ความแตกต่าง หมวกกันน็อก สำหรับมอเตอร์ไซค์ รถยนต์

ความแตกต่าง หมวกกันน็อก สำหรับมอเตอร์ไซค์ รถยนต์

ความแตกต่าง หมวกกันน็อก สำหรับมอเตอร์ไซค์ รถยนต์

 

ความแตกต่าง หมวกกันน็อก สำหรับมอเตอร์ไซค์ รถยนต์

 

กีฬา Motorsport หรือกีฬาที่แข่งขัน ด้วยความเร็วนั้น เป็นชื่อเรียกรวม ทุกยานยนต์ ที่มีการจัดแข่ง มอเตอร์ไซค์ และรถยนต์ ก็เป็นหนึ่ง ในรายการนี้ด้วย ซึ่งสำหรับคนดู ที่ไม่ได้รู้ลึก อย่างเราอาจจะคิดว่า สิ่งที่คล้ายกันของ 2 การแข่งนี้คือ หมวกกันน็อก ซึ่งความจริง แล้วมันมีความต่างกัน พอสมควรเลย จะมีอะไรบ้างมาดูกัน

 

 

  1. ความทนทาน ต่อแรงกระแทก ในหมวกกันน็อก ของรถยนต์ จะถูกทำให้รับแรงกระแทก ได้ดีกว่าของมอเตอร์ไซค์ เพราะภายในรถยต์ มีอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่แข็งแรงอยู่มาก ในขณะที่ของมอเตอร์ไซค์จะทำให้เน้นรับแรงเสียดทานจากการถูและไถลมากกว่า
  2. ความทนทาน ต่อไฟ หมวกกันน็อก ของรถยนต์ จะถูกทำให้มีความทน ต่อไฟ มากกว่า ด้วยวัสดุ ที่ใช้ผลิดและการปิดกั้นช่องทางที่ไฟจะเข้าถึง เพราะเวลาเกิดอุบัติเหตุ ผู้เข่งรถยนต์มักจะติดอยู่ภายในตัวรถซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดไฟไหม้และออกมาไม่ได้มากกว่านั่นเอง
  3. ส่วนป้อง กันเสริมต่างกัน หมวกกันน็อก ของมอเตอร์ไซค์ และรถยนต์ จะมีส่วนป้องกัน เสริมต่างกัน คือในหมวกของรถยนต์ จะต้องสามารถ ติดอุปกรณ์ป้องกันศีรษะ และคอได้เพื่อป้องกันการบาดเจ็บถึงชีวิต ซึ่งในส่วนของมอเตอร์ไซค์นั้นส่วนป้องกันนี้จะอยู่ที่ชุดแทน
  4. โครงสร้าง ภายนอก และ การกันเสียงรบกวน หมวกของรถยนต์ นั้นจะออกแบบเรียบ ๆ ไม่ต้องคำนึงถึง การต้านแรงลมใด ๆ เพราะใส่อยู่ภายในตัวรถเท่านั้น อีกทั้งยังไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำหนักหรือการตัดเสียงรบกวนด้วย ในขณะที่หมวกของมอเตอร์ไซค์จะต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้มากกว่า

 

 

ความแตกต่าง หมวกกันน็อก สำหรับมอเตอร์ไซค์ รถยนต์


 

.

.

รีวิวกระดาน เซิร์ฟบอร์ด RADBUG ขนาด 40 นิ้ว

รีวิวกระดาน เซิร์ฟบอร์ด RADBUG ขนาด 40 นิ้ว

รีวิวกระดาน เซิร์ฟบอร์ด RADBUG ขนาด 40 นิ้ว

 

รีวิวกระดาน เซิร์ฟบอร์ด RADBUG ขนาด 40 นิ้ว

การโต้คลื่น หรือ การเล่นเซริฟ์บอร์ด ตอนนี้เริ่มเข้ามามีอิทธิพลในเมืองไทย เพราะเมื่อก่อนการเล่นเซริฟ์บอร์ดเริ่มต้นมาจากต่างประเทศเป็นหลัก เเละมักจะมีชาวต่างชาตินำกระดานโต้คลื่นเข้ามาเล่นที่ทะเลของประเทศไทยก็เยอะ คนไทยเราจึงเห็นความน่าสนใจเเละนำมาเล่นกันบ้าง

นอกจากนี้ ยังได้ถูกยก เป็นกีฬาทางน้ำชนิด หนึ่งที่มีการจัดเเข่งขันกัน นอกจากนี้ยังสามารถช่วยคลายความกังวลเเละความเครียดจากการเหนื่อยล้ากับเรื่องต่าง ๆ เพราะการได้โลดเเล่นอยู่ท่ามกลางผืนทะเล ช่วยให้เราได้รู้สึกผ่อนคลาย วันนี้เราจึงจะมา รีวิวกระดาน เซิร์ฟบอร์ด อุปกรณ์สำคัญที่ขาดไม่ได้ จะเป็นอะไร ไปดูกัน

 

 

สำหรับตัวกระดาน เซิร์ฟบอร์ดที่เราจะมาแนะนำก็คือ RADBUG ขนาด 40 นิ้ว มาพร้อมกับการดีไซน์ที่เก๋และไม่เหมือนใคร เชื่อว่าถ้าใครเห็นจะต้องสะดุดตาจนหันมามอง เพราะมีการดีไซน์เป็นสีกรม เนื้อหยาบ ตัดกับลายหินอ่อนสีแดง

นอกจากจะสวย แล้วยังคุณภาพดี ตอบโจทย์นักโต้คลื่น มาพร้อมกับขนาดกำลังดี กะทัดรัด ซึ่งรุ่นนี้สามารถใช้ได้ กับคลื่นทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะคลื่นเล็ก หรือ คลื่นใหญ่ก็สามารถเล่นได้ เพราะบางรุ่น ก็ออกแบบมาสำหรับ ความแรง ของคลื่นที่ต่างกัน

 

แต่รุ่นนี้เล่น ได้หมด พิเศษกว่านั้นรุ่นนี้ พัฒนาขึ้นร่วมกับ Nicolas Capdeville แชมป์โลกสามสมัย มาพร้อมสายโยงต้นแขนแบบเกลียว รัดได้โดยใช้มือเพียงข้างเดียว เคลือบบอร์ดด้วยน้ำยาก่อนใช้ แกนโพลีโพรพิลีน คานวัสดุผสม และยางสลิคทอจากเซอร์ลีน  มีร่องน้ำด้านข้างใต้กระดานขนาดสัน 50 / 50 ราคา 4,000 บาท

 

 

รีวิวกระดาน เซิร์ฟบอร์ด RADBUG ขนาด 40 นิ้ว


 

.

.

 

รู้จัก 7 สุดยอดผู้เล่น Body Boarding

รู้จัก 7 สุดยอดผู้เล่น Body Boarding

รู้จัก 7 สุดยอดผู้เล่น Body Boarding

อีกหนึ่งกีฬา Extreme ทางน้ำชนิดใหม่ ที่ถือกำเนิดขึ้นมาและกลายเป็นที่นิยมแพร่หลายอย่างมากในปัจจุบัน นั่นก็คือ Body Boarding นั่นเอง ทั้งนี้ถึงแม้รูปแบบการเล่นต่าง ๆ นั้น หากมองแบบผิวเผินแล้วจะมี ความคล้าย Surfing อยู่พอสมควรแต่อย่างไรก็ตาม หากคุณได้ทดลองเล่นกีฬาชนิดนี้แล้ว จะพบว่าความสนุกสนานที่ได้รับและเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Body Boarding นั้น ไม่เหมือนกับ การเล่นกีฬา Surfing อย่างแน่นอน

 

ถึงแม้ในไทย Body Boarding อาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก โดยหากพูดถึงกีฬา Extreme ทางน้ำแล้ว ผู้คนมักจะนึกถึงการเล่น Surfing เสียมากกว่า นอกจากนี้ Body Boarding เองก็ถือว่าเป็นรูปแบบของกีฬาที่ถือกำเนิดขึ้นมาใหม่ได้ไม่นาน

 

แต่อย่างไรก็ตามทางฝั่งประเทศโซนยุโรปนั้นก็ถือได้ว่ามีผู้นิยมเล่นเป็นจำนวนมากไม่แพ้ให้กับ Surfing เลยทีเดียว ซึ่งจะสามารถสังเกตได้ว่า ผู้เล่น Body Boarding ในระดับมือโปรที่มีชื่อเสียงนั้นส่วนใหญ่แล้ว มักจะมาจากทางชาติตะวันตกเสียมากกว่า ทั้งนี้หากคุณเป็นอีกหนึ่งคนที่สนใจในกีฬาชนิดนี้อยู่เช่นกัน ในวันนี้เราจะพาไปทำความรู้จัก 7 สุดยอดผู้เล่น Body Boarding ระดับตำนาน ที่ถือได้ว่าเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักกีฬาBody Boarding รุ่นใหม่หลายๆคนในปัจจุบัน

โดย 7 สุดยอดผู้เล่น Body Boarding ระดับตำนาน ที่เราจะพามาทำความรู้จักกันนั้น มีดังต่อไปนี้

 

รู้จัก 7 สุดยอดผู้เล่น Body Boarding

 

  1. Mike Stewart 

ได้รับการขนานนามว่าเป็นสุดยอดผู้เล่น Body Boarding แห่งยุคบุกเบิกเลยทีเดียว โดยตัวไหมเองเริ่มต้นการเล่นกีฬาชนิดนี้มาตั้งแต่ในช่วงปลายยุค 80 ทั้งนี้สามารถการันตีฝีมือการเล่นของ เขาได้ด้วยการเป็นแชมป์โลกในกีฬาชนิดนี้ถึง 9 สมัย นอกจากนี้ Mike Stewart ยังได้รับการยกย่องในหมู่ผู้เล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีมชนิดนี้ด้วยว่าเป็นผู้เล่น Body Boarding ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา ไม่เพียงเท่านั้น Mike ยังเป็นหนึ่งในผู้พัฒนาอุปกรณ์การเล่น Body Boarding ให้เปลี่ยนแปลงไปตามความเหมาะสมของยุคสมัยจนกลายมาเป็นรูปแบบอย่างที่เห็นกันในปัจจุบันนั่นเอง

 

  1. Ben Severson

หากพูดถึง Mike Stewart แล้ว แน่นอนว่า ชื่อที่มาคู่กันนั้นก็จะต้องเป็น Ben Severson อย่างแน่นอน ทั้งนี้เนื่องจาก Ben นั้น ถือว่าเป็นเพื่อนคู่คิดและ คู่แข่งคนสำคัญที่เริ่มต้นบุกเบิกในกีฬาชนิดนี้มาพร้อมๆกับ Mike โดยในแวดวงของกีฬาชนิดนี้แล้ว ต่างให้การขนานนามกับ Ben เอาไว้ว่า เป็นอีกหนึ่งบุคคลในระดับตำนานของวงการ Body Boarding  นอกจากนี้ Ben เองก็ยังมีรางวัลมาการันตีด้วยการเป็นแชมป์โลก Body boarding ในปี 1986 อีกด้วย

 

  1. Guilherme Tamega 

เป็นอีกหนึ่งนักกีฬา Body Boarding  ขวัญใจผู้ชมหลายๆคน ที่ชื่นชอบการแข่งขันกีฬาชนิดนี้ ทั้งนี้เนื่องจากรูปแบบการเล่นของ Guilherme Tamega  นั้น มักเน้นไปที่ความโฉบเฉี่ยวดุดันอันเป็นสไตล์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเขาเอง นอกจากนี้ในด้านฝีมือการเล่น Body Boarding นั้น ก็ตกเป็นรองเพียงแค่ Mike Stewart เท่านั้น โดย Guilherme Tamega ก็มีรางวัลมาการันตีด้วยการเป็นแชมป์โลก Body Boarding ถึง 6 สมัยเลยทีเดียว

 

 

  1. Michael Eppelstun

นัก body boarding ชื่อดังจากประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์การเป็นแชมป์โลก ที่ไม่ใช่ผู้เล่นในประเทศสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังเป็นผู้เริ่มต้นและพัฒนาการเล่น body Boarding ในท่า Air Roll Spin และ Black flip นั่นเอง

  1. Paul Roach

อีก 1 ผู้เล่น body boarding จากอเมริกา ถือได้ว่าเป็นผู้เล่นคนแรกๆที่เริ่มต้นการเล่น ในรูปแบบใช้เข่าทรงตัว อยู่บนอุปกรณ์ นอกจากนี้ในปัจจุบันนั้นPaul Roach ยังเป็นเจ้าของโมเดล Body Boarding รุ่น Limited ที่เขาเป็นผู้คิดค้นออกแบบด้วยตนเองถึง 2 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ Paul Roach LTD และ Paul Roach DK

 

 

  1. Jeff Hubbard

นัก Body Boarding สัญชาติอเมริกา ที่ การตีผลงานและฝีมือได้จากการเป็นแชมป์โลก 3 สมัย ทั้งนี้นอกเหนือจากที่เจ้าตัวนั้น จะมีรางวัลสำหรับการแข่งขัน Body Boarding จากรายการต่างๆทั่วโลกมากมาย  แต่อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ผู้คนจดจำ Jeff Hubbard นั่นก็คือเทคนิคการเล่น และม้วนตัวบนอากาศที่อยากจะหาใครเลียนแบบได้นั่นเอง

  1. Andre Botha 

นัก Body Boarding สัญชาติแอฟริกาใต้ ที่ไม่ได้มีเพียงฝีมือในการโต้คลื่นขนาดใหญ่ได้อย่าง แยบยลและสวยงามเท่านั้น แต่ Andre Botha เองยังได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้เล่นที่สามารถคว้าแชมป์โลกได้ในขณะที่อายุน้อยที่สุดอีกด้วย โดยในปี 1998 ที่ เจ้าตัวสามารถคว้าแชมป์โลกครั้งแรกในการแข่งขัน กีฬา Body Boarding มาได้นั้น Andre Botha มีอายุเพียงแค่ 17 ปีเท่านั้นเอง นอกจากนี้เขายังเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดเพียงคนเดียว ที่สามารถเอาชนะ Mike Stewart ได้อีกด้วย

 

 

และทั้งหมดนี้คือการพามาทำความรู้จัก 7 สุดยอดผู้เล่น Body Boarding ซึ่งแต่ละคนนั้นถือได้ว่าเป็นผู้มีคุณูปการต่อกีฬาชนิดนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว นอกจากนี้ ฝีไม้ลายมือของแต่ละคนนั้นยังเข้าขั้นระดับตำนาน ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจ และส่งต่อรูปแบบการเล่นสไตล์ต่างๆของตนเองให้กับนัก Body Boarding รุ่นใหม่ ที่ก้าวเข้ามาสู่วงการของกีฬา Extreme ชนิดนี้อีกด้วย

 

 

รู้จัก 7 สุดยอดผู้เล่น Body Boarding


 

Canoeing กีฬาทางน้ำ บรรจุลงในโอลิมปิก 2020

Canoeing กีฬาทางน้ำ บรรจุลงในโอลิมปิก 2020

Canoeing กีฬาทางน้ำ บรรจุลงในโอลิมปิก 2020

 

Canoeing กีฬาทางน้ำ บรรจุลงในโอลิมปิก 2020

 

สำหรับมหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ โอลิมปิกเกมส์ ณ กรุงโตเกียว 2020 ที่ได้ผ่านมานั้น แน่นอนว่าไม่ได้มีเพียงแค่กีฬาประเภททั่วไปที่ถูกบรรจุลงไปในการแข่งขันเท่านั้น แต่หนึ่งในกีฬาเอ็กซ์ตรีมทางน้ำ ที่มีชื่อเรียก ว่า Canoeing นั้น ก็ถูกบรรจุลงไปเป็นหนึ่งในรายการแข่งขัน ที่มีนักกีฬาจากหลากหลายประเทศทั่วโลก ต่างตบเท้าเข้ามาชิงชัย กันอย่างมากมายอีกด้วย

ทั้งนี้ หากคุณเองก็เป็นอีกหนึ่งคน ที่กำลังสนใจ กีฬา Extreme ทางน้ำชนิดนี้อยู่เช่นกัน ในวันนี้ เราจะพามาทำความรู้จัก กับ Canoeing กีฬาทางน้ำ ที่ถูกบรรจุลงในโอลิมปิก 2020 ซึ่งแน่นอนว่าหลังจากอ่านจบแล้ว ผู้อ่านจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในรูปแบบสำหรับการแข่งขัน กีฬาชนิดนี้มากขึ้น อย่างแน่นอน

 

 

ประวัติ กีฬา Canoeing

กีฬา Canoeing นั้น เป็นกีฬาเก่าแก่ที่ ที่ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกตั้งแต่ช่วง ศตวรรษที่ 19  โดยในช่วงการเริ่มต้นนั้น มีสโมสรแรกถูกจัดตั้งขึ้นมาอย่างเป็นทางการ ณ กรุงลอนดอน เมื่อปี 1866 หลังจากนั้น กีฬาชนิดนี้จึงเริ่มกลายเป็นที่นิยมและแพร่หลายเพิ่มมากขึ้น โดยมีการจัดตั้งสโมสรในประเทศต่าง ๆ ตามหลังขึ้นมาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา รัสเซีย ออสเตรเลีย หรือ ฝรั่งเศส นอกจากนี้ หลังช่วงปี 1890  ประเทศหลายประเทศในทวีปเอเชีย ก็ได้เริ่มต้นจัดตั้งสโมสรสำหรับการแข่งขันกีฬาชนิดนี้ขึ้นมาด้วยเช่นเดียวกัน  ทั้งนี้ ด้วยความนิยมที่แพร่หลายเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว รวมไปถึงการจัดตั้งสโมสร สำหรับ Canoeing มากมายทั่วโลก ในที่สุดก็ได้มีจัดตั้งเพื่อใช้เป็นศูนย์กลางสำหรับสร้างเครือข่ายสโมสรทั้งหมด ด้วยการสร้าง สหพันธ์เรือแคนูนานาชาติ (International Canoe Federation, ICF) ขึ้นมา ในปี 1946 นั่นเอง

กีฬา Canoeing และ มหกรรม โอลิมปิก

ในส่วนของ กีฬา Canoeing กับมหกรรมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกนั้น เริ่มต้นครั้งแรก ณ โอลิมปิก กรุงเบอร์ลิน ปี 1936 โดยถูกรวมเอาไว้เป็นรายการแข่งขันเดียวกัน Kayaking อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ Canoeing จะมีการแข่งขันกันในประเภท นักกีฬาชายเท่านั้น แต่กับ Kayaking นั้น สามารถลงแข่งได้ทั้งประเภทนักกีฬาชายและนักกีฬาหญิงนั่นเอง

ความต่างของ Canoeing และ Kayaking

สำหรับความต่างของกีฬา 2 ชนิดนี้ในการแข่งขันโอลิมปิกนั้น ถึงแม้ว่าตัวเรือและองค์ประกอบอื่นๆจะมีความคล้ายคลึงกัน แต่ผู้ชมจะสามารถแยกได้จากการสังเกตอุปกรณ์ที่เรียกว่าพายของผู้เข้าแข่งขันนั่นเอง  ทั้งนี้ สำหรับ Canoeing  ตัวพายที่ใช้จะมีใบพายเพียงด้านเดียว แต่ Kayaking นั้น จะต่างออกไป ด้วยการใช้พาย ที่มีใบพายทั้ง 2 ด้าน  นอกจากนี้ตัวอักษรย่อ ที่ใช้เป็นมาตรฐานสากลในการแข่งขันจะนำมาจากตัวหน้า ของชื่อกีฬา โดย Canoeing = C และ Kayaking = K

 

 

รูปแบบการแข่งขันของ Canoeing ในมหกรรมกีฬาโอลิมปิก

สำหรับรูปแบบการแข่งขัน ของกีฬาทางน้ำ ในมหกรรมโอลิมปิก สำหรับ Canoeing นั้น  โดยมาตรฐานที่ใช้กันมาจนถึงปัจจุบันจะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหรือประเภทการแข่งขันด้วยกัน ดังนี้

  • แบบจับเวลา หรือ Sprint

ระยะทางที่ใช้แข่งขันในประเภทนี้ จะมีตั้งแต่ 200 – 1,000 เมตร สนามที่ใช้ควรมีน้ำลึกไม่ต่ำกว่า 2 เมตร นอกจากนี้เส้นทางที่ผู้เข้าแข่งขันพายไปจะต้องไม่มีสิ่งกีดขวางใดๆ ตลอดเส้นทาง

  • แบบผ่านสิ่งกีดขวาง หรือ Slalom

ระยะทางที่ใช้ จะมีตั้งแต่ 200 – 400 เมตร โดยมีสิ่งกีดขวางหรือประตูที่ต้องผ่าน ตลอดเส้นทาง ประมาณ 18 – 25 ด่าน โดย 1 ใน 4 ของด่านที่ต้องเจอ จะต้องเป็นการพายทวนกระแสน้ำ ทั้งนี้ สำหรับการแข่ง แบบ Slalom ผู้เล่นและกรรมการจะต้องมีการนัดแนะ และชี้แจงเส้นต่าง รวมถึงสามาถสำรวจฝึกซ้อมล่วงหน้าได้ เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับเส้นทาง

 

 

รายการแข่งขัน Canoeing ที่มีใน โอลิมปิกปัจจุบัน

  1. การ Canoeing ประเภท Sprint
  • 1 ฝีพาย (ชาย)
  1. การ Canoeing ประเภท Slalom
  • 1 ฝีพาย 200 เมตร (ชาย)
  • 1 ฝีพาย 1000 เมตร (ชาย)
  • 2 ฝีพาย 1000 เมตร (ชาย)

กีฬา Canoeing ในประเทศไทย

สำหรับ Canoeing กีฬาทางน้ำ ที่ถูกบรรจุลงในโอลิมปิก 2020 กับประเทศไทยนั้น ที่ผ่านมา ประเทศไทยเองก็ได้มีการส่งนักกีฬาเข้าร่วมมหกรรมแข่งขันโอลิมปิกในหลายๆครั้ง เช่นเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่า กีฬาเหล่านี้จะยังไม่ประสบความสำเร็จและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยได้สักเท่าไร ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ ล้วนเป็นสิ่งที่จะต้องดูแลปรับปรุงและช่วยกันพัฒนาต่อไปในอนาคตนั่นเอง

 

 

Canoeing กีฬาทางน้ำ บรรจุลงในโอลิมปิก 2020


 

.

.

ประวัติ ของกีฬา Free running

ประวัติ ของกีฬา Free running

ประวัติ ของกีฬา Free running

 

ประวัติ ของกีฬา Free running

 

Free running คืออีกหนึ่งประเภทของกีฬา Extreme ที่มีรูปแบบการเคลื่อนไหวอย่างอิสระและสร้างสรรค์ รวมถึงการวิ่งกระโดดและตีลังกาเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ซึ่งไม่มีท่าทางที่จำกัดแบบตายตัว   ผู้เล่นกีฬาชนิดนี้ส่วนใหญ่    มักชอบที่จะฝึกฝนรวมถึงสรรค์สร้างผลงานตามสถานที่ที่มีสิ่งกีดขวางหลากหลายรูปแบบ    ไม่ว่าจะเป็น ทางเท้า สิ่งปลูกสร้าง อาคารร้างต่าง ๆ รวมถึงสวนสาธารณะ โดยผู้เล่นมักจะเปลี่ยนสถานที่ที่ใช้ทำผลงานไปเรื่อย ๆ เพื่อให้เกิดรูปแบบแปลกใหม่และไม่ซ้ำเดิม

 

สำหรับการเล่น Free running นั้น หากสามารถฝึกซ้อมจนเกิดความชำนาญและเชี่ยวชาญแล้วล่ะก็ ผลงานที่รังสรรค์ออกมา ก็จะดูสวยงามลื่นไหลและได้ และได้รับคำชื่นชมเป็นจำนวนมาก  ทั้งนี้จะเห็นได้จากปัจจุบันนี้ มีคลิปวีดีโอของผู้เล่น กีฬาชนิดนี้อยู่มากมายปรากฏตามแพลตฟอร์มต่าง ๆ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับผู้เล่นกีฬาชนิดนี้ได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้หากคุณเองก็เป็นอีกหนึ่งคนที่สนใจในกีฬาฟรีรันนิ่งอยู่แล้วล่ะก็ ในวันนี้เราจะพามาทำความรู้จัก ประวัติของกีฬา Free running เพื่อให้รับรู้ถึงที่มาที่ไปและเข้าใจในกีฬา Extreme ชนิดนี้มากขึ้นนั่นเอง

 

 

ที่มาของกีฬา Free running 

Free running ถือเป็นกีฬาที่มีความคล้ายคลึงกันกับ Parkour จนสามารถใช้เรียกชื่อแทนกันได้ โดยรูปแบบในรายละเอียดนั้นอาจจะมีความต่างกันเพียงเล็กน้อยจนสามารถรวมกีฬา 2 ชนิดนี้เข้าเป็นประเภทเดียวกันได้เลยทีเดียว

ต้นกำเนิดของกีฬาฟรีรันนิ่งที่นิยมเล่นกันอยู่ในปัจจุบันนั้น ถูกพัฒนามาจาก รูปแบบ การออกกำลังกายวิ่งผ่านสิ่งกีดขวาง วิธีเริ่มต้นขึ้นครั้งแรกในประเทศฝรั่งเศส โดยมีชื่อเรียกเป็นภาษาฝรั่งเศส ว่า Parkour ทั้งนี้จากหลักฐานที่ปรากฏ การเริ่มต้นของ Free running หรือ Parkour นั้น แท้จริงแล้วเกิดขึ้นในช่วงประมาณปี 1980 โดย มี การกล่าวเอาไว้ว่ากีฬาชนิดนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรูปแบบ การออกกำลังกายของทหาร ฝรั่งเศสภายในค่าย หลังกลับมาจากร่วมรบในสงครามเวียดนาม นั่นเอง

จุดเริ่มต้นความนิยมของ Free running

หลังจากได้รับแรงบันดาลใจจากการออกกำลังกายของทหาร ฝรั่งเศสภายในค่าย จนถูกพัฒนามาเป็นกีฬาที่นิยมเล่นกันภายในประเทศเท่านั้น แต่จุดเริ่มต้นของความนิยมที่ทำให้กีฬาชนิดนี้เป็นที่รู้จักและแพร่หลายออกไปเป็นวงกว้างมากขึ้น ได้แก่ การที่ เดวิด เบลเล่ ได้ผสมผสานกีฬา

Free running เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์จากฝรั่งเศส เรื่อง B11 และด้วยรูปแบบการเคลื่อนไหวจากร่างกายมนุษย์ที่มีความสวยงามสร้างสรรค์และแปลกใหม่ อีกทั้งยังสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ชมเป็นจำนวนมาก จึงทำให้รูปแบบกีฬาชนิดนี้ ได้รับความสนใจและถูกพัฒนาส่งต่อจนกลายมาเป็นที่นิยมอย่าง Free running ที่เห็นในปัจจุบันนั่นเอง

 

 

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ต้นกำเนิดของกีฬาชนิดนี้จะมาจากประเทศฝรั่งเศส แต่ปัจจุบันสถิติผู้เล่นที่พบมากที่สุด เกิดขึ้นในประเทศอังกฤษ  โดยผู้ที่สร้างแรงขับเคลื่อนให้ผู้คนในประเทศอังกฤษหันมานิยมและให้ความสนใจกีฬาประเภทนี้ ได้แก่ Chase และ Cole Armitage ซอยสองพี่น้องตระกูล Armitage ได้มีการปล่อยคลิปวีดีโอการเล่นฟรีรันนิ่งของตนเองที่มีชื่อว่า Brothers Journey ลงสู่แพลตฟอร์มอินเตอร์เน็ต มันกลายเป็นไวรัลที่มียอดผู้ชมมากกว่า 10 ล้านคนเลยทีเดียว ด้วยทักษะความชำนาญที่สองพี่น้องคู่นี้ได้สร้างสรรค์และผสมผสานใส่ลงไปในคลิปวีดีโอจนสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้เข้าชมนั่นเอง จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความนิยมและแพร่หลายที่เกิดขึ้นสำหรับ Free running ในประเทศอังกฤษ ซึ่งปัจจุบัน ถือเป็นกีฬาที่มีการจัดแข่งขันอย่างใหญ่โต และ ได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนในประเทศ เป็นอย่างมากเลยทีเดียว

 

รูปแบบพื้นฐานของ Free running

ถึงแม้จะมีการ create และประยุกต์สร้างสรรค์รูปแบบการเคลื่อนไหวต่างๆมากมาย   แต่แท้จริงแล้ว การเคลื่อนไหวของฟรีรันนิ่งนั้น มีรูปแบบมาจาก 5 ท่าพื้นฐาน ด้วยกัน

  1. Palm Flip ท่าที่ใช้เรียกสำหรับการตีลังกาไปทางด้านหลังโดยใช้มือเป็นตัวพยุงและยันพื้นไว้
  2. Wall Spin เป็นท่าที่ใช้สำหรับการตีลังกากลับหลังเช่นเดียวกันเพียงแต่ถ้านี้จะถูกเรียกเมื่อเป็นการเคลื่อนที่ ผ่านสิ่งกีดขวางจำพวกกำแพง
  3. Wall Run เป็นท่าที่ใช้เรียกสำหรับการวิ่งไต่กำแพงขึ้นไปเป็นแนวตั้ง
  4. Front Flip ท่านี้สามารถเรียกเป็นภาษาไทยได้ว่า ท่าตีลังกา
  5. Palm Spin ท่านี้ใครเรียกสำหรับการเคลื่อนที่เพื่อหมุนกลับตัว

 

 

Free running ในประเทศไทย

สำหรับประเทศไทยเองนั้นกีฬา Free running ก็ถือได้ว่ามีแนวโน้มความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้สังเกตได้จาก ในปัจจุบันที่มีคลิปวีดีโอถูกปล่อยออกมาทางทางแพลตฟอร์มต่าง ๆ โดยเป็นฝีมือของนักกีฬา Free running ชาวไทย  ซึ่งทำให้วงการ Free running ของประเทศเราเป็นที่ยอมรับและแพร่ขยายชื่อเสียงออกไป ในระดับสากลมากขึ้น โดยตัวอย่างนักกีฬา Free running ที่มีชื่อเสียงของไทยนั้น ได้แก่ อดีตนักร้องชื่อดังอย่าง อนัน อันวา นั่นเอง

ทั้งหมดนี้ คือข้อมูลพื้นฐาน รวมถึงที่มา และประวัติของกีฬา Free running ที่เรานำมาฝากกัน อย่างไรก็ตามถึงแม้การเล่นกีฬาประเภทนี้ที่ปรากฏออกมาเป็นภาพตามสื่อต่าง ๆ นั้นจะดูสวยงามและไม่ซับซ้อน แต่ในกระบวนการเล่นที่แท้จริงแล้วมีรายละเอียดต่าง ๆ รวมถึงต้องอาศัยการฝึกซ้อมให้เกิดความชำนาญ และทักษะ เป็นอย่างมาก ทั้งนี้ หากคุณเป็นผู้เล่นมือใหม่ จำเป็นต้องฝึกซ้อม และศึกษาเพิ่มเติม รวมถึงขอคำแนะนำจากผู้เล่นที่มีประสบการณ์มาก่อน ก็จะช่วยให้ การเริ่มต้นเล่นกีฬา Free running  ของคุณนั้น เป็นไปได้ด้วยดีและมีปลอดภัย

 

 

ประวัติ ของกีฬา Free running


 

.

.

สถานที่นิยมเล่น Highlining  ที่สวิตเซอร์แลนด์

สถานที่นิยมเล่น Highlining  ที่สวิตเซอร์แลนด์

สถานที่นิยมเล่น Highlining  ที่สวิตเซอร์แลนด์

 

สถานที่นิยมเล่น Highlining  ที่สวิตเซอร์แลนด์

 

ถึงแม้ว่า Highlining มีต้นกำเนิดมาจากประเทศรัสเซีย แต่ดูเหมือนว่าในปัจจุบันได้รับความสนใจและความนิยมจาก ชาวยุโรปมากขึ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนั้นยังมีชาวอเมริกาให้ความสนใจกีฬาชนิดนี้เพิ่มขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน แต่ใครจะรู้บ้างว่าในปัจจุบันสถานที่ที่ เป็นจุดมุ่งหมายของนักกีฬา ไฮไลน์นิ่ง ทุกคนไม่ได้อยู่ในตึกสูงในประเทศของตัวเอง แต่จุดมุ่งหมายของพวกเขาคือชัยชนะที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งที่นั่นมีการแข่งขันชิงแชมป์ ไฮไลน์นิ่ง ทุกปี  ซึ่งใครเป็นผู้ชนะนั่นหมายความว่า คนคนนั้น คือ ผู้กล้าที่มีความพร้อมอย่างแท้จริง

 

ความสวยของธรรมชาติทำให้มีคนชื่นชอบกีฬาชนิดนี้มากขึ้น

กีฬา Highlining จะนิยมเล่นกันบนหน้าผาสองฝั่ง ดังนั้นในระหว่างที่กำลังเล่นอยู่ผู้เล่น และผู้ชมจะได้เห็นและสัมผัสกับความสวยงามของธรรมชาติรอบตัว ทั้งนี้หลาย ๆ ครั้งเราอาจจะได้เห็นภาพธรรมชาติเรื่องหน้าที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งบางภาพอาจจะทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และเพิ่มความตื่นเต้นไป พร้อมกับการแข่งขันที่อยู่บนหน้าผาสูง โดยสถานที่ที่ใช้สำหรับ แข่งขันหรือเป็นจุดหมายปลายทางของนักไต่เชือกก็คือ เทือกเขาโมเลซอน ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเทือกเขานี้เต็มไปด้วยความสวยงามและเป็นสถานที่ที่ สามารถดึงดูดความสนใจนักไต่เชือกระดับมืออาชีพ และระดับมือพระกาฬให้มารวมตัวกันโดยไม่ได้นัดหมายง่ายมาก

 

เทือกเขาแอลป์ เป็นอีกหนึ่งสถานที่นักกีฬาชอบเดินทางไปทำกิจกรรมมาโดยตลอด

โดยเทือกเขาโมเลซอน เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาแอลป์ ภูเขาชื่อดังที่มีความสวยงามที่สุด และเป็นสัญลักษณ์ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งที่นี่มักจะเป็นสถานที่รวมกิจกรรมเอ็กซ์ตรีมอยู่ในที่เดียวกัน รวมไปถึง Highlining  กีฬาไต่เชือกในระดับที่ความสูง 2,000 เมตร โดยในแต่ละปีจะมีนักเตะเชื่อมารวมตัวกันเพื่อลงแข่งขันจำนวนมากมาโดยตลอด

 

 

อุปสรรคในเบื้องหน้าคือเป้าหมายต้องผ่านไปให้ได้ของนักกีฬา

โดยการแข่งขัน Highlining ในแต่ละครั้ง จะมีอุปสรรคต่าง ๆ มากมายรอคอยพิสูจน์นักไต่เชือกทุกคน ซึ่งเชื่อของที่นี่จะมีทั้งหมด 6 เส้น โดยจะมีระยะทางให้นักไปเชือกได้พิสูจน์ความสามารถของตัวเองตั้งแต่ 45-495 เมตร ส่วนความสูงจะอยู่ที่ในระดับนับพันเมตร โดยเบื้องล่างอาจจะมีสายน้ำจากธรรมชาติคอยเป็นองค์ประกอบสำคัญ ให้การแข่งขันดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

 

 

ความท้าทายบนความสูงในระดับมากกว่า 2,000 เมตร

แน่นอนว่าการลงแข่งขันรายการไฮท์ไลน์นิ่งไม่ใช่ใครก็ได้ที่สามารถลงทำการแข่งขัน แต่คนที่จะลงแข่งขันได้จะต้องมีความพร้อมเต็มสูบ และมีประสบการณ์มากพอสมควร เนื่องจากว่าในระยะทางแม้จะเป็นระยะทางแค่ไม่กี่สิบเมตร แต่อย่าลืมว่าบนความสูงเป็นพันเมตร หากมีสมาธิไม่เพียงพอหรือขาดประสบการณ์ อาจจะก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตได้ง่ายมาก ถึงแม้ว่าจะมีระบบเซฟตี้คอยช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุสุดวิสัยก็ตามที

 

สถานที่นิยมเล่น Highlining  ที่สวิตเซอร์แลนด์


 

.

.

 5 เหตุผล ที่คุณควรเล่น สกี

 5 เหตุผล ที่คุณควรเล่น สกี

 5 เหตุผล ที่คุณควรเล่น สกี

 

 5 เหตุผล ที่คุณควรเล่น สกี

                                  

สกี คือกีฬาโปรดของหลายคน แต่ใครจะรู้บ้างว่าเหตุผลใด กีฬาชนิดนี้ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้สกีรีสอร์ตช่วงหน้าหนาวค่อนข้างหายาก เพราะมีการจองตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยจุดประสงค์หลักของทุกคนคือ ได้สัมผัสกับหิมะบนเทือกเขาสูง และได้ชื่นชมเก็บเกี่ยวประสบการณ์การท่องเที่ยวกับกีฬากลางแจ้งยอดนิยม อย่างไรก็ตามหากจะหาเหตุผลว่าทำไมกีฬาชนิดนี้ได้รับความสนใจ และเป็นที่นิยม ของนักท่องเที่ยวมากขึ้นอย่างต่อเนื่องมาจากหลากหลายเหตุผล แต่เหตุผลหลัก ๆ ทำให้กีฬาชนิดนี้เป็นที่นิยมก็คือ

 

  1. ทำให้มีความสุข

จากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่า คนที่เล่นสกีเป็นประจำจะมีความสุขมากกว่าคนที่ไม่เคยเล่นเลย เนื่องจากกีฬาชนิดนี้ จะเล่นกลางแจ้งทำให้ ได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ซึ่ง ส่วนนี้จะช่วยลดระดับคอติซอล หรือฮอร์โมนเกี่ยวกับความเครียดลงได้ โดยงานวิจัยครั้งนี้อ้างอิงว่า เพียงแค่เราอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ สิบห้านาทีเป็นต้นไป จะช่วยเพิ่มความสุขให้กับชีวิตมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นจะช่วยเพิ่มสมรรถภาพการทำงานของสมอง ดังนั้นสกีจึงเป็นกีฬาทางเลือกที่ช่วยให้ความเครียดของแต่ละคนหมดไปได้ง่ายมาก

 

  1. สกีเป็นการพิสูจน์ตัวเอง

อย่างที่รู้กันว่าสกีเป็นกีฬาที่เล่นบนที่สูง ดังนั้นจึงมักพ่วงมาด้วยกับคำว่าตอนท้าทายและความกล้า และเทคนิคการเคลื่อนที่ใหม่ ๆ ตลอดเวลา ซึ่งถือว่าเป็นการพัฒนาตัวเองและเรียกสมาธิ รวมถึงพิสูจน์ตัวเองในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งผลลัพธ์ที่ตามมาก็เกินทำให้คุณมีความมั่นใจในตัวเองเพิ่มมากขึ้น

 

  1. กีฬาชนิดนี้ไม่จำกัดวัย

ด้วยเหตุผลว่า สกี เป็นกีฬากลางแจ้งยอดนิยมจากคนทุกเพศทุกวัย ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะมีอายุเท่าไหร่ก็สามารถสนุกไปกับ การเล่นสกีได้เช่นเดียวกัน

 

ขอบคุณภาพจาก: https://www.pinterest.com/pin/4011087159863303/

 

  1. ได้ใช้วันหยุดอย่างคุ้มค่า

 

ภายในวันหยุดหนึ่งวันหรืออาจจะมากกว่านั้นหลายคนเลือกที่จะพักผ่อนอยู่บ้านโดยการ นอน ถึงออกไปเที่ยวทะเล รวมถึงกิจกรรมอย่างอื่นที่ชอบ ซึ่งในส่วนของสกี มีความน่าสนใจมากกว่า วันพักผ่อนแน่นอน เพราะจะทำให้วันพักผ่อนของคุณยอดเยี่ยมภายในพริบตาเดียว ไม่เพียงแค่นั้น วันหยุด จะกลายเป็นวันครอบครัวที่อบอุ่นและทุกคนมีความสุขทันที เพราะกีฬาชนิดนี้สามารถเล่นได้แบบครอบครัวได้นั่นเอง ทุกคนมีกิจกรรมร่วมกัน เรียกได้ว่าเป็นการกระชับความสัมพันธ์ภายในครอบครัวให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น

 

  1. ทำให้หลงรักอากาศหนาวมากยิ่งขึ้น

เนื่องจากเทศกาลเล่นสกีจะเล่นได้ในช่วง หน้าหนาวหรือก้อนหิมะบนเทือกเขาจะละลายเท่านั้น ซึ่งในช่วงนี้การออกกำลังกาย ถือว่าเป็นช่วงที่ดีเนื่องจากอากาศเย็นสบายไม่ขอให้เกิดอากาศร้อนอบอ้าว ทำให้การออกกำลังด้วยกีฬาสกีสนุกมากขึ้น ส่งผลให้คุณกล้ารักอากาศหนาวมากยิ่งขึ้น

โดยเหตุผลทั้ง 5 ข้อ ที่ทำให้ สกี เป็นกีฬายอดนิยม แสดงให้เห็นแล้วว่า หากมีโอกาสควรออกไปสัมผัสกับความสนุกกับกีฬาชนิดนี้ ให้ประสบการณ์ชีวิตดูสักครั้ง

 

ขอบคุณภาพจาก : https://www.pinterest.com/pin/419819996515672019/

 

 

 5 เหตุผล ที่คุณควรเล่น สกี


 

 

.

อุปกรณ์ต้องพร้อม 5 อย่างที่ต้องมีในการเล่นสกี

อุปกรณ์ต้องพร้อม 5 อย่างที่ต้องมีในการเล่นสกี

อุปกรณ์ต้องพร้อม 5 อย่างที่ต้องมีในการเล่นสกี

เชื่อว่าหลาย ๆ คนเมื่อเดินทางไปท่องเที่ยวในต่างประเทศในช่วงของฤดูหนาวก็คงอยากจะลองหากิจกรรมที่มีเฉพาะในฤดูหนาวทำกันอย่างแน่นอน และหนึ่งในนั่นก็คือ การเล่นสกี นั่นเอง แต่ด้วยความที่การเล่นสกีนั้นเราจำเป็นจะต้องเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมก่อนเล่น เพื่อเพิ่มความสนุกในการเล่นและป้องกันตัวเองไม่ให้รับบาดเจ็บอีกด้วย ดังนั้นในบทความนี้เราก็จะมาแนะนำอุปกรณ์ที่ต้องเตรียมให้พร้อมก่อนเล่นสกีมาบอกทุกคนกันด้วย จะมีอุปกรณ์อะไรบ้างที่เราต้องเตรียม… ตามมาดูไปพร้อม ๆ กันได้เลย

 

อุปกรณ์ต้องพร้อม 5 อย่างที่ต้องมีในการเล่นสกี

 

  1. ชุดสกีต้องใส่ให้ครบและถูกต้อง

               สำหรับการเลือกสวมใส่ชุดสกีที่มีเนื้อผ้าระบายอากาศได้ดี พร้อมทั้งเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกายและกันน้ำได้ จะช่วยทำให้เวลาที่เราเล่นสกีนั้นเหงื่อที่ออกมาเยอะนั้นจะระบายออกมาได้ดี แถมยังช่วยทำให้เราไม่รู้สึกอึดอัดและรู้สึกหนาวอีกด้วย

  1. ถุงมือก็ไม่ควรลืมสวมใส่

               เนื่องจากการเล่นสกีนั้นเราต้องใช้มือทั้งสองข้างจับไม้ค้ำเอาไว้ พร้อมทั้งยังมีอากาศที่หนาวเย็น จึงจำเป็นอย่างมากที่เราต้องใส่ถุงมือช่วยกันกนาว และช่วยทำให้เราจับไม้ค้ำได้สะดวกมากขึ้น ไม่ต้องกลัวมือลื่นและจะทำไม้หล่นเลย นอกจากนี้เราควรเลือกสวมใส่ถึงมือที่สามารถกันน้ำได้และระบายอากาศได้ดีด้วย เพื่อให้เหงื่อที่ออกมาระบายอากาศได้ดี

 

 

  1. ไม้ค้ำ หรือไม้โพล ช่วยป้องกันเวลาเล่นสกี

ไม้ค้ำ หรือไม้โพล เป็นไม้ที่แข็งแรง แต่มีน้ำหนักเบา ช่วยทำให้เวลาที่เราเล่นสกีนั้นไม่ล้มง่าย และยังช่วยเราป้องกันอันตรายจากการเล่นสกีในพื้นที่ทางลาดได้เป็นอย่างดี สำหรับวิธีการเลือกไม้ค้ำนั้น เราควรเลือกไม้ค้ำที่เหมาะสมไม่ยาวหรือสั้นจนเกินไปโดยใช้แขนในการวัดความพอดี

  1. รองเท้าสกี ช่วยทำให้เราเล่นสกีได้ปลอดภัยมากขึ้น

               รองเท้าสกี เราควรเลือกสวมใส่ให้พอดีกับเท้าของตนเอง ไม่หลวมหรือคับจนเกินไป โดยรองเท้าสกีที่ใส่จะต้องให้ความอบอุ่นกับเท้า สามารถกันน้ำได้ และมีตัวล็อคกับสกีเพื่อความปลอดภัยในการเล่นนั่นเอง

 

 

  1. สกี อุปกรณ์เล่นสกีที่ขาดไม่ได้เลย

               ปิดท้ายด้วย สกี อุปกรณ์สำคัญที่จะขาดไม่ได้เลย โดยผู้เล่นมือใหม่ควรเลือกใช้สกีที่มีความยาวที่สั้นกว่าความสูงของตนเองประมาณ 10-30 เซนติเมตร เพื่อให้เบรกง่ายและมีความเร็วต่ำทำให้ควบคุมการเล่นได้ง่ายมากขึ้น แต่สำหรับนักเล่นสกีมืออาชีพเราอาจจะเปลี่ยนมาใช้สกีที่มีความยาวกว่าความสูงของตนเองประมาณ 20 เซนติเมตร ซึ่งจะบังคับและมีความเร็วมากขึ้น ถือเป็นความท้าทายที่เหล่านักสกีมืออาชีพต้องผ่านกันมาแล้วอย่างแน่นอน

 

 

 

อุปกรณ์ต้องพร้อม 5 อย่างที่ต้องมีในการเล่นสกี


 

 

.

แนะนำ วิธีการ ใส่อุปกรณ์สกีให้ถูกต้อง

แนะนำ วิธีการ ใส่อุปกรณ์สกีให้ถูกต้อง

แนะนำ วิธีการ ใส่อุปกรณ์สกีให้ถูกต้อง

 

แนะนำ วิธีการ ใส่อุปกรณ์สกีให้ถูกต้อง

 

ก่อนที่เราจะไปตะลุยเล่นสกีในดินแดนหิมะกันนั้น สิ่งหนึ่งที่เราจะมองข้ามกันไม่ได้เลยก็คือ วิธีการใส่อุปกรณ์เล่นสกีให้ถูกต้อง เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการบาดเจ็บขณะเล่นนั่นเอง และที่สำคัญยังช่วยทำให้ร่างกายของเราไม่ป่วยง่ายจากการที่อยู่ในอากาศหนาว ๆ อีกด้วย และในบทความนี้เราก็มีวิธีการใส่รองเท้าสกีและวิธีการใส่ถุงมือที่ถูกต้องมาบอกด้วย พร้อมทั้งยังมีวิธีการเล่นฉบับเบื้องต้นสำหรับมือใหม่มาแนะนำด้วย ถ้าพร้อมแล้วไปลุยกันได้เลย

 

 

  1. วิธีการใส่รองเท้าสกีที่ถูกต้อง

มาเริ่มกันที่วิธีการใส่รองเท้าให้ถูกต้องและปลอดภัย โดยเริ่มจากการเปิดล็อกและดึงบังเกอร์ด้านหน้ารองเท้าออก จากนั้นให้เราลองใส่รองเท้า พร้อมลองเดินและนั่งดูว่ารู้สึกเจ็บหรือขยับได้สะดวกหรือไม่ โดยเราสามารถเปลี่ยนได้ถ้ารู้สึกใส่แล้วไม่พอดี หรือคับจนเกินไป จากนั้นเมื่อเราใส่รองเท้าเรียบร้อยแล้ว ให้ลองวางเท้าบนแผ่นสกีและกระแทกส้นเท้าลงไปบริเวณด้านหลัง เพื่อทำการล็อกเท้าให้เข้ากับรองเท้าสกีนั่นเอง (ถ้าเราต้องการถอดแผ่นสกีออกให้เราใช้ไม้ค้ำกดที่ด้านหลังและให้ยกเท้าออกมา)

  1. วิธีการใส่ถุงมือ และจับไม้ค้ำให้เหมาะสม

เมื่อเราสวมถึงมือที่มีความหนาและดูดซับเหงื่อได้เป็นอย่างดีแล้ว ให้เราใช้มือทั้งสองข้างลองจับไม้ค้ำดูว่าจับถนัดหรือไม่ ถ้าหากรู้สึกว่าลื่นหรือไม่ถนัดให้เราลองเปลี่ยนถุงมือใหม่ หลังจากนั้นให้เราลองจับอีกครั้งและลองขยับเท้าเลื่อนลงมาเล็กน้อย เพื่อทดสอบว่าถุงมือลื่นไหมและเราจับไม้ค้ำได้ถูกต้องหรือเปล่า ถ้าพร้อมแล้วก็ไปลงสนามจริงกันได้เลย

 

 

วิธีการเล่นสกีฉบับเบื้องต้นสำหรับมือใหม่

  1. เริ่มจากการบริหารร่างกาย ยืดเส้นยืดสายกันก่อน เพื่อป้องกันกล้ามเนื้ออักเสบหรือฉีกขาดขณะเล่นสกีได้
  2. ถ้าหาเราเล่นสกีแล้วล้มให้ใช้ก้นลงแทนการใช้มือ เพื่อป้องกันไม่ให้ชนกับไม้ค้ำ ถ้าหากเราล้มแบบไถลไปข้างหน้าให้เอียงตัวและใช้วางไม้ค้ำเฉียงไปด้านหน้า แต่เท้าให้คงรูปตัววีไว้ เมื่อเราจะลุกขึ้นให้กางแขนออกและจัดท่าทางก่อนลุกโดยใช้ไม้ค้ำช่วยในการพยุงตัว ซึ่งจะทำให้เราพยุงตัวได้ง่ายขึ้น
  3. วิธีการเล่นสกีขึ้นเนินสำหรับมือใหม่ คือการเดินขึ้นไป โดยการเดินไขว้ขาสลับกันไปเรื่อย ๆ ทีละข้าง ให้วางแผ่นสกีเป็นแนวนอน
  4. การหยุกสกีนั้น เราสามารถทำได้ด้วยการทำให้ปลายเท้าด้านหน้าชิดเข้าหากันและให้ส้นเท้าแยกออกไปเป็นรูปสามเหลี่ยม (แต่ทั้งนี้ห้ามให้ไม้ค้ำทับกัน เพราะถ้าหากเท้าด้านหลังเป็นรูปสามเหลี่ยมแคบจะยิ่งเร็วและเป็นอันตรายได้)

 

 

แนะนำ วิธีการ ใส่อุปกรณ์สกีให้ถูกต้อง


 

 

.

4 สกี รีสอร์ทในเกาหลีใต้ ที่ไปกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ

4 สกี รีสอร์ทในเกาหลีใต้ ที่ไปกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ

4 สกี รีสอร์ทในเกาหลีใต้ ที่ไปกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ

 

4 สกี รีสอร์ทในเกาหลีใต้ ที่ไปกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ

 

อันยอง! อันยอง! สำหรับใครที่ชอบเดินทางไปท่องเที่ยวในเกาหลีใต้ในช่วงหน้าหนาวนั้น หนึ่งในกิจกรรมที่เราจะพลาดกันไม่ได้เลยก็คือ การไปท่องเที่ยวสกีรีสอร์ทสถานที่สำหรับเล่นสกี นั่นเอง ดังนั้นในบทความนี้เราก็มี 4 สกีรีสอร์ทในเกาหลีใต้ที่เหล่านักท่องเที่ยวและคนในเกาหลีใต้นิยมไปเล่นสกีกันในช่วงหน้าหนาวมาบอกกันด้วย ซึ่งต้องขอบอกเลยว่าในแต่ละสถานที่ที่เราจะบอกกันในบทความนี้ล้วนเป็นสถานที่เล่นสกีที่มีความสวยงามและน่าไปพักผ่อนมาก จะมีที่ไหนกันบ้างนั้น อย่ารอช้า! ตามมาดูกันได้เลย

 

 

  1. Phoenix Park Ski Resort

               Phoenix Park Ski Resort รีสอร์ทระดับ 5 ดาวที่เหล่านักท่องเที่ยวจากทั่วโลกนิยมเดินทางไปพักมาที่สุดแห่งหนึ่งในเกาหลีใต้เลย เพราะมีเนินเขาสกีและสนามกอล์ฟให้เราได้เลือกกันไม่มีเบื่อเลย พร้อมทั้งที่นี่ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็น ร้านยืมอุปกรณ์สกี ร้านกาแฟ ร้านอาหาร ที่พัก สตูดิโอถ่ายภาพ ธนาคาร ห้องพยาบาล และร้านขายของที่ระลึก เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีผู้เชี่ยวชาญด้านสกีมาสอนเด็ก ๆ ในการเล่นสกีอีกด้วย

      2. Yongpyong Ski Resort

Yongpyong Ski Resort เป็นสกีรีสอร์ทที่มีเนินเขา Rainbow ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นลานเล่นสกีที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก พร้อมทั้งยังมีสระว่ายน้ำและสนามกอล์ฟ นอกจากนี้ที่นี่ยังขึ้นชื่อว่าเป็นสกีรีสอร์ทที่มีความสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันและทันสมัยมาก ๆ อีกด้วย

 

 

  1. Star Hill Resort

Star Hill Resort ตั้งอยู่บนเนินเขา Cheonmasan ที่มีความสวยงามและโอบล้อมไปด้วยธรรมชาติ ดั้งนั้นสกีรีสอร์ทแห่งนี้จึงถือได้ว่าเป็นสถานที่พักผ่อนและชมความสวยงามที่สวยมากที่สุดแห่งในเกาหลีใต้ด้วย ภายในสกีรีสอร์ทแห่งนี้ยังมีร้านยืมอุปกรณ์สกี ร้านกาแฟ และคาเฟ่ ที่จะช่วยทำให้เรารู้สึกคลายเครียดและหายจากการอาการเหนื่อยล้าจากการเล่นสกีได้

  1. Vivaldi Park Ski World

Vivaldi Park Ski World สกีรีสอร์ทที่ตั้งอยู่ห่างจากโซลไม่ไกลมากนัก โดยใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น และที่นี่ยังเปิดให้เราเข้าไปเล่นสกีกันได้ทั้งในช่วงเวลากลางวันและกลางคืน โดยในเวลากลางคืนที่นี่ก็จะประดับไปด้วยไฟที่ดูแล้วสวยงามและน่าหลงใหลมาก ๆ ดังนั้นใครที่อยากจะมาลองเล่นสกีในยามค่ำคืนก็ไม่ควรพลาดสกีรีสอร์ทแห่งนี้เลย ที่สำคัญสกีรีสอร์ทยังมีกิจกรรมอื่น ๆ ให้เราได้ทำกันด้วย เช่น ลานโบว์ลิ่ง สระว่ายน้ำ สนามเทนนิส สนามแบดมินตัน และสนามบาสเกตบอล เป็นต้น

 

 

4 สกี รีสอร์ทในเกาหลีใต้ ที่ไปกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ


 

 

.