ทำไมขี่จักรยานยนต์ motocross ต้องใส่รองเท้าบู๊ท

ทำไมขี่จักรยานยนต์ motocross ต้องใส่รองเท้าบู๊ท

การจะเล่นกีฬาทุกประเภทนั้นต้องมีอุปกรณ์ที่เหมาะสมไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์เพื่ออำนวยความสะดวกสบายหรือเพื่อป้องกันอันตรายจากอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นอีกด้วยโดยเฉพาะที่เสียงกับอันตรายอย่างการขี่รถมอเตอร์ไซค์วิบากไม่ว่าจะเป็นประเภทโมโตครอสหรือเป็นดูโร่ซึ่งค่อนข้างจะอันตรายกว่ากีฬาประเภทอื่นเพราะจำเป็นต้องใช้ความเร็วความเสี่ยงกับเส้นทางที่ไม่คุ้นเคยและมีอุปสรรคขวางกันเยอะแยะมากมายไม่ว่าจะเป็นโคลนก้อนหินถนนทรายท่อนไม้กิ่งไม้ต่างๆนานาส่วนอุปกรณ์สำหรับขี่รถวิบากนั้นก็มีทั้งหมวกกันน็อคถุงมือสนับเข่าเป็นต้นแต่ที่นักบิดโดยเฉพาะนักบิดหน้าใหม่ควรจะต้องมีเป็นอย่างยิ่งก็คือ

ทำไมขี่จักรยานยนต์ motocross ต้องใส่รองเท้าบู๊ท

รองเท้าบู๊ทสำหรับจักรยานยนต์วิบากโดยเฉพาะนั่นเองเพราะรองเท้าบู๊ทนั้นช่วยได้หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการรองรับการกระแทกในขณะที่ยื่นยาออกไปข้างหน้าขณะเข้าโค้งที่อาจทำให้เท้าเราไปสะดุดกับหินกิ่งไม้หญ้าหนามต่างๆป้องกันการที่จะถูกความร้อนของท่อไอเสียมาและเครื่องยนต์มาโดนที่ขาและต่างๆอีกมายมายที่สามารถจะเกิดขึ้นได้แล้วถ้าหากถามว่าใส่รองเท้าผ้าใบได้ไหม? ก็ขอตอบว่าได้ แต่! คุณจะกล้าเสี่ยงกับการที่หน้าแข้งเขียวปูด หน้าแข้งแตก บางทีโชคร้ายอาขถึงขั้นหักได้ไหม เพราะอย่าลืมว่าชิ้นส่วนของรถจักรยานยนต์วิบากนั้นส่วนใหญ่เป็นเหล็ก แข็ง ๆ ทั้งนั้น ทางที่ดีใส่เถอะนอกจากป้องกันได้แล้วยังดูเท่ส์ และเป็นมืออาชีพมากขึ้นอีกเยอะ

บางคนบอกว่าใส่แล้วมันเดินไม่ค่อยสะดวกไม่คล่องตัวด้วยลักษณะที่รองเท้าที่ออกแบบผลิตมาให้มีลักษณะที่แข็งเพื่อป้องกันเท้าและขาท่อนล่างเป็นอย่างดีที่สุดนั่นมันจึงจำเป็นที่คุณต้องเข้าใจว่าเขาออกแบบมาเพื่อขี่รถวิบากไม่ใช่เพื่อไว้ใส่เดินเล่นหรือใส่วิ่ง

ในส่วนของการดูแลรักษารองเท้าบู๊ทนั้นก็ควรจะดูแลรักษาเป็นอย่างดี เพื่อให้อยู่ในสภาพการใช้งานในครั้งต่อไป อีกทั้ง ยังเป็นการยืดอายุรองเท้าบู๊ทให้ใช้งานได้อย่างยาวนานอีกด้วย วิธีการดูแลก็มีดังนี้

เลอะเทะไปด้วยโคลน และเปียกแฉะ ให้ใช้ผาชุบน้ำหมาด ๆ ขัดเช็ดรองเท้าให้ทั่วจนสะอาด แล้วเช็ดด้วยผ้าแห้งอีกหนึ่งครั้งแล้วใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ ยัดเข้าไปในรองเท้าเพื่อเป็นการดูดซับความชื้น และยังรักษาทรงของรองเท้าเอาไว้ แต่หากสกปรกมาก ก็สามารถเอาจุ่มน้ำที่ผสมกับผงซักฟอก หรือสบู่อ่อน ๆ แล้วใช้แปลงแบบนุ่มขัดออก (อาจใช้แปลสีฟันเก่า ๆ) แล้วใช้ผ้าเช็ดขัดอีกหนึ่งรอบ แต่ห้ามใช้แปลงแข็ง ๆ ขัดถู และห้ามใช้น้ำฉีดโดยเด็ดขาด เพราะนั่นอาจทำให้รองเท้าสึกได้และอายุการใช้งานจะลดลง

อย่างเร่งรีบร้อนให้รองเท้าแห้งเร็ว การตากรองเท้าบู๊ทนั้น ควรจะเป็นการพึ่งในที่ร่ม หรือพึ่งลม ไม่ควรทำให้แห้งด้วยความร้อนโดยเด็ดขาด เช่นการเอาไปตากแดด วางใกล้คอมแอร์ หรือใช้ไดร์เป่าผมเป่า เพราะโดยธรรมชาติของหนังนั้นจะมีความชุ่มชื้นชื้นอยู่ในตัวเพื่อปกป้องสภาพของตัวเอง การใช้ความร้อนอาจทำให้หนังแห้ง กรอบและแตกได้ หากใครต้องออกทริปบ่อยแล้วกลัวไม่แห้ง แนะนำว่าให้มีบู๊ทสำรองไว้สลบกันใส่จะดีมาก

น้ำมันทำความสะอาด หลังจากที่รองเท้าบู๊ทแห้งเรียบร้อยแล้วควรใช้น้ำมันสำหรับทำความสะอาดเครื่องหนังโดยเฉพาะขัดซ้ำอีกรอบ เพื่อเป็นการยืดอายุการใช้งานและทำให้บู๊ทเงาสวยน่าใส่ น้ำมันที่ใช้ขัดนั้นก็อาจจะใช้ ก็มีให้เลือกมากมายวางขายกันสามารถใช้ได้หมด หรือหากใครจะสะดวกใช้แบบไหนก็ไม่ว่ากัน

 

Kawasaki KLX 230 R

Kawasaki KLX 230 กับ KLX 230 ABS SE

Kawasaki KLX 230 กับ KLX 230 ABS SE

ในวงการ โมโตครอสในบ้านเรานั้นมีรถหลายค่ายมากมายที่ชาวลุยฝุ่นนั้นนิยมใช้กัน ซึ่งแต่ละค่ายก็มีจุดเด่นแตกต่างกันออกไปโดยแต่ละยี่ห้อนั้นก็ต่างพัฒนารถของตัวเองอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อสนองความต้องการของเหล่านักขี่โดยที่ค่ายใหญ่อย่าง Kawasaki ก็ได้พัฒนาโมโตรอส ออกมาอีก 4 รุ่น ที่มีจุดเด่นแตกต่างกันออกไป นั้นก็คือ KLX 230, KLX 230 ABS SE,  KLX 230 R, KLX 300 R โดยทั้ง 4 รุ่นนี้นับว่าเป็นการออกแบบโมเดลใหม่ของ Kawasaki ที่แน่นอนว่ารูปโฉมทั้ง 4 รุ่นนั้นถูกอกถูกใจ สายโดย สายลุยฝุ่นเป็นแน่แท้ โดยทั้งสี่รุ่นนี้ก็ยังแบ่งย่อย ๆ เป็นอีก 2 ประเภท คือรุ่น KLX 230 กับ KLX 230 ABS SE สามารถจดทะเบียนกับขนส่งได้สามารถให้เป็นพาหนะ ใช้บนถนนได้ แต่ส่วนรุ่น ,  KLX 230 R กับ KLX 300 R นั้นไม่สามารถจดทะเบียนกับขนส่งได้ และสามารถใช้ในการแข่งขันในสนามเท่านั้นโดยบทความนี้เราจะมาพูดถึง KLX 230 กับ KLX 230 ABS SE กันก่อนว่าพิเศษยังไงและแตกต่างกันยังไง

Kawasaki KLX 230 กับ KLX 230 ABS SE

KLX 230 กับ KLX 230 ABS SE ทั้งสองรุ่นนี้ผลิตออกมาด้วยมาตรฐานเดียวกันจะแตกต่างกันตรงออปชั่นต่างๆเท่านั้นโดยทั้งสองรุ่นนี้มีความเป็นอเนกประสงค์คือใช้งานได้ทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการเดินทางใกล้ไกลไปในที่ต่างๆออกทริปท่องเที่ยวทางลูกรังทางวิบากทางเรียบขี่ในเมืองหรือออกนอกเมืองก็ล้วนทำได้อย่างดีเยี่ยม

ซึ่งรูปโฉมของทั้งสองรุ่นนี้ก็ถูกออกแบบใหม่ทั้งหมดทั้งเครื่องยนต์ใหม่เฟรมใหม่ในด้านเครื่องยนต์ทั้ง KLX 230 กับ KLX 230 ABS SE นั้น มีความแรงอยู่ระดับ 233 CC .1 สูบ 4 จังหวะ ระบบหัวฉีด ระบบระบายความร้อนนั้นก็ระบายด้วยอากาศ ซึ่งดูเหมือนว่าทาง Kawasaki นั้นจะเน้นให้รถทั้งสองรุ่นนี้ มีความคล่องตัวสูงเลยดูออกมากะทัดรัดและน้ำหนักเบา เหมาะกับการลุยทุกสถานการณ์

ในส่วนของแซสซีนั้นก็สมดุลลงตัวกับเครื่องยนต์เป็นอย่างดีนอกจากจะผลิตจากเหล็กที่รองรับแรงดึงได้ดีอีกด้วยในส่วนของล้อหน้านั้นก็เป็นขนาด 21 นิ้ว ล้อหลัง 18 นิ้วซึ่งเป็นซี่ลวดและขอบเป็นอะลูมิเนียมมาพร้อมกับยางหนามขี่ลุยด้วยความนุ่มสบายด้วยระบบโช๊คเทเลสโคปิคในด้านหน้าและเป็นระบบโช๊คแก๊สในด้านหลัง

ด้านความปลอดภัยนั้นทาง Kawasaki ให้ความสำคัญในระบบไฟไม่น้อยกว่าส่วนอื่นเนื่องจาก ระบบไฟส่องสว่างถือเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ เพราะอย่าลืมว่า KLX 230 กับ KLX 230 ABS SE นั้นสามารถขี่ได้บนท้องถนนและขี่กลางค่ำกลางคืนที่หนทางมืดมิดได้เหมือนรถชนิดอื่นๆนั่นเอง

ตัวเรือนไมล์ก็ดูได้ง่ายเพราะเป็นแบบแอลซีดดีระบบฟูลดิจิตอลซึ่งแสดงผลได้อย่างเที่ยงตรงไม่จะเป็นความเร็ว, รอบ, ระยะทาง, ระดับน้ำมัน, เวลา, ตัวบอกสัญญาณไฟ แต่ข้อเสียก็มีนิดเดียวคือไม่แสดงตำแหน่งเกียร์นั่นเอง

มาถึงตรงนี้หลายคนคงสงสัยว่าแล้ว KLX 230 กับ KLX 230 ABS SE มันแตกต่างกันตรงไหน สิ่งที่แตกต่างกันก็คือระบบเบรกนั่นเอง ถึงแม้ว่าทั้งสองรุ่นนี้จะใช้เบรก คาลิเปอร์หน้าในระบบสองลูกสูบ แต่จานเบรกนั้นมีขนาดที่แตกต่างกัน โดยที่ KLX 230 ใช้จานขนาด 265 mm ส่วน KLX 230 ABS SE ใช้จานขนาด 240 mm และเป็นระบบ ABS ส่วนเบรกหลังนั้นเหมือนก็คือเป็นคาลิเปอร์หนึ่งลูกสูบ และจานขนาด 220 mm

สรุปแล้ว KLX 230 กับ KLX 230 ABS SE นั้นเหมือนกันแทบจะทุกอย่าง มีแตกต่างกันก็เพียงแค่เบรกหน้าเท่านั้น หากใครจะเลือกใช้รุ่นไหนก็แล้วแต่รสนิยมของแต่ละคน แต่รับรองได้ว่าขี่มันทั้งคู่แน่นอน

 

# จักรยานยนต์ทรงรถวิบากมีกี่แบบ

จักรยานยนต์ทรงรถวิบากมีกี่แบบ

จักรยานยนต์ทรงรถวิบากมีกี่แบบ

หากใครอยากจะเปลี่ยนแนว หรือลองไปใช้จักรยานยนต์วิบาก บางทีก็อาจจะงงพอสมควรควรว่าจริง ๆ แล้วจักรยานยนต์วิบากนั้นมีกี่แบบ มีแบบไหนบ้าง และควรใช้แบบไหนดีจึงจะเหมาะกับตัวเอง หากคนที่ไม่ได้คลุกคลีกับวงการรถจริง ๆ จัง ๆ ก็อาจจะมองมองว่ารถจักรยานยนต์วิบากนั้น เหมือน ๆ กันหมด ทั้งรูปทรงอะไรต่าง ๆ แทบจะไม่แตกต่างกัน ซึ่งจริง ๆ แล้วจักรยานยนต์วิบากที่มีอยู่ในท้องตลาดนั้น แบ่งได้เป็น 3 แบบหลัก ๆ ด้วยกัน ก็คือ ทรงโมโตครอส ทรงโมตาร์ด และทรงเอ็นดูโร่ ซึ่งทั้ง 3 รูปทรงนี้ ก็มีรายละเอียดของตัวรถ รวมไปถึงการใช้งานที่ค่อนข้างจะแตกต่างกันพอสมควรควร แต่จะแตกต่างกันตรงไหน ก็มีดังนี้

จักรยานยนต์ทรงรถวิบากมีกี่แบบ

รถจักรยานยนต์วิบาก ทรงโมโตครอส (Motocross)

รูปแบบของจักรยานยนต์ โมโตครอสนั้น จุดเด่นของรูปทรงจะอยู่ที่ความเล็ก ปราดเปรียว เบา กะทัดรัด เหมาะสำหรับสายเน้นลุยไปในเส้นทาง โหด ๆ ปีนป่าย หรือท่องไปตามเส้นทางธรรมชาติ ปีนข้ามท่อนไม้ กิ่งไม้ก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย หรือใช้ลงทำการแข่งขันในสนามก็ยังเป็นที่นิยมกันไม่น้อย แต่ที่ไม่เหมาะสำหรับรถ Motocross เป็นอย่างยิ่งก็คือการใช้เป็นพาหนะประจำวัน หรือออกทริปไกล ๆ เพราะจักรยานยนต์ Motocross นั้นถูกออกแบบมาให้น้ำหนักเบาที่สุด บางส่วนของรถจึงถูกตัดออกไปเช่น ไฟส่องสว่างด้านหน้า สัญญาณไฟท้าย ไฟเลี้ยว แตรรถ แผงหน้าปัดที่คอยบอกสถานะต่าง ๆ นั่นก็จึงทำให้ไม่สามารถจดทะเบียนรถกับขนส่งได้อีกด้วย ในส่วนจุดเด่นของจักรยานยนต์ Motocross นั้นก็คือยางที่ใหญ่ดอกยางเป็นตุ่มหนาเพื่อให้พร้อมสำหรับการลุยไปทุกเส้นทางไม่ว่าเส้นทางที่ลื่นบนพื้นหินเส้นทางดินลูกรังลุยฝ่าโคลนหรือจะเอาไปปั่นทรายก็สามารถทำได้ดีเป็นอย่างมาก

รถจักรยานยนต์วิบากรูปแบบ ทรงโมตาร์ด (Motard)

สำหรับรถจักรยานยนต์วิบากแบบ Motard เป็นจักรยานสำหรับคนที่มีไลฟ์สไตล์ ที่ชอบความโดดเด่นด้านการขับขี่ที่พร้อมจะลุย ทุกสถานการณ์ เพราะจักรยานยนต์วิบากทรง Motard นั้นสามารถใช้ขับขี่เป็นยานพาหนะประจำวันได้ ออกทริปไกล ๆ ได้เพราะมีอุปกรณ์ทุกอย่างในรถครบทุกอย่างตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ว่าจะเป็น ไฟหน้า ไฟท้าย ไฟเลี้ยว โดยการออกแบบของรถนั้น จะเน้นให้ใช้บนเส้นทางที่เรียบเพราะยางสำหรับรถจักรยานยนต์ Motard จะไม่ใหญ่ และดอกยางหนาเหมือนรถโมโตครอส นั่นจึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่รถในรูปแบบนี้อาจทำไม่ดีนักในการวิ่งในเส้นทาง ลุยโคลน พื้นดิน หรือฝ่าไปในเส้นทางธรรมชาติ เหมือนอย่างที่รถ Motocross ทำได้ แต่ช่วงล่างนั้นก็ใช่ว่าจะไม่แข็งแกร่ง เพราะยังคงเป็นมาตรฐานเดียวกับจักรยานยนต์ออฟโรด ที่ค่อนข้างจะมีความอเนกประสงค์ในทุกเส้นทาง โดยเฉพาะการเดินทางไกล

 

รถจักรยานยนต์วิบาก ทรงเอ็นดูโร่ (Enduro)

จักรยานยนต์ Enduro ถือเป็นจักรยานยนต์วิบากที่ครบเครื่องมากที่สุด เพราะเป็นการผสมผสาน ความปราดเปรียว คล่องตัว บุกฝ่าได้ทุกเส้นทางไม่ว่า จะเป็นทางดิน ทางโคลน ทางธรรมชาติ ในรูปแบบของจักรยานยนต์ Motocross เข้ากับการใช้งานบนเส้นทางเรียบ การใช้เป็นพาหนะประจำวัน รวมถึงการออกทริปไกล ๆ ได้อย่างไม่มีปัญหาในรูปแบบ ของจักรยานยนต์แบบ Motard โดยจักรยานยนต์ ทรงเอ็นดูโร่นั้น สามารถจดทะเบียนกับขนส่งได้เพราะมีสเปกรถได้มาตรฐาน ทั้งไฟหน้า ๆ ไฟท้าย ไฟเลี้ยว และแผงหน้าปัดที่บอกสถานะต่าง ๆ ได้ทั้งหมด ในส่วนของยางนั้น ก็เป็นยางสำหรับรถวิบากโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นความใหญ่ และหนาของยาง ดอกยางที่ดก และถี่ นั่นจึงทำให้รถจักรยานยนต์เอ็นดูโร่นั้น เป็นที่นิยมมาก เพราะความสารพัดประโยชน์นั่นเอง หากใครรักการลุยฝุ่น พร้อมกับความเป็นพาหนะคู่ใจ ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน จักรยานยนต์เอ็นดูโร่คือคำตอบที่ดีที่สุด

 

# Kawasaki KLX 230 R

ประวัติกีฬาแคนู คายัคสู่การแข่งขันในประเทศไทย-03

ประวัติกีฬาแคนู คายัคสู่การแข่งขันในประเทศไทย

ประวัติกีฬาแคนู คายัคสู่การแข่งขันในประเทศไทย

     ไม่ว่าจะเป็นกีฬาใดๆก็ตามที่เกิดขึ้นมาในโลกของเรานั้นย่อมมีประวัติความเป็นมาด้วยกันทั้งสิ้น ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดขึ้นด้วยวัตถุประสงค์อะไร แต่ละประเภทกีฬามีจุดเริ่มต้นมาจากที่ใดประเทศอะไร และ ทำไมถึงได้เกิดเป็นกีฬาให้เราได้รู้จักกันในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าอะไรก็ตามย่อมมีเหตุและผลของมันเสมอ วันนี้เราจะมานำเสนอถึงประวัติความเป็นมาของกีฬาชนิดหนึ่งที่เป็นที่รู้จักทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยด้วยเช่นกัน เป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่มีข้อดีต่างๆมากมายนับไม่ถ้วน ทั้งให้ความสุข ความสนุกสนาน ความเพลินเพลิน ความท้าทาย การได้เปิดโลกกว้าง และที่สำคัญที่สุดคือการทำให้สุขภาพร่างกายของเรานั้น แข็งแรง มีภูมิคุ้มกันในการป้องกันโรคร้ายที่จะเกิดขึ้น กีฬาที่กล่าวมานี้นั่นก็คือกีฬาพายเรือแคนูคายัคนั่นเอง ซึ่งมีประวัติความเป็นมาอย่างไร วันนี้เราจะมาบอกให้ทุกคนได้ทราบกัน

https://www.google.co.th/url?sa=i&url=https%3A%2F%2Fwww.khaosod.co.th%2Fsports%2Fnews_1464002&psig=AOvVaw12yFydohezLBmSUBGcS9fW&ust=1606798589855000&source=images&cd=vfe&ved=0CAIQjRxqFwoTCJjUpKu9qe0CFQAAAAAdAAAAABAF

     สำหรับประวัติของเรือแคนูคายัคนั้นมีมายาวนานแสนนาน หลายยุคหลายสมัย หลายชั่วคนตั้งแต่บรรพบุรุษตกทอดมาจนถึงลูกหลานในปัจจุบัน ได้มีการประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาตั้งแต่ครั้งสมัยหลายพันปีก่อนยุคประวัติศาสตร์ซะอีก มีจุดเริ่มต้นมาจากบุคคลๆหนึ่งซึ่งเป็นชาวอินเดียแดง เข้าได้คิดค้นเรือแคนูคายัคโดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการใช้ในการคมนาคม การติดต่อระหว่างกัน และจุดประสอื่นๆคือยุคนั้นใช้เรือแคนูคายัคในการทำการสงคราม และเพื่อการค้าขายกระตุ้นเศรษฐกิจนอกจากนี้ยังใช้เป็นยานพาหนะในการออกไปล่าสัตว์มาบริโภคบำรุงเลี้ยงชีพ ซึ่งเรือแคนูคายัคนั้นถูกสร้างขึ้นมาหลายลักษณะด้วยกัน ความแตกต่างของแต่ละลำนั้นก็ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการใช้งานและสภาพแวดล้อมโดยรอบของที่ตั้งถิ่นฐาน ซึ่งจากการคิดค้นในครั้งนั้นทำให้เรือแคนูคายัคแพร่กระจายไปในหลายๆประเทศ อย่างเช่นประเทศนิวซีแลนด์ ได้สร้างเรือแคนูคายัคโดยชาวเมารี ซึ่งได้ใช้หนังกวางมาทำเรือ และใช้กำลังคนถึง80คนด้วยกัน ต่อมาเรือแคนูคายังได้มีการพัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดชาวอังกฤษคนหนึ่งได้สร้างเรือแคนูคายัคที่มีฝาปิดคลุมกันนำเข้าออกบริเวณตัวเรือ จนกระทั่งปีค. 1556 เรือแคนูคายัคได้จัดให้เป็นกีฬาชนิดหนึ่งโดยให้มีการแข่งขันเกิดขึ้น

     ในเวลาต่อมาหลายๆประเทศก็เริ่มรู้จักกับกีฬาชนิดนี้เพิ่มมากขึ้นรวมถึงประเทศไทยของเราด้วย และได้มีการจัดระเบียบข้อบังคับต่างๆในการแข่งขันขึ้นมา โดย1ในระเบียบข้อบังคับการแข่งขันเรือแคนูคายัคในขณะนั้นคือ ในแต่ละจะหวัดจะต้องส่งนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขันทุกจังหวัด ซึ่งมีทั้งประเภททีมชายและทีมหญิง โดยมีจำนวนสมาชิคในทีมตั้งแต่สามคนขึ้นไปแต่ต้องไม่เกินหกคนโดยมีเกณฑ์ในการตัดสินคือ แต่ละจังหวัดมีการแข่งขันในระดับภาค ผู้ชนะเลิศอันดับที่1และอันดับ2ของแต่ละภาคจะได้แข่งขันต่อในระดับชาติ ซึ่งเป็นการแข่งขันในรอบสุดท้าย และในเวลาต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนกฎกติกาในการแข่งขันต่อมาเรื่อยๆจนถึงปัจจุบันนี้

     และสิ่งต่างๆที่กล่าวมาข้างต้นนี้ก็คือประวัติศาสตร์ความเป็นมาของกีฬาแคนูคายัค รวมไปถึงจุดหำเนิดของการแข่งขันประเภทนี้ กีฬาแคนูคายัคนับเป็นกีฬาที่มีมาเนิ่นนาน มีประวัติที่บ่งบอกให้เห็นถึงความเป็นอยู่ของคนสมัยก่อน ตั้งแต่เทคโนโลยีการคมนาคมขนส่งยังไม่สะดวกสบายและทันสมัยเหมือนในปัจจุบันนี้ นับเป็นกีฬาที่ควรอนุรักษ์ไว้ให้คงอยู่กับคนรุ่นหลังสืบต่อกันรุ่นต่อรุ่น การเล่นกีฬานั้นนับเป็นสิ่งที่ดีไม่ว่าจะเป็นกีฬาประเภทใดก็ตามต่างก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เป็นการฝึกให้มีทักษะสมาธิผ่อนคลายความเครียด และได้ค้นพบความสามารถในอีกมิติหนึ่งของตนเองอีกด้วย

 

# รู้หรือไม่ เรือแคนูกับเรือคายัคต่างกันอย่างไร

ทำขอบวงล้อรถมอเตอร์ไซค์วิบาก ถึงมีจุ๊ดเติมลม 2 จุด

ทำขอบวงล้อรถมอเตอร์ไซค์วิบาก ถึงมีจุ๊ดเติมลม 2 จุด

ทำขอบวงล้อรถมอเตอร์ไซค์วิบาก ถึงมีจุ๊ดเติมลม 2 จุด

สำหรับนักบิดสายลุยป่าหรือลุยฝุ่นไม่ว่าจะเป็นจักรยานยนต์วิบากแบบ โมโตครอสหรือเอ็นดูโร่ นั้นการจะออกทริปลุยแต่ละครั้งนั้นจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ต่างๆที่ต้องมีการเช็ครถไม่ว่าจะเป็นระบบเบรกหรือส่วนต่างๆที่ลืมไม่ได้ก็คือวงล้อรวมไปถึงยางเพราะถือว่าว่าเป็นส่วนที่ทำงานหนักไม่แพ้สวนอื่นๆของรถ

ทำขอบวงล้อรถมอเตอร์ไซค์วิบาก ถึงมีจุ๊ดเติมลม 2 จุด

ยางสำหรับรถจักรยานยนต์วิบากทั้งแบบ โมโตครอสและเอ็นดูโร่ นั้น 100% ก็คือยางที่ต้องใหญ่ และหนา ส่วนดอกยางนั้นก็ควรจะถี่ เพราะสามารถยึดเกาะพื้นผิวถนนได้หลายรูปแบบได้ดีกว่าดอกยางที่ถี่ ไม่ว่าจะเป็นการขี่เส้นทางที่เป็นโคลน พื้นดิน ถนนที่ลื่น ดอกยางที่ถี่ก็มักจะมีประสิทธิภาพที่ดีกว่านั่นเอง นอกจากเรื่องการยึดเกาะกับพื้นผิวถนน แล้ว ดอกยางที่ถี่ยังมีส่วนช่วยในการดูดซับการสั่นสะเทือน และแรงกระแทกได้ดี ฉะนั้นอุปกรณ์เสริมสำหรับยางจึงต้องมีและจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะถ้าต้องออกทริปไม่สุด แถมยังต้องมานั่งซ่อมหรือเข็นรถอยู่กลางป่าคงทำให้กร่อย และเสียอารมณ์เป็นอย่างมาก

อุปกรณ์เสริมสำหรับวงล้อ และยางที่เรียกกันว่า Rim Lock (รีมล็อค) จึงเป็นตัวช่วยที่เข้ามาเสริม ซึ่งรถจักรยานยนต์วิบากนั้นอาจจะไม่ได้ใช้ความเร็วที่ต่อเนื่องเหมือนรถจักรยานยนต์ทางเรียบ แต่ก็เป็นรถที่ต้องอาศัยรอบเครื่องยนต์ที่มากกว่าแรงม้าพอสมควรในการขับเคลื่อน ยิ่งถ้าไปในทางป่า หรือลุยเส้นทางกันดารมาก ๆ ก็อาจจะทำให้ส่วนของวงล้อกับยางนั้นขยับเคลื่อนตัวได้ ด้วยการใช้งานยางที่หนักขนาดนี้แน่นอนว่าหากวงล้อ และยางเกิดการบิดตัวขึ้นมาก็จะส่งผลไปถึงจุ๊บลมถึงขั้นที่ว่าอาจจะขาดได้เลย เพื่อเป็นการห้องกันเหตการเหล่านั้นจึงต้องใช้ตัว Rim Lock เข้ามาช่วยนั่นเอง

นั่นจึงทำให้คนที่ไม่ใช่นักบิด หรือคนที่กำลังเข้ามาสู่วงการจักรยานยนต์วิบาก ไม่ว่าจะเป็นโมโตครอส หรือเอ็นดูโร่ต่างก็งงและตั้งข้อสงสัย ว่าทำไมวงล้อของยาง ถึงมีจุ๊บเติมลมอยู่สองที่ ซึ่งจริง ๆ แล้วในส่วนของจุ๊บเติมลมนั้นมีเพียงแค่ที่เดียวและตัวเดียวเท่านั้น ส่วนจุ๊บอีกตัวที่เห็นและเข้าใจว่าเป็นจุ๊บตัวที่ 2 แท้ที่จริงก็คือตัวรีมล็อคในการติดตั้งริมล็อคนั้นสามารถมารถที่จะติดตรงไหนก็ได้ของขอบวงล้อบางคนก็ติดเอาไว้ไกลๆกับจุ๊บเติมลมเลยหรือบางคนก็ติดเอาไว้ตรงข้ามกับจุ๊บลมแต่ตรงนี้ก็แล้วแต่ความสะดวกของนักบิดว่าจะติดตรงไหนและรถวิบากทุกประเภทต้องติดริมล็อคกันแทบจะทุกคันซึ่งตรงจุดนี้ก็เป็นข้อแตกต่างกับรถแข่งประเภทจักรยานยนต์ทางเรียบที่พัฒนาเป็นยางแบบไม่มียางในที่เรียกกันว่ายางจุ๊บเลสและการขับขี่นั้นก็ไม่ได้รับการกระแทกอะไรมากมายนักถ้าเทียบกับจักรยานยนต์วิบากนั่นจึงทำให้จักรยานยนต์ทางเรียบนั้นจึงไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ตัวช่วยอย่างริมล็อค

คราวนี้คงทำให้หลายๆคนหายสงสัยกันแล้วว่าทำไมรถจักรยานยนต์โมโตครอสหรือเอ็นดูโรถึงมีจุ๊บลม 2 อัน แต่แท้ที่จริงแล้วมีแค่อันเดียวอีกอันหนึ่งคือริมล๊อค  ส่วนใครที่วางแผนจะลุยจะเข้าป่า แล้วยังไม่ได้ติดตัวริมล็อค ก็ควรจะหามามาติดตั้งที่ล้อไว้ได้แล้ว การติดตั้งก็ไม่ได้ยากอะไร และราคาก็ไม่ได้แพงอีกด้วย ติดไว้ก็สามารถทำให้เราขี่ลุยออกทริปได้อย่างสบายใจ ดีกว่าที่จะเข้าข่าย เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย นะจ๊ะ แล้วจะหาว่าไม่เตือน

 

4โมโตครอส – เอ็นดูโร่ ที่ที่น่าสนใจ ไปไหนไปกันได้ทุกเส้นทาง

สนามแข่ง MOTOCROSS ที่นักแข่งหลายคนอยากไปสัมผัส

สนามแข่ง MOTOCROSS ที่นักแข่งหลายคนอยากไปสัมผัส

ไม่ว่ากีฬาประเภทไหน สนามแข่งขันนั้นก็ถือเป็นจุดมุ่งหรืออาจเป็นความฝัน เป็นเป้าหมายของ รวมถึงอาจจะเป็นความฝันของนักกีฬาประเภทนั้น ๆ  ที่อยากจะไปลงทำการแข่งขัน อย่างเช่นถ้าเป็นนักวิ่ง ก็ยากไปวิ่งเบอร์ลิน หรือลอนดอนมาราธอนสักครั้ง หรือถ้าเป็นนักปั่นจักรยาน ก็คงอยากไปแข่งขันสนาม ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ส่วนสำหรับนักบิดสายลุยฝุ่นอย่างจักรยานยนต์ MOTOCROSS นั้นมีสนามไหนกันบ้างที่เป็นที่สุดสำหรับนักบิดจักรยานยนต์วิบากลองมาดูกัน

สนามแข่ง MOTOCROSS ที่นักแข่งหลายคนอยากไปสัมผัส

สนาม Arenacross

สนามในร่ม Arenacross ถูกออกแบบให้เป็นสนามแข่งที่มีแต่โคลนที่เฉอะแฉะ และสกปรก มีแท่นกระโดดที่สูง 3 ขั้นรวมทั้งสิ่งกีดขวาง และอุปสรรคนานัปการ โดยสนามนี้เริ่มจัดการแข่งขันเมื่อปี 1970 ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งการแข่งขันรายการนี้เป็นเรื่องที่ท้าทาย และสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ชมที่อยู่บนอัฒจันทร์ ที่แทบจะเต็มความจุทุกครั้งที่มีการแข่งขัน

 

สนามแข่ง MOTOCROSS ที่นักแข่งหลายคนอยากไปสัมผัส

สนาม Scheveningen beach

สนามนี้เป็นสนามเลียบชายหาด Scheveningen ในประเทศฮอลแลนด์ ซึ่งนอกจากจะเป็นชายหาดที่มักมีนักท่องเที่ยวไปเดิน เล่น อาบแดด และว่ายน้ำแล้ว ชายหาดแห่งนี้ยังเปลี่ยนให้เป็นสนามแข่ง MOTOCROSS ชายหาด ที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งแต่ละรอบนั้นก็เป็นรอบยาว โดยนักบิดที่ทำการแข่งขันมีทั้งมือสมัครเล่น และมืออาชีพ ซึ่งการแข่งขันนั้นในแต่ละปีมีการจัดการแข่งขันหลายครั้งแต่ในบางปีก็มีแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ชายหาด Scheveningen ซึ่งตั้งอยู่ในเมือง Hague เป็นอีกหนึ่งสนามที่นักแข่ง MOTOCROSS ทั้งหลาย อยากไปสัมผัสความมันกันสักครั้ง

 

สนามแข่ง MOTOCROSS ที่นักแข่งหลายคนอยากไปสัมผัส

สนาม Thunder Valley Park

Thunder Valley Park นั้นตั้งอยู่ในเมือง เดนเวอร์ รัฐโคโลราโด ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยที่ Thunder Valley Motocross Park เริ่มสร้างเมื่อปี 1999 และเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรายการ AMA Pro Motocross National ในปี 2005 ซึ่งหลังจากนั้นสนามนี้ก็กลายเป็นสนามที่กลายเป็นที่นิยมของเหล่านักบิด MOTOCROSS เป็นที่เรียบร้อยแล้วในช่วงฤดูร้อนของปีจะคลาคล่ำไปด้วยเสียงแผดของมอเตอร์ไซค์วิบากรวมถึงนักบิดและช่างเครื่องเป็นจำนวนมาก

 

สนาม GLEN HELEN สหรัฐอเมริกา

สนามแข่ง MOTOCROSS แห่งนี้นั้น เป็นสนามที่มีจุดเด่นตรงที่เส้นทางนั้นเป็นเส้นทางของหุบเขา Helens ใน แคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีความลาดชันให้โดดกันอย่างเร้าใจ และค่อนข้างที่จะโหดเป็นอย่างมาก สนามนี้จัดการแข่งขันให้กับนักบิดมือใหม่ รวมไปถึงนักบิดมืออาชีพ และยังเป็นสนามที่ใช้จัดการแข่งขันรายการนานาชาติอย่างรายการ Superfast Grand Prix มาแล้ว

 

สนาม ERNEE ประเทศฝรั่งเศส

สนามแห่งนี้จะว่าเป็นสนามที่เก่าแก่ของโลกอีกสนามหนึ่งก็ว่าได้ เพราะเริ่มมีมาตั้งแต่ปี 1972 และยังสามารถจุจำนวนผู้เข้าชมได้ถึงประมาณสี่หมื่นกว่าคน  โดยได้รับหน้าที่จัดรายการแข่งขันใหญ่ ๆ อย่าง Motocross of Nations และรายการ FIM World Motocross events รวมไปถึงยังเป็นสนามสำหรับการชิงแชมป์ของประเทศฝรั่งเศสด้วย

 

สนาม Unadilla

เป็นสนามที่เก่าแก่ที่สุดในอเมริกา ซึ่งตั้งอยู่บริเวณทางเหนือของนิวยอร์ค การออกแบบสนามนั้น มีอุปสรรคให้ฝ่ามากมาย ไม่ว่าจะเป็น ก้อนหินใหญ่ หรือบ่อลึกว่ากันว่าถ้าไม่เตรียมตัวมาดี ๆ แล้วถ้าพลาดมาอาจถึงตายได้

# 4โมโตครอส – เอ็นดูโร่ ที่ที่น่าสนใจ ไปไหนไปกันได้ทุกเส้นทาง

Kawasaki KLX 230 R และ KLX 300

Kawasaki KLX 230 R และ KLX 300

สำหรับจักรยานยนต์โมโตครอสที่มีไว้สำหรับ ออกทริป ไปผจญภัยในเส้นทางวิบาก ถิ่นธุระกันดาร หรือเอาไว้แข่งขันกันในสนามนั้น นักบิดลุยฝุ่นไม่ว่าจะมือสมัครเล่น หรือสายอาชีพนั้นก็มักจะมีรถคู่ใจกันอยู่แล้ว แต่ถ้าใครเป็นมือใหม่หัดลุย หรือถ้าใครกำลังคิดจะเปลี่ยนรถนั้นค่าย Kawasaki นั้นก็น่าจะสนใจไม่น้อยโดยทาง Kawasaki นั้นได้เปิดตัวสองรุ่นสายลุย อย่าง KLX 230 R กับ KLX 300 ซึ่งทั้งสองรุ่นนี้เหมาะที่จะเป็นคู่ใจในการออกทริป หรือแข่งขันเท่านั้น เพราะไม่สามารถจดทะเบียนกับขนส่งได้ ส่วนรายละเอียดรถนั้นลองมาดูกันเลย

Kawasaki KLX 230 R และ KLX 300

Kawasaki KLX 230 R

เป็นมอเตอร์ไซค์วิบาก ที่ให้มาตรฐานการผลิต และใช้เฟรมเดียวกับ รุ่น KLX 230 กับ KLX 230 ABS S ที่ได้เปิดตัวออกมาพร้อมกัน เป็นเครื่องยนต์ ขนาด 1 สูบ 230 CC โดยตัวรถนั้นถูกออกแบบมาใหม่ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ หรือเครื่องยนต์ ซึ่งเน้นให้ปราดเปรียว กะทัดรัดคล่องตัว และเหมาะกับทางวิบากทุกรูปแบบ โดยเฉพาะทางฝุ่น โดยแซสซี เป็นแบบ perometer ซึ่งทำให้ตัวจักรยานยนต์นั้นมีน้ำหนักเบา ซึ่งตัวรถนั้นถ้าพิจารณาให้ดีจะมีความกระชับกว่า รุ่น KLX 230 กับ KLX 230 ABS S และไม่มีไฟหน้าซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำหรับรถวิบากอยู่แล้ว

Kawasaki KLX 230 R และ KLX 300

การรองรับแรงกระแทกนั้นเป็นโช๊คแกน 37 มิลลิเมตรในรูปแบบของเทเลสโคปิค มาพร้อมกับโช๊คเดี่ยวระบบแก๊สที่ปรับได้ ในส่วนเรื่องความปลอดภัยในระบบเบรกนั้นเบรกหน้าเป็นจานเบรก 240 มิลลิเมตร คาลิเปอร์สองลูกสูบ และกระปุกน้ำมันเบรก ทางด้านเบรกหลัง เป็นจานเบรก 220 มิลลิเมตร คาลิเปอร์หนึ่งลูกสูบ สำหรับรายละเอียดส่วนอื่น ๆ ก็มีดังนี้ น้ำหนักรถอยู่ที่ 115 กิโลกรัม ความสูงของรถอยู่ที่ 120 เซนติเมตร ความสูงของเบาะ 92 เซนติเมตร ความยาว 84 เซนติเมตร ระยะช่วงล้อ 136 เซนติเมตร ความสูงจากพื้นถึงใต้ท้องรถ 30 เซนติเมตร ความกว้าง 204 เซนติเมตร

 

Kawasaki KLX 300

ถือว่าเป็นมอเตอร์ไซค์วิบากตัวท๊อปของ Kawasaki ก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงที่สวยงามโฉบเฉี่ยวทะมัดทะแมง เครื่องยนต์ที่แรง และช่วงล่างที่หนึบแน่น การบังคับคล่องตัวซึ่งถ้าหากนักบิดได้เห็นคงต้องอยากสัมผัสกันทุกคน

ความงามและดีไซน์ของตัวรถนั้นก็คงเอกลักษณ์ของ KX โดยหน้าตาก็ถอดมาจาก KX 450  ไม่ว่าจะเป็นเบาะตัวถังเฟรมโดยการออกแบบนั้นจะเน้นท่านั่งให้นักบิดบังคับหนีบรถได้อย่างถนัด

เครื่องยนต์นั้นก็มีความแรงในระดับถึง 292 CC เครื่องยนต์หนึ่งสูบ ใช้ของเหลวระบายความร้อน และสามารถปรับแต่งความแรงให้เหมาะกับการใช้งานได้

ระบบรับแรงกระแทกโช๊คหน้านั้นเป็นแกนเทเลสโคปิค 43 มิลลิเมตร โช๊คหลังเป็นโช๊คแก๊ส ที่สามารถปรับแต่งได้เต็มที่ ส่วนในระบบเบรกหน้านั้น เป็นสองลูกสูบคาลิปอร์ มาพร้อมขนาดจาน 270 มิลลิเมตร ส่วนเบรกหลังนั้นเป็นคาลิปอร์หนางลูกสูบ โดยที่จานเบรกนั้นอยู่ที่ 240 มิลลิเมตร ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ นั้น น้ำหนักรวมตัวรถ 128 กิโลกรัม จากพื้นไปถึงใต้ท้องรถ 30.5 เซนติเมตร ความสูงของเบาะ 92.5 เซนติเมตร ความสูงของรถ 125 เซนติเมตร ระยะล้อ 143 เซนติเมตร ความยาว 82.5 เซนติเมตร ความกว้าง 212 เซนติเมตร

ส่วนทางด้านราคานั้นในรุ่น Kawasaki KLX 230 R อยู่ที่ 125,000 บาท และ Kawasaki KLX 300 อยู่ที่ 20,0000บาท หากใครคิดว่าตัวเองเหมาะที่จะใช้รุ่นไหนนั้น ก็พิจารณากันได้ตามใจชอบ แต่ทำสำคัญรถจักรนยานยนต์วิกบากทั้งสองรุ่นนี้ ไม่เหมาะที่จะเอาไว้เป็นพาหนะในการเดินทางหรือใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะเป็นรถที่มีไฟหน้า และไม่สามารถจดทะเบียนกับทางขนส่งได้ นั่นอาจจะทำให้ไม่ปลอดภัยเป็นอย่างยิ่งเวลาขับขี่ตอนกลางคืน เหมาะสำหรับใช้ออกทริปผจญภัยกับกลุ่มเพื่อนร่วมก๊วน ในตอนกลางวันจะดีที่สุด

 

# เส้นทางวิบากที่ว่าดีที่สุดในไทย และต่างประเทศ

5 MOTOCROSS ในฝันของนักบิดสายฝุ่น

5 MOTOCROSS ในฝันของนักบิดสายฝุ่น

ถ้าพูดถึงโมโตครอส ระดับพรีเมี่ยมแล้วเชื่อว่าผู้ที่ชื่นชอบรถวิบากสายลุย คงมีรถในดวงใจกันอยู่หลายรุ่นหลายยี่ห้อ ซึ่งค่ายต่าง ๆ ก็ทำออกมาสู่ตลาด โดยแต่ละค่ายนั้น ก็มีเทคโนโลยี จุดเด่น รูปทรง และราคาที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งแต่ละค่ายนั้นมีรุ่นอะไรกันบ้าง เราจึงรวบรวมกันมาให้ดูกัน 5 ค่าย ดังต่อไปนี้

5 MOTOCROSS ในฝันของนักบิดสายฝุ่น

จักรยานยนต์ MOTOCROSS ของ BMW

สำหรับ BMW ค่ายนี้ ชื่อนี้ การันตีอยู่แล้วเรื่องเทคโนโลยี สำหรับรถใหญ่ในวงการรถหรู หรือรถแข่งระดับโลก หรือบิ๊กไบค์ ที่ออกมาสู่ตลาดอย่างมากมาย แต่สำหรับ MOTOCROSS นั้นก็ยังมีคำถามอยู่เหมือนกันว่าของค่าย BMW จะดีจริงไหม ? บอกเลยว่า ดีจริง โดยเฉพาะรุ่น F 700 Gs ที่เผยโฉมออกมาเมื่อปี 2017 นั้นเป็น MOTOCROSS ที่มีแรงม้ามากถึง 7, 300 รอบ/นาที แรงระเบิดอยู่ที่ 77 นิวตัน มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 2 สูบ จุดเด่นอีกอย่างของรุ่น BMW F 700 Gs นั้นคือ ความอึด ถึก ลุย และตัวรถนั้นน้ำหนักก็ยังเบาอีกอีกด้วย โดยราคานั้นอยู่ที่ประมาณ 500,000 บาท

 

5 MOTOCROSS ในฝันของนักบิดสายฝุ่น

จักรยานยนต์ MOTOCROSS ของค่าย KTM

สำหรับค่าย KTM นั้นหลาย ๆ คนที่ไม่เคยเล่นรถวิบากหรือ โมโตครอส เมื่อได้ยินชื่อค่ายนี้อาจขมวดคิ้วด้วยความสงสัยเพราะไม่คุ้นชื่อ แต่ในสายโดดสายคลุกฝุ่นนั้นค่าย KTM เป็นค่ายคุณภาพค่ายหนึ่งเลยทีเดียวโดยที่ จักรยานยนต์ MOTOCROSS เกรดพรีเมี่ยมนั้นก็คงจะเป็นรุ่น KTM 1090 Adventure ที่ถูกผลิตออกมาจำหน่ายในปี 2017 โดยเครื่องเครื่องยนต์ที่แรงขนาด 125 แรงม้า ระบบเกียร์ธรรมดา 6 เกียร์ 2 สูบ 4 วาล์ว ราคานั้นก็รุนแรงเช่นกันโดยอยู่ที่ประมาณ 1,000,000บาท กันเลยทีเดียว

 

จักรยานยนต์ MOTOCROSS ค่าย HONDA

HONDA เป็นค่ายรถจักรยานยนต์ที่บ้านเรารู้จักดีมากที่สุด เพราะครองตลาดจักรยานยนต์แทบจะกินขาดทุรุ่นที่ผลิตออกมา เต็มท้องถนนไปหมด แต่สำหรับจักรยานยนต์ MOTOCROSS นั้น HONDA นั้นก็ได้ทำการผลิตเกรดพรีเมี่ยมออกมาสู่ท้องตลาดเช่นกันโดยเป็นรุ่น Honda CRF 250L ที่ผลิตออกมาจำหน่านในปี 2016 เป็นโมโตครอส สายลุยฝุ่นที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ ระดับ 250 CC และรบบหัวฉีด PGM-FI ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของ HONDA ระบบเบรกหน้านั้นเป็น ดิสเบรก 2 ลูกสูบ เบรกหลัง เป็นดิสเบรก 1 ลูกสูบ ในส่วนราคานั้น ก็จับต้องได้ไม่ยากโดยอยู่ที่ประมาณ หนึ่งแสนกว่าบาทเท่านั้น

 

จักยานยนต์ MOTOCROSS ค่าย Suzuki

เป็นค่ายรถจักรยานยนต์ที่ถือว่าเป็นคู่แข่งทางการตลาดกับค่าย HONDA ซึ่งจสกทางค่าย Suzuki ผลิตรถจักรยานยนต์ทั่วไปที่เราเห็นกันอย่างคุ้นตา ก็ยังผลิตจักยานยนต์ MOTOCROSS ออกมาในรุ่น Suzuki RM-Z250 standard และได้ผลิตออกมาจำหน่ายเมื่อปี 2016 รูปทรงนั้นดูก็รู้เลยว่าออกแบบมาเพื่อสายลุยโดยเฉพาะ มาพร้อมด้วย เครื่องยนต์ 219 CC ระบบเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ ส่วนราคานั้นอยู่ที่ ประมาณเกือบ สามแสนบาทกันเลยทีเดียว

 

จักยานยนต์ MOTOCROSSของค่าย Kawasaki

ค่าย Kawasaki รถในตลาดในบ้านเรานั้นอาจไม่เป็นที่นิยมกันมากนักถ้าเปรียบเทียบกับฮอนด้า หรือซูซูกิแต่ในส่วนของจักยานยนต์ MOTOCROSS นั้นก็ออกทำออกมาได้เหมือนน้อง ๆรถสูตรเลยก็ว่าได้โดยเป็นรุ่น าเรียาดในยhoสามแสนบาทกันเลยทีเดียวงยนต้วยความสงสับเพราะไม่คุ้นชื่อ แต่ในสาย Kawasaki KLX 300 โดยเป็นเครื่องยนต์ 1สูบ 292 CC ระบายความร้อนด้วยของเหลว  ราคานั้นอยู่ที่ประมาณ 300,000

เป็นไงกันบ้างสำหรับข้อมูลเล็กๆน้อยๆที่เรานำมาฝากกันซึ่งเชื่อว่าหลายๆท่านที่เป็นนักบิดสายลุยอ่านแล้วก็ต้องระงับกิเลสกันเป็นอย่างมากเลยทีเดียวซึ่งจริงๆแล้วในท้องตลาดยังมีจักยานยนต์ MOTOCROSS ให้ใช้งานกันอีกเยอะมาก ซึ่งใครจะใช้รุ่นไหน ก็คงแล้วแต่ความชอบส่วนตัว ของใครของมัน นั่นเองขอให้มีความสุขกับการขับขี่โดดและลุยฝุ่นกันทุกท่าน

 

Extreme motorsport คืออะไร

นักไต่เชือกชาวอเมริกา สร้างสถิติไต่เชือกที่ขึงระหว่างบอลลูนทั้ง 2 ลูก

นักไต่เชือกชาวอเมริกา สร้างสถิติไต่เชือกที่ขึงระหว่างบอลลูนทั้ง 2 ลูก

นักไต่เชือกชาวอเมริกา สร้างสถิติไต่เชือกที่ขึงระหว่างบอลลูนทั้ง 2 ลูก

ปกติแล้วการไต่เชือกข้ามภูเขาหรือข้ามตึกสูงก็สร้างความระทึกมากพออยู่แล้วเนื่องจากความสูงของมันนั้นทำให้กีฬาชนิดนี้เป็นกีฬาที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงและความอันตรายที่อาจจะพลาดชีวิตของเหล่านักไต่เขาได้เลยหากพวกเขาพลาดแม้เพียงนิดเดียวโดยเฉพาะนักไต่เขาบางคนที่ท้าทายความสามารถของตนเองด้วยการไม่ใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือใดๆในการทรงตัวหรือสร้างสมดุลที่จะช่วยให้เดินบนเชือกได้ง่ายยิ่งขึ้นหรือบางคนที่แม้แต่อุปกรณ์เซฟตี้ที่จะช่วยรักษาความปลอดภัยให้แก่ชีวิตและทรัพย์สินของตนเองนั้นยังเลือกที่จะไม่ใช้เลยด้วยซ้ำไปด้วยความที่รูปแบบของกีฬาไต่เชือกนั้นจะค่อนข้างไม่มีอะไรหากคุณเป็นคนที่เต็มไปด้วยประสบการณ์มีความชำนาญเป็นพิเศษสามารถเดินบนเชือกเส้นเล็กๆได้โดยที่ไม่ได้มีความกลัวหรือความประหม่าแต่อย่างใดและยังสามารถทํามันได้ดีมาก

นักไต่เชือกชาวอเมริกา สร้างสถิติไต่เชือกที่ขึงระหว่างบอลลูนทั้ง 2 ลูก

โดยเสมอด้วยมันจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เหล่านักไต่เชือกมักจะแสวงหาความตื่นเต้นและความท้าทายใหม่ๆอยู่เสมอเพื่อเป็นการพัฒนาฝีมือของตนเองและเราต้องไม่ลืมว่าคนที่จะชื่นชอบในการเล่นกีฬาประเภทนี้ต้องเป็นคนที่ชื่นชอบในเรื่องของความท้าทายและความเสี่ยงอันตรายอยู่แล้วมันจึงไม่น่าแปลกใจนักหากเราจะเห็นการท้าทายตนเองที่มีความน่าหวาดเสียวและเป็นอันตรายมากขึ้นทุกทีหากคุณคิดว่าสิ่งที่เคยรับรู้มาเกี่ยวกับการไต่เชือกมันช่างน่าหวาดเสียวจนไม่น่าจะมีอะไรที่จะทำให้อะดรีนาลีนของคุณหลังไปได้มากกว่านี้อีกแล้วอย่างเช่นการเดินบนเชือกเส้นเล็กๆข้ามภูเขาที่สูงกว่า 1,000 เมตร หรือการใส่ส้นสูงไต่เชือก แต่เชือกที่พวกเขากำลังเดินนั้นเป็นเชือกที่ขึงไว้ตึงและค่อนข้างมีความมั่นคงเป็นอย่างมาก ดูเหมือนว่ามันจะไม่ท้าทายพอสำหรับนักสร้างสถิติโลกในการไต่เชือกอย่างนักกีฬาไต่เชือกชาวสหรัฐอเมริกาที่มีชื่อว่าแอนดี้ ลูอิส ชายหนุ่มผู้เคยมาสร้างสถิติในการข้ามระหว่างตึกสูงในประเทศไทยมาก่อนจนกลายเป็นข่าวดังเมื่อปีพ.. 2557 ในครั้งนั้นเขาสามารถสร้างสถิติโลกครั้งใหม่ได้ในประเทศไทยซึ่งเป็นการทำลายสถิติเดิมของตนเองในเรื่องของระยะทาง แต่ในครั้งนี้เขาได้ท้าทายตนเองในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป จะเป็นอย่างไรหากเราต้องเดินอยู่บนเชือกที่หย่อนไม่ได้ถูกขึงให้ตึงจนมีความมั่นคงมากพอที่จะสามารถทรงตัวอยู่ได้

ในครั้งนี้แอนดี้จึงได้เลือกที่จะสร้างสถิติโดยการเดินบนเชือกที่ขึงระหว่างบอลลูน 2 ลูกที่กำลังลอยอยู่กลางท้องฟ้าความสูงเมื่อวัดแล้วจากระดับพื้นดินมีความสูงถึง 4,000 ฟุตเลยทีเดียว แม้ว่าระยะห่างระหว่างมนุษย์ทั้ง 2 ลูกนั้นจะเป็นระยะห่างเพียงแค่ 12 เมตรเท่านั้นแต่มันก็เป็นการท้าทายความสามารถเป็นอย่างมากกับการที่จะต้องรักษาสมดุลและพยายามทรงตัวบนเชื่อที่มีความหย่อนและไม่ตึงแถมยังลอยอยู่เหนือท้องฟ้าอีกด้วย ซึ่งในกรณีนี้หากตกลงมาแม้ว่าจะมีอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยก็จะอันตรายมากกว่าการไต่บนเชือกที่ถูกขึงไว้จนตึงแล้ว ที่สำคัญคือสถานที่ที่บอลลูน 2 ลูกนี้ลอยอยู่บนฟ้านั่นก็คือเป็นพื้นที่ทะเลทรายเนวาด้าใกล้กับเมืองที่ชื่อว่าลาสเวกัส

การลอยอยู่ท่ามกลางอากาศบนพื้นที่ที่เป็นทะเลทรายนั้นนอกจากจะต้องพบเจอกับอากาศที่ร้อนแล้วยังจะต้องพบเจอกับลมที่กรรโชกแรงอีกด้วย ยิ่งเป็นการเพิ่มความยากและความท้าทายให้กับการเดินบนเชือกในครั้งนี้เป็นอย่างมาก หลังจากที่เขาสามารถทำมันได้สำเร็จเขาได้มีการกล่าวว่าเขานั้นรู้สึกมหัศจรรย์เป็นอย่างมากเมื่อได้เดินอยู่บนเชือกที่ลอยอยู่กลางท้องฟ้า มันทำให้เขานั้นได้รู้สึกถึงอิสระภาพและความเสรีได้อย่างไม่น่าเชื่อ แม้ว่ามันจะเป็นความตื่นเต้นในการเสี่ยงชีวิตที่จะเล่นกีฬาชนิดนี้แต่มันก็ได้แปรเปลี่ยนไปเป็นความมุ่งมั่นที่ทำให้เขานั้นสามารถบรรลุเป้าหมายได้มันจึงกลายเป็นกีฬาที่เขารัก การที่เขาออกมาทำสถิติโลกเช่นนี้ทำให้ทั่วทั้งโลกนั้นหันมาสนใจกีฬาการไต่เชือกมากยิ่งขึ้น จนครั้งหนึ่งเขานั้นเคยได้รับเชิญไปแสดงคู่กับการแสดงของมาดอนน่าอีกด้วย ซึ่งมันทำให้เขานั้นมีชื่อเสียงเป็นอย่างมากและกลายเป็นนักไต่เชือกที่มีแต่คนรู้จักไปทั่วทั้งโลก

 

#ชายชาวจีนทำลายสถิติข้ามหุบเขาที่มีแม่น้ำที่ลึกที่สุดในโลก

เทคนิคการขี่ motocross

เทคนิคการขี่ motocross

ในการเล่นกีฬาทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาอาชีพ หรือมือสมัครเล่นนั้นย่อมต้องมีความเชี่ยวชาญ หรือจำเป็นต้องฝึกซ้อมอยู่เสมอ ยิ่งกีฬาที่มีความท้าทาย และมีความเสี่ยงอย่างเช่นการปั่นจักรยานไม่ว่าประเภทถนน หรือประเภทเสือภูเขา รวมไปถึงการขี่มอเตอร์ไซค์วิบาก หรือที่เรียกกันว่า motocross นั้นยิ่งต้องเพิ่มความเชี่ยวชาญเข้าไป เพราะเป็นกีฬาที่ใช้ความเร็ว ไปในเส้นทางที่เสี่ยง และผาดโผน หากไม่มีความชำนาญหรือเทคนิคดี ๆ แล้วนั้น อาจจะหมดสนุก รวมไปถึงเกิดอุบัติเหตุได้ เพราะว่าขี่ได้กับขี่เป็นนั้นแตกต่างกันเราจึงนำเอาเทคนิคการขี่ motocross มาฝากกัน

เทคนิคการขี่ motocross

รู้จักรอบของเครื่องยนต์

รถจักรยานยนต์วิบากแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อนั้น มีขีดความสามารถที่ไม่เหมือนกันฉะนั้นหากเราใช้รถรุ่นไหนอยู่ หรือกำลังได้รถมาใหม่ หรือกำลังเปลี่ยนรถใหม่ โดยเฉพาะรถวิบากนั้นจะเน้นอัตราการเร่งเป็นสำคัญ ยิ่งตอนออกตัวถ้าใครเคยดูการแข่งขัน motocross จะเห็นว่าใส่กันสุดคันเร่ง ถึงขั้นยกหน้ากันเลย ในระหว่างที่ขี่นั้นในเส้นทางวิบากจะมีการเข้าโค้งผ่อนหนักผ่อนเบา ตามความยากของเส้นทาง การรักษารอบ คันเร่ง และการเปลี่ยนเกียร์คือสิ่ง ที่สำคัญที่สุดต้องสัมพันธ์คล้องจองกันอย่างถูกจังหวะ เพราะถ้าขี่รอบที่ต่ำเกินไปอาจทำให้เกิดปัญหาได้

 

จัดท่าทางการขับขี่ให้ถูกต้อง

การขี่มอเตอร์ไซค์วิบาก หรือ motocross นั้นแตกต่างจากการขี่จักรยานยนต์ทางเรียบโดยทั่วไปอยู่แล้ว เพราะต้องเน้นการควบควบคุมรถที่อยู่บนเส้นทางที่ขรุขระ สมาธิต้องจดจ่อกับเส้นทางที่กำลังไปว่ามีอะไรขวางอยู่บ้าง การจัดท่าทางการขี่นั้นจึงสำคัญ โดยอย่างแรกเลยก็คือการวางเท้า โดยที่เท้าขวานั้นต้องอยู่ที่บริเวณคันเกียร์อยู่เสมอ (ยกเว้นตอนเอาเท้าลงพื้นเพื่อประคองรถ) เพื่อง่ายต่อการเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างสอดคล้อง กับรอบของเครื่องยนต์ที่เปลี่ยนตลอดเวลา ส่วนเท้าซ้ายนั้นก็ต้องอยู่ทีคันเบรกอย่าให้ห่างเช่นกัน เพราะเมื่อมีเหตุการณ์ฉุกเฉินก็จะสามารถหยุดรถได้ทันท่วงที โดยเทคนิคการเบรกนั้นก็เน้นไปที่เบรกมือ หรือเบรกหน้าในระดับ 70% และใช้เบรกหลัง 30% เมื่อจะทำการหยุดรถ ในส่วนของท่านั่นนั้น เข่าก็ควรจะต้องหนีบถังน้ำมันตลอดเวลา ซึ่งจริง ๆแล้วการขี่ motocross นั้นปกติส่วนใหญ่ก็จะยืนเสียมากกว่าเพราะมันง่ายต่อการทรงตัว ในการยืนนั้นก็ควรจะโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ช่วงแขนรวมไปถึกศอกกางออก และควรเทน้ำหนักไปทางด้านหน้าเสมอ

 

รู้หลักการเข้าโค้ง

รถจักรยานยนต์ motocross นั้นด้วยการที่ออกแบบรวมไปถึงโครงสร้างทั่วไปนั้นจะแตกต่างจักรยานทางเรียนชนิดอื่น ๆ การเข้าโค้งจึงแตกต่างกันออกไปด้วย โดยการเข้าโค้งของมอเตอร์ไซค์วิบากนั้นควรที่จะยื่นเท้าเฉียงออกไปด้านประมาณ 45 องศาเพื่อง่ายต่อการควบคุมรึและเพื่อความสมดุลยกตัวอย่างเช่นเมื่อเข้าโค้งด้านซ้ายก็ให้ยื่นเท้าซ้ายเมื่อเข้าโค้งขวาก็ยื่นเท้าขวา

การถ่ายเทน้ำหนักเมื่อข้ามสิ่งกีดขวาง

การข้ามสิ่งกีดขวางนั้น ไม่ว่าจะเป็นท่อนไม้ กิ่งไม้ หินหรือหลุมบ่อ การขี่รถข้ามไปนั้นจังหวะที่ล้อหน้าข้าม ให้จับแฮนด์รถให้มั่นพร้อมกับยืนแล้วเอนตัวไปด้านหลัง เพื่อทำให้ช่วงหน้าของรถนั้นเบาที่สุด เมื่อถึงจังหวะที่ล้อหลังกำลังจะข้ามก็ให้เอนตัวโน้นตัวไปด้านหน้า เพื่อเป็นการถ่ายเทน้ำหนักให้ช่วงหลังของรถนั้นเบานั่นเอง

หวังว่าเทคนิคเล็กๆน้อยๆเหล่านี้จะช่วยให้นักบิดนำไปใช้ได้อย่าเกิดประโยชน์และที่สำคัญไม่ว่าจะขับขี่เส้นทางไหนก็ขอให้คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลักแล้วเราจะสามารถสนุกกับการขี่มอเตอร์ไซค์ไปอีกนาน

 

เส้นทางวิบากที่ว่าดีที่สุดในไทย และต่างประเทศ