้าผาจำลอง Indoor ใจกลางกรุงกันนะคะ และบอกได้เลยว่าที่นี่คุณสามารถเดินทางมาได้ง่ายที่สุด สะดวกที่สุด อีกทั้งยังครบวงจรมากๆอีกแห่งหนึ่งเลยทีเดียวก็ว่าได้ และที่ที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี้นั่นก็คือ Virgin Active Thailand สาขา EmQuatier นั่นเอง ซึ่งเหมาะมากๆสำหรับใครที่ชอบออกกำลังกาย เป็นสายรักสุขภาพ และที่สำคัญถ้าคุณเป็นอีกคนนึงที่ชอบปีนเขาก็ต้องห้ามพลาดเลยทีเดียว

Virgin Active Thailand (EmQuartier)

มาทำความรู้จักกับยิม Virgin Active Thailand (EmQuartier) กันดีกว่า

สำหรับที่นี่ก็ถือว่าเป็นศูนย์ออกกำลังกายชั้นนำที่มาพร้อมกับความหรูหรามีระดับ รวมถึงความนครบครันของเครื่องเล่น อีกทั้งในตอนนี้ Virgin Active ก็ยังเอาใจคนที่หลงไหลในการปีนหน้าผา โดยเพิ่ม หน้าผาจำลองมาให้คุณได้ปีนอีกด้วย และด้วยทำเลที่ดีที่สุดของที่นี่ก็ทำให้คุณสามารถเดินทางมาได้อย่างสะดวกสบาย โดยไม่ต้องปวดหัวกับปัญหาการจราจร คุณสามารถนั่ง BTS มาลงที่สถานีพร้อมพงษ์แล้วก็เดินเข้าห้างมาได้เลย นับว่าเป็นอีกหนึ่งแหล่งเชคอินแห่งใหม่ที่เอาใจชาวเมืองไม่น้อย

ถึงแม้ว่าที่นี่จะเป็นสถานที่ออกกำลังที่ครบวงจรแต่ก็ทำได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะ Wall ที่นี่นั่นมีรองรับให้กับนักปีนหน้าผาสุดสายเลยทีเดียว ที่นี่มีทั้งการปีนแบบ Top Rope, Lead Climbing และแบบ Bouldering ด้วยเช่นเดียวกัน นับได้ว่าครบถ้วนมากๆเลยทีเดียว อีกทั้งยังมี Route ที่หลากหลาย ไม่ว่าคุณจะเป็นนักปีนหน้าผา Level ไหนก็สามารถมาเลือกปีนกันได้หมด และแน่นอนว่าที่ก็ยังคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก เพราะฉะนั้นมาตราฐานระดับ Virgin Active Thailand จะไม่ทำให้คุณผิดหวังอย่างแน่นอน

สิ่งอำนวยความสะดวกสบาย

สำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกสบายของที่นี่ก็มีพร้อมสรรพ ไม่ว่าจะเป็น ล็อคเกอร์ ห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ สถานที่ออกกำลังกาย ห้องซาวน่า สปาน้ำอุ่น สระว่ายน้ำ Indoor และกิจกรรมเรียกเหงื่อมากมายที่รอให้คุณได้ลองมาเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ รวมถึงทำเลที่ออยู่ใจกลางเมืองที่สุด เดินทางได้สะดวกสบายที่สุด และประหยัดเวลามากที่สุดอีกด้วย

ที่ตั้ง

ห้างสรรพสินค้า The EmQuartier ชั้น 4 กรุงเทพฯ

เบอร์ติดต่อ : 02 770 9797

วันและเวลาทำการ : วันจันทร์-วันศุกร์ เปิดบริการเวลา 6.00-22.00 วันเสาร์-วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เปิดบริการเวลา 8.00-22.00

เรียกได้ว่าที่ Virgin Active Thailand (EmQuartier) แห่งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ปีนหน้าผาจำลองที่มีความครบครันทั้งทางด้สนความสะดวกสบายในการเดินทาง สถานที่ที่มีมาตรฐาน และยังเป็นศูนย์รวมการออกกำลังชั้นนำอีกหนึ่งแห่งที่เอาใจชาวเมืองมากๆ ถ้าใครเดินช้อปปิ้งกันเบื่อแล้วก็เปลี่ยนมาลองปีนหน้าผากันได้ที่นี่เลยนะคะ

 

# Climb Central Bangkok

ประเภทของสเกตบอร์ด

ประเภทของสเกตบอร์ด

สเกตบอร์ด กีฬาแนวเอ็กสตรีม ที่ได้รับความนิยมแพร่ไปทั่วทุกมุมโลก กับการทรงตัวอยู่บนบอร์ดที่ติดล้อไปตามทาง และใส่ท่วงท่าในการกระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง รวมถึงการเล่นใน VERT (Vertical) สนามแข่งรูปตัว U ขนาดใหญ่ที่นักสเกตบอร์ดจะต้องทิ้งตัวมาจากทางดิ่งของอีกฝั่งเพื่อจะมากระโดดขึ้นอีกฝั่งโดยหากใครกระโดดได้สูงและมีลูกเล่นขณะที่ลอยอยู่กลางอากาศจะได้รับทั้งคะแนนและคำยกย่องเป็นอย่างมากและวันนี้ของฝากสำหรับมือใหม่เป็นความรู้เล็กๆน้อยๆคือจะพามารู้จักกับประเภทของสเกตบอร์ดว่ามีกี่ประเภทและมีอะไรบ้าง

สำหรับมือใหม่อาจจะคิดว่าสเกตบอร์ดนั้นมีแค่แบบเดียวแต่จริงๆแล้วสเกตบอร์ดแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทหลักๆด้วยกันดังนั้นมือใหม่จะต้องเลือกให้ดีว่าต้องการจะเล่นกับบอร์ดแบบไหนเพื่อความคล่องตัวและความปลอดภัยของตัวผู้เล่นเอง

ประเภทของสเกตบอร์ด

1. สเกตบอร์ด ออริจินัล (Skateboard Original)

สเกตบอร์ดหน้าตาปกติทั่วไปที่มักจะเห็นได้บ่อย เพราะนี่คือจุดแรกเริ่มของสเกตบอร์ดที่แปรเปลี่ยนมาจาก Surfing และไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัยบอร์ดออริจินัลก็ยังคงความคลาสสิคเอาไว้ไม่เสื่อมคลาย แผ่นไม้ทำมาจากไม้เมเปิ้ลทำให้มีความแข็งแรงและมีความยืดหยุ่น ขนาดความกว้างของบอร์ดออริจินัลจะอยู่ที่ 7.5 นิ้ว – 8.5 นิ้ว มีความยาวอยู่ที่ 32 นิ้ว เป็นแผ่นบอร์ดที่บรรดามือใหม่ทุกคนจะต้องเริ่มเล่น สำหรับมือใหม่แนะนำให้เลือกบอร์ดที่มีขนาดใหญ่เพื่อการทรงตัวและทำท่าพื้นฐานอย่าง ออลลี่ (Ollie) ท่าที่นักสเกตบอร์ดต้องทำเป็น ดูเหมือนง่ายแต่กลับไม่ง่ายอย่างที่คิด และสำหรับผู้ที่ชำนาญแล้วหรือขั้นเซียนอาจจะมีการนำบอร์ดไปปรับแต่งหรือลดขนาดลงมา

2. ลองบอร์ด (Longboard)

เพิ่มความยากขึ้นไปอีกขั้นสำหรับผู้ที่ชำนาญแล้ว และได้รับการยกย่องเป็นบอร์ดที่เล่นยากมาก เพราะมีขนาดกว้างถึง 8 – 8.5 นิ้ว และความยาวที่เพิ่มขึ้นไปจนถึง 34 – 40 นิ้วทำให้การทรงตัวยากขึ้นกว่าเดิม และในส่วนของล้อทั้งหมดก็ยื่นออกมาจากแผ่นบอร์ดเลยทำให้บอร์ดตัวนี้เป็นบอร์ดที่บรรดาเซียนๆ ใฝ่ฝันอยากจะมีไว้ในครอบครอง ซึ่งส่วนมากผู้ที่ชื่นชอบลองบอร์ดมักจะชอบใช้ท่าหมุนไปมาในระหว่างที่สไลด์ลงจากเนินสูง แต่สำหรับมือใหม่ที่แนะนำให้ทำท่าง่ายๆ อย่าง Carve ดูก่อนอย่าเพิ่งไปถึงขั้นแอดวานซ์กว่านั้นเพื่อป้องกันตัวเองด้วยเช่นกัน

3. เพนนีบอร์ด (Pennyboard)

มากันต่อที่บอร์ดขวัญใจสาวๆ กับ เพนนี่บอร์ด บอร์ดที่มีขนาดเล็กกว่า 2 อันที่กล่าวมาในตอนแรกมีขนาดให้เลือกแค่ 22 และ 27 นิ้วเท่านั้นและตัวบอร์ดทำมาจากพลาสติกแต่เป็นพลาสติกที่มีความแข็งแรงมากแถมยังมีน้ำหนักที่เบากว่าบอร์ดที่ทำจากไม้ทำให้สามารถพกพาไปได้สะดวกในทุกที่เหมาะสำหรับสาวๆที่อยากไถบอร์ดเล่นให้หนุ่มๆมองตามแต่บอร์ดตัวนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้หญิงเท่านั้นแต่หนุ่มๆก็เล่นได้เช่นเดียวกันด้วยล้อที่มีขนาดใหญ่จะช่วยในการทรงตัวได้ดียิ่งขึ้นซึ่งบอร์ดตัวนี้มีแค่ท่าเบสิคนิดๆหน่อยๆไม่ได้เน้นการเล่นท่าอะไรมากมายแต่เน้นที่สะดวกในการพกพาและไถเล่นแบบชิลๆมากกว่า

4. ฟิงเกอร์บอร์ด (Fingerboard)

มากันที่ประเภทสุดท้ายก็ตรงตัวตามชื่อเลยคือบอร์ดที่ใช้นิ้วมือในการเล่นมีขนาดเพียงแค่ 4 นิ้วเท่านั้นแต่ได้ความเท่ความคูลเป็นของสะสมเก๋ไปโดนปริยายแต่ถ้าใครคิดว่าบอร์ดอันนี้เล่นง่ายคุณคิดผิดทันทีเพราะฟิงเกอร์บอร์ดต้องใช้นิ้วในการบังคับในการทำท่าต่างๆขนาดพวกเซียนบอร์ดธรรมดายังต้องมาตกม้าตายกับฟิงเกอร์บอร์ดแต่หากใครที่ฝึกฝนจนชำนาญและหยิบออกมาเล่นโชว์คงจะเท่ห์ไปอีกแบบ

 

# Extreme motorsport คืออะไร

Extreme motorsport คืออะไร

Extreme motorsport คืออะไร

Extreme motorsport คือกีฬาเอ็กซ์ตรีมที่อยู่ในรูปแบบของการแข่งขันทางด้านยานพาหนะ ที่ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันรถแข่ง มอเตอร์ไซต์วิบาก หรือการแข่งขันยานยนต์ทางน้ำ รวมไปถึงเครื่องบินทางอากาศ ก็อยู่ในหมวดเดียวกันกับกีฬาด้าน motorsport ซึ่งจะเพิ่มความผาดโผด หรือความวิบากดลดโผนมากขึ้น จนกลายเป็นกีฬาด้าน Extreme motorsport นั่นเอง ซึ่งประเภทของ Extreme motorsport นั้นแท้จริงแล้วมีแยกย่อยอยู่หลากหลายประเภท หลากหลายรูปแบบ แตกต่างกันไปตามยานพาหนะที่ใช้ รวมไปถึงสถานที่ในการแข่งขัน ก็ถูกแบ่งออกเป็นประเภทที่แตกต่างกันได้เช่นเดียวกัน โดยทางเราได้รวบรวมมาทั้งหมด 5 ประเภท Extreme motorsport ดังนี้

Extreme motorsport คืออะไร

  Rally Racing

เป็นกีฬาเอ็กซ์ตรีม มอเตอร์สปอร์ทแบบแรกที่พบเห็นได้บ่อย โดยเป็นรูปแบบการแข่งขันความเร็วของ รถแรลลี่ รถยนต์ขนาดเล็ก หรือรถยนต์ที่ใช้กันทั่วไป แต่นำมาดัดแปลงให้เพิ่มความเร็ว และการทรงตัวกับพื้นถนนให้ดีมากยิ่งขึ้น สำหรับสนามการแข่งขันในรูปแบบ แรลลี่ นี้ จะเป็นสนามที่ไม่มีการลาดยางถนน ซึ่งอาจจะเป็นดินร่วน ๆ หรือหากเจอสภาพอากาศที่ฝนตก ความยากในการบังคับทิศทางรถก็จะเพิ่มมากขึ้น โดยทั้งหมดนี้ผู้แข่งขันจำเป็นต้องฝึกฝนการบังคับรถยนต์ให้มีความคล่องตัวไปกับสถานการณ์ที่ไม่อาจคาดเดาได้ในภายภาคหน้า และที่ขาดไม่ได้เลยคือความเร็ว ความแรงของรถยนต์ ที่จะทำให้นักแข่งถึงเส้นชัยก่อนใครนั่นเอง

Extreme motorsport คืออะไร

  Demolition Derby

เป็นกีฬาเอ็กซ์ตรีม แบบ มอเตอร์สอร์ท อีกหนึ่งประเภทที่มีความโลดโผน ดิบ เถื่อน และมันส์ เป็นอย่างมาก กับการแข่งขัน ขับรถยนต์ที่เน้นการหยุดผู้แข่งขัน หรือรถของผู้แข่งขันคนอื่น ๆ ด้วยวิธีการที่ผู้แข่งขันจำเป็นต้องสร้างความเสียหายให้รถยนต์ของคนอื่น ๆ โดยผู้ที่เข้าเส้นชัยได้ก่อนคือผู้ชนะ แต่ความเอ็กซ์ตรีมที่ยากขึ้นนั้น คือสภาพถนนที่มีทั้งบ่อโคลน ความขรถขระต่าง ๆ ของพื้นถนน ที่ไม่ได้ถูกลาดยางมาเป็นอย่างดี อีกทั้งยังต้องทำลายผู้แข่งขัน โดยการสรรสร้างหาวิธีที่ทำให้รถคันอื่น ๆ เสียหายอีกด้วย ถือว่าเป้นความท้าทายที่น่าสนใจของการแข่ง Extreme motorsport ประเภทนี้เป็นอย่างมาก

  Drifting

เชื่อว่าแฟน ๆ การแข่งรถส่วนใหญ่คงคุ้นชินกับการ ดริฟท์ ที่อาจเกิดขึ้นได้บ่อยในการแข่งรถ แต่การดริฟท์นั้นอาจทำให้ผู้แข่งขันการขับรถเพื่อความเร็วนั้น เสียเวลา และเสียความเร็ว ไปกับการดริฟท์เข้าโค้งได้ เพราะการดริฟท์นั้นเกิดจากการเยียบเบรคที่มากเกินไปและทำให้เสียแรงฉุดในการเลี้ยวได้ แต่ความเท่ของการ ดริฟท์ รถ ทำให้เกิดกีฬามอเตอร์สปอร์ทชนิดใหม่อย่าง Extreme motorsport Drifting ขึ้นมา เพื่อแข่งขันการดริฟท์ที่เพอเฟคที่สุด โดยวัดจากการแสดงดริฟท์รถ ในส่วนของมุมรถ ล้อรถ และควันที่เกิดขึ้นจากการดริฟท์ ถือว่าเป้นกีฬาเอ็กซ์ตรีมที่เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน แต่กลับได้รับความนิยมสูงมาก

  Motocross

หรือการแข่งขันมอเตอร์ไซค์วิบาก ก็ถือว่าเป็นกีฬาเอ็กซ์ตรีมอีกหนึ่งประเภทที่ได้รับความสนใจมากอย่างยาวนาน โดยเป็นการแข่งขันกีฬาการแข่งรถมอเตอร์ไซค์ ที่มีรูปแบบออฟโรด มีการสร้างสนามการแข่งขันให้เป็นลักษณะเนินเขา บางเนินเขามีความชันสูงมาก มาพร้อมถนนดินขรุขระที่มีความอันตรายสูง ถือว่าเป็น Extreme motorsport ที่มีทั้งความอันตรายต่อผู้แข่งขันสูง แต่กลับสร้างความตื่นเต้นเร้าใจต่อผู้รับชมมากเลยทีเดียว

  Freestyle Motocross

เป็นกีฬาเอ็กซ์ตรีมที่ต่อยอดมาจาก มอเตอร์ไซค์วิบาก โดยเป็นรูปแบบการแข่งขันมอเตอร์ไซค์วิบากแบบฟรีสไตล์ เน้นการใหคะแนนจากการโชว์ท่วงท่าลีลาการขับ โดยเฉพาะช่วงการลอยตัวกลางอากาศ ที่ถือว่าเป็นจุดเด่นของกีฬาเอ็กซ์ตรีมประเภทนี้ สำหรับการแข่งขัน Extreme motorsport ประเภท Freestyle Motocross นั้น นักแข่งจะต้องเปิดตัวด้วยการขับมอเตอร์ไซค์วิบากให้ลอยตัว สตั้นอยู่กลางอากาศ จากการกระโดของตัวยานยนต์ คล้าย ๆ กีฬายิมนาสติกที่ใช้มอเตอร์ไซค์เป็นของคู่กายนั่นเอง

 

การเตรียมตัวก่อนไปปีนหน้าผาจำลอง

Rock Domain Climbing Gym

Rock Domain Climbing Gym

Rock Domain Climbing Gym

ถ้าใครที่อยากจะลองมาปีนหน้าผาจำลองแบบ Indoor เราขอแนะนำให้คุณมาพบกับยิมปีนหน้าผาที่เรียกได้ว่าใหญ่ที่สุดในประเทศไทยกันที่นี่เลย Rock Domain Climbing Gym เพราะที่นี่ขึ้นชื่อว่าเป็น Community ของเหล่านักกีฬาปีนหน้าผาและผู้ที่ชื่นชอบในการปีนหน้าผาเลยก็ว่าได้ ด้วยความที่มีพื้นที่ใหญ่โต จึงมี Wall และมี Route ให้ปีนมากมายหลากหลายเส้นทาง เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงเลยว่าจะคนเยอะแล้วคุณจะไม่ได้ปีนเท่าที่ควร เพราะที่นี่นั่นสามารถรองรับได้พอดีอย่างแน่นอน และไม่ว่าคุณจะเคยปีนมาบ้างแล้ว หรือว่าไม่เคยปีนมาก่อนเลยก็ไม่ต้องห่วงเพราะที่นี่เหมาะสำหรับทุกวัยทุก level เลยทีเดียว

Rock Domain Climbing Gym

มาทำความรู้จักกับยิม Rock Domain Climbing กันที่กว่า

สำหรับที่ยิมปีนหน้าผาแบบ Indoor แห่งนี้นั่นถือว่าเป็นยิมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ด้วยขนาด 1,460 ตารางเมตร ซึ่งมีหน้าผาจำลองหลายแบบหลากสไตล์ให้คุณได้เลือกปีน ไม่ว่าจะเป็นแบบ Top Rope, Lead Climbing หรือ Bouldering ก็มีทั้ง Wall และ Roof ให้ได้ลองปีนกันอย่างสนุกสนาน เพียงเท่านั้นยังไม่พอที่นี่ก็มีในส่วนที่เป็นยิมให้คุณได้ทดลองพละกำลังของมือ แขน และขาของคุณได้อีกด้วย ที่ Rock Domain Climbing Gym แห่งนี้นับได้ว่าคำนึงถึงความปลอดภัยได้ดีมากๆเลยทีเดียว เพราะสำหรับการปีนแบบ Top Rope ที่นี่จะมีรอกที่ช่วยคานน้ำหนัก ทำให้ถึงแม้ว่า Climber จะมีน้ำหนักตัวที่มากกว่า Belayer เป็นเท่าตัวก็สามารถปีนได้ และสามารถลงมาได้อย่างปลอดภัยอีกด้วย

Rock Domain Climbing Gym

ที่นี่นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งหน้าผาจำลอง Indoor ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากกลุ่มนักปีนหน้าผา เพราะด้วยความกว้างขวาง และความเอาใจใส่ของเจ้าหน้าที่ที่นี่ทำให้คุณทุกคนรู้สึกอบอุ่น เป็นกันเอง และหลายๆคนยังได้มารู้จักเพื่อนใหม่ๆ รวมถึงได้ Buddy ในการปีนสหน้าผาจากที่นี่อีกด้วยนะคะ และที่สำคัญถึงแม้ว่าคุณจะไม่เคยมีประสบการณ์การปีนหน้าผาจำลองมาก่อนเลย เจ้าหน้าที่ที่นี่ก็พร้อมที่จะสอนและให้คำแนะนำเป็นอย่างดี สำคัญข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการปีนหน้าผา ทั้งการเป็น Climber และ Belayer

สิ่งอำนวยความสะดวกสบาย

ด้วยความที่มีพื้นที่กว้างขวางไม่ใช่เฉพาะในยิมเท่านั้น ลานจอดรถที่นี่ก็กว้างมากด้วยเช่นกัน อีกทั้งที่นี่ยังมีคาเฟ่ให้คุณได้ซื้ออาหาร เครื่องดื่ม และขนมทานกันได้อีกด้วย รวมถึงที่เช่าอุปกรณ์ต่างๆ ทั้ง Climbing Shoes และ Harness สำหรับใครที่มีสัมภาระมากมายก็ไม่ต้องกังวล เพราะว่ามีห้องล็อคเกอร์สำหรับเก็บของให้คุณด้วยเช่นกัน รวมถึงห้องสุขา และห้องอาบน้ำ

ที่ตั้ง

ที่ Rock Domain Climbing Gym จะตั้งอยู่ที่ 1780 ถนนบางนา-ตราด บางนา กรุงเทพฯ ซึ่งยิมแห่งนี้จะอยู่ติดกับถนนเลย

เบอร์ติดต่อ : 02 399 4648

วันและเวลาทำการ : วันจันทร์-วันศุกร์ ให้บริการเวลา 11.00-21.30 วันเสาร์-วันอาทิตย์ ให้บริการเวลา 10.00-21.30

หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่อยากจะมาเปิดประสบการณ์การปีนเขาที่น่าประทับใจ มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลให้การแนะนำอย่างเป็นกันเอง มีพื้นที่กว้างขวางแล้วล่ะก็ เราแนะนำให้คุณมาที่นี่เลย Rock Domian Climbing Gym รับรองได้ว่าคุณจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

 

การเตรียมตัวก่อนไปปีนหน้าผาจำลอง