ปีนผาสุดเอ๊กซ์ตรีม พร้อมการใกล้ชิดธรรมชาติ

ปีนผาสุดเอ๊กซ์ตรีม พร้อมการใกล้ชิดธรรมชาติ

ปีนผาสุดเอ๊กซ์ตรีม พร้อมการใกล้ชิดธรรมชาติ

ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ระบาดทำให้ผู้คนอาจจะไม่ได้ออกไปสัมผัสบรรยากาศการท่องเที่ยวกันมาเป็นระยะเวลาเกือบ 2 ปี ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายมาก เพราะในปะเทศไทยยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่ยังไม่ได้เป็นที่รู้จักอีกหลายๆที่ โดยสถานที่เหล่านั้นก็ยังไม่บอบช้ำมากนัก ยิ่งถ้าเป็นแหล่งธรรมชาติก็น่าจะกำลังสมบูรณ์สุดๆ ซึ่งการใกล้ชิดธรรมชาตินั้นกำลังได้รับความนิยมมากในช่วงไม่กี่ปีมานี้เห็นได้จากเทรนด์การแคมป์ปิ้งกันมากขึ้น

 

ปีนผาสุดเอ๊กซ์ตรีม พร้อมการใกล้ชิดธรรมชาติ

 

  • สำหรับคอกีฬาเอ็กซ์ตรีมการจะไปเที่ยวอย่างเดียวก็ดูจะไม่ได้ใจเท่าไหร่ นอกจากจะสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อนฝูงการหากิจกรรมที่ได้สนุกกับธรรมชาติคงจะน่าสนใจ บางคน อาจจะเลือกการเดินป่า หรือ ล่องแก่ง แต่ถ้าเป็นคอ เอ็กซ์ตรีมจริง ๆ  กิจกรรมที่ไม่ควรพลาดเลยคือการปีนผา ซึ่งกิจกรรมนี้เป็นสนุกกับธรรมชาติที่เรียกได้ว่าน่าจะหินที่สุดและก็ได้มาด้วยความตื่นเต้นมากสุด

 

  • ซึ่งจริง ๆ แล้วการปีนผานั้นถือว่าเป็นอีกหนึ่งทักษะและสัญชาตญาณทีมนุษย์มีมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ แต่ด้วยการวิวัฒน์ของสังคมเข้าสู่เมืองมากขึ้นทำให้ กิจกรรมปีนผาก็ดูจะออกห่างจากตัวเรามากขึ้นตามไปด้วย กลายเป็นเพียงการปีนผาเป็นงานสำหรับการสำรวจศึกษาหรือเป็นทางการ มากกว่าจะเป็นกิจกรรมผ่อนคลาย แต่ด้วยปัจจุบันดูเหมือนผู้คนหันกลับมาสนใจวิถีชีวิตแบบธรรมชาติมากขึ้น อาจจะเป็นเรื่องที่ดีที่กีฬาปีนผาจะกลับมาได้ โดยต้องอาศัยร่างกายค่อนข้างเยอะ และ ความยืดหยุ่นของร่างกายด้วย เพื่อช่วยในการยึดเหนี่ยวและส่งตัวขึ้นไปในระดับต่างๆ

 

Credit : ผู้จัดการออนไลน์

 

  • ซึ่งนอกจากจะได้ความตื่นเต้นที่เพิ่มขึ้นตามความสูงของผา ยังได้ออกกำลังกายไปในตัวด้วย แถมยังได้รับอากาศบริสุทธ์หรือ วิวทิวทัศน์ที่อาจจะไม่มีโอกาสได้เห็นถ้าอยู่ข้างล่าง ด้วยประโยชน์เหล่านี้ รวมได้มาเป็นเสน่ห์ของการปีนผาที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยได้สัมผัส ในปัจจุบันก็จะมีผาที่ใช้สำหรับปีนค่อนข้างเยอะขึ้นทั้งรูปแบบที่มีเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์บริการหรืออาจจะเป็นผาเปล่าที่ให้เรานักปีนผามืออาชีพหรือผู้อยากฝึกฝนที่อยากเอาชนะใจตัวเองพิชิตผาก็สามารถทำได้

 

  • แต่สำหรับนักปีนผาที่ไม่สะดวกสำหรับการปีนผา Outdoor ในปัจจุบันก็ได้มียิมหรือศูนย์ต่าง ๆ  ที่มีการจัดเตรียมหน้าผาจำลองไว้ให้ผู้ฝึกหัดหรือสนใจอยากเล่นได้ไปลองกัน ถึงจะไม่ได้บรรยากาศธรรมชาติเหมือนผาจริง แต่ความสนุกและความตื่นเต้นไม่หนีกันเลย และในปัจจุบันในไทยก็ได้มีการสนับสนุนกีฬาชนิดนี้แบบจริงจังมากขึ้น มีการจัดการแข่งขันหรือมีสมาคมกีฬาดูแลอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้กีฬาปีนผาน่าจะเป็นที่รู้จักของคอกีฬาเอ็กซ์ตรีมชาวไทยมากขึ้น เพื่อเพิ่มขุมกำลังนักกีฬาที่ทัดเทียมกับ ต่างชาติได้ไม่ยาก

 

Credit : Post Today

 

ในปัจจุบันกีฬาปีนผาก็เป็นหนึ่งในกีฬาชนิดใหม่ที่ได้บรรจุในกีฬาโอลิมปิก 2020 แล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากีฬาชนิดนี้ได้รับความสนใจอย่างมากในต่างประเทศ มีนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขันมากมาย ซึ่งไทยยังไม่มีนักกีฬาที่ผ่านเข้ารอบไปเล่นในการแข่งขันครั้งนี้ แต่ด้วยกระแสโอลิมปิกฟีเวอร์ช่วงนี้ อาจจะช่วยให้เด็กๆที่กำลังเลือกเล่นกีฬาบางส่วนอาจจะอยากลองเล่นกีฬาปีนผาดูได้ เพราะช่วยเรื่องร่างกายและจิตใจได้เป็นอย่างดี แต่ถึงอย่างไรก็ดีกีฬาปีนผาต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงความสำเร็จและสร้างแรงบันดาลใจมากขึ้นกว่านี้อีก เพื่อเชิญชวนผู้ที่เข้ามาใหม่ได้รู้สึกว่า กีฬาปีนผาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีเช่นเดียวกับกีฬาชนิดอื่นๆ

 

 

ปีนผาสุดเอ๊กซ์ตรีม พร้อมการใกล้ชิดธรรมชาติ


 

.

.

เส้นทางท้าความตาย Yak Attack

เส้นทางท้าความตาย Yak Attack

สำหรับมนุษย์นั้น อะไรที่ยิ่งยากก็เหมือนยิ่งท้าทาย อะไรที่ดูเหมือนว่าจะเป็นไปไม่ได้ก็ยิ่งอยากเอาชนะ และยิ่งในวงการกีฬาที่มีเนื้อหาสำคัญคือการเอาชนะด้วยแล้ว ก็ยิ่งมีการพยายามทำลายสถิติของคู่แข่งกันอยู่ตลอดเวลา แต่สำหรับการแข่งขันจักรยานในรายการ Yak Attack นั้นแค่เข้าเส้นชัยโดยที่ไม่บาดเจ็บหรือเสียชีวิตก็นับว่าชนะแล้วเพราะว่ากันว่าเป็นเส้นทางที่ท้าความตายเป็นอย่างมากก็จริงอยู่ว่าถึงแม้ในการแข่งขันรายการนี้จะยังไม่มีนักปั่นคนใดเสียชีวิตแต่ดูเส้นทางแล้วก็มีโอกาศสูงในอนาคตที่จะเกิดขึ้น

เส้นทางท้าความตาย Yak Attack

การแข่งขันจักรยานรายการ Yak Attack นั้นมีระยะทางทั้งสิ้นประมาณ 400 กิโลเมตร ต้องปั่นข้ามเทือกเขาหิมาลัย ที่มีความสูงถึง 12,000 เมตร ส่วนจุดสูงที่สุดของนักปั่นที่ไปถึงนั้นอยู่ที่ 5,000 จากระดับน้ำทะเล แถมยังมีอากาศที่หนาวเหน็บเย็นยะเยือกที่มีอุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 15-30 องศาเซลเซียส แต่ก็มีความปลอดภัยในระดับหนึ่งเพราะมีทีมกู้ภัยคอยบินสำรวจด้วยเฮลิคอปเตอร์ตลอดการแข่งขัน

เนลคอตแทมนักปั่นจักรยานเสือภูเขาชาวอังกฤษที่เคยลงแข่งในรายการนี้มาแล้วและสามารถเข้าเส้นชัยมาแล้วหลายครั้งได้เล่าถึงการแข่งขันจักรยานรายการนี้ว่าร่างกายของนักปั่นนั้นจะต้องพร้อมที่สุดเพราะจะต้องเจอทุกสภาพอากาศที่แสนจะทรมานไม่ว่าจะเป็นอากาศที่หนาวสุดขั้วอากาศร้อนสุดขีด  และสภาพเส้นทางที่แสนจะโหดไม่ว่าจะเป็นการไต่ความสูงขึ้นเขาต้องเจอกับฝุ่นกินหินดินทรายบ่อโคลนแม่น้ำที่ขวางกันธารน้ำแข็งรวมไปถึงสัตว์ป่าหลายอย่างเช่นวัว

ความโหดต่างๆจึงทำให้การแข่งขันรายการนี้จึงถูกยกให้เป็นสนามเสือภูเขาที่ยากที่สุดในโลกเพราะไม่ได้วัดแค่ความแข็งแรงของร่างกายเท่านั้นยังเป็นการพิสูจน์หัวจิตหัวใจไหวพริบประสบการณ์ของนักปั่นมืออาชีพที่ร่วมทำการแข่งขันที่ต้องใช้ทุกอย่างที่มีเพื่อเอาตัวรอดจากเทือกเขาหิมาลัยให้ได้นั่นเอง

นักปั่นเสื้อภูเขาที่ร่วมการแข่งขัน Yak Attack จะได้รับบททดสอบอันหนักหน่วง จะไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เหมือนรายการอื่น เพราะที่นั่นจะเป็นพื้นที่ทุรกันดารห่างไกลความเจริญ มีเพียงอาหารที่เพียงพอสำหรับร่างกายในแต่ละมื้อและสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานเท่านั้น ส่วนที่เหลือนั้นก็จะมีเพียงเส้นทางที่แสนโหดแต่ท้าทาย จักรยานของนักปั่น ความอ่อนล้าที่เกาะกินทุกส่วนของร่างกายที่ค่อย ๆเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆในทุกวัน อาการป่วย และออกซิเจนที่เบาบางลงเมื่อปั่นไปยังที่สูงขึ้น ซึ่งหากใครผ่านการแข่งขันนี้ไปได้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากแล้ว

 

# นักปั่นชาวดัตช์ โดนแบน 9 เดือน หลังเจตนาเบียดคู่แข่งล้ม

เทคนิคการปีนหน้าผาโดยไม่ต้องใช้พลังงานมากมาย

เทคนิคการปีนหน้าผาโดยไม่ต้องใช้พลังงานมากมาย

เชื่อว่าหลายๆคนที่มาปีนเขาอาจจะรู้สึกว่าทำไมการปีนเขานี่มันใช้พลังงานเยอะจังเลย ปีนได้ไม่กี่รอบก็เรื่อยรู้สึกเหนื่อยล้า จนปีนต่อไม่ไหวแล้ว เพราะใช้ทั้งพลังแขน ขา เอวอย่างเต็มที่ วันนี้เราเลยจะมาแนะนำเทคนิคดีๆให้คุณทราบเกี่ยวกับวิธีการปีนหน้าผาจำลองมาฝากกันนะคะว่าปีนยังไงให้ไม่เหนื่อยไม่เมื่อยง่าย เพื่อที่คุณจะได้สามารถเก็บแรงเอาไว้ปีนกันได้ทั้งวันเลยทีเดียว

เทคนิคการปีนหน้าผาโดยไม่ต้องใช้พลังงานมากมาย

การยืดแขนให้ตึง

สำหรับเทคนิคการยึดแขนให้ตึงนั้นจะเป็นการผ่อนแรงการใช้กล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี เพราะหากคุณยืดแขนจนตึงสุดนั่นหมายว่าส่วนที่รับน้ำหนักของร่างกายคุณจะกลายเป็นกระดูกของคุณไม่ใช่กล้ามเนื้อ เพราะคุณทราบไหมว่าการงอแขนแค่เพียงเล็กน้อยนั้นก็หมายความว่าคุณใช้การเกร็งกล้ามเนื้อและออกแรงกล้ามเนื้อเพื่อที่จะรับน้ำหนักทั้งร่างกายของคุณแล้ว เพราะฉะนั้นจังหวะไหนที่สามารถยืดแขนให้ตรงจนสุดได้ก็ทำเช่นนั้นจะดีกว่านะคะ

เทคนิคการปีนหน้าผาโดยไม่ต้องใช้พลังงานมากมาย

ตำแหน่งของสะโพก

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้คุณรู้สึกได้ถึงความเหนื่อยเมื่อยล้าเลยก็คือการวางตำแหน่งสะโพกที่ไม่ถูกตรง หากใครที่เพิ่งเริ่มต้นปีนหน้าผาจะสามารถเห็นได้ชัดเลยว่าจะงอลำตัว และให้สะโพกตั้งฉากกับกำแพง นั่นเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้องนะคะเพราะกลายที่คุณงอตัวให้สะโพกตั้งฉากกับกำแพงจะทำให้เป็นการเพิ่มน้ำหนักที่มากขึ้นด้วย เป็นผลพวงให้คุณจะต้องใช้กำลังแขน ขา มากขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าตัว เราแนะนำให้คูรวางตำแหน่งสะโพกให้ขนานกับกำแพงไว้จะดีกว่านะคะ

วางสะโพกให้ชิดกำแพง

การที่คุณวางสะโพกของคุณฬห้ชิดกำแพงนั้นนอกจากจะทำให้ไหล่และทั้งตัวของคุณชิดกำแพงได้มากขึ้นแล้วก็ส่งผลให้จังหวะการเอื้อม Holds ข้างบนก็เป็นไปได้ง่ายมากขึ้นด้วยเช่นกัน ทำให้คุณไม่ต้องออกแรงเหวี่ยงตัวเหวี่ยงแข่งขึ้นไป แม้กระทั่งการวางสะโพกชิดกำแพงเอนลำตัวส่วนบนออกมานอกกำแพง เพื่อให้มือที่จับ Hold ได้ยืดจนสุดเพื่อจะพักกล้ามเนื้อแขนก็สามารถทำได้ง่ายขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน

พยายามใช้สายตาตลอดเวลา

การวางแผนการปีนไว้ล่วงหน้านั้นนับได้ว่าเป็นวิธีการที่ชาญฉลาด จงอย่าหยุดใช้สายตา ให้คุณมองขึ้นไปข้างบนตลอดเวลาเพื่อหา Hold ที่จะจับต่อไป เพื่อที่คุณจะได้ทราบตำแหน่งมือและเท้าโดยที่ไม่ต้องมองทีละ Step ซึ่งวิธีนี้จะทำให้คุณสามารถปีนขึ้นไปได้อย่างว่องไวมากยิ่งขึ้น จะได้ลงมาพักได้ไวๆ และไม่ต้องคอยลองผิดลองถูกกับ Holds อื่นๆอีกด้วย

ถ้าอยู่ในตำแหน่งที่สามารถพักได้จงพัก

หากคุณอยู่ใน Position ที่สามารถพักแขน พักขาของคุณได้ก็อย่ารอช้า จงคว้าโอกาสนั้นเอาไว้สะ เพราะว่าการที่เอาแต่ปีนๆอย่างเดียวโดยไม่พักอาจจะทำให้หมดแรงระหว่างทางโดยไม่รู้ตัว ซึ่งการพักนั้นนอกจากคุณจะได้ฟื้นฟูกล้ามเนื้อแล้ว ก็ยังสามารถมองขึ้นไปข้างบนเพื่อวางแผนการปีนระหว่างที่พักได้อีกด้วย

 

# ชายชาวจีนทำลายสถิติข้ามหุบเขาที่มีแม่น้ำที่ลึกที่สุดในโลก

ประเภทของการแข่งขันรถวิบากที่ควรรู้

ประเภทของการแข่งขันรถวิบากที่ควรรู้

การแข่งขันจักรยานยนต์วิบากนั้น คือกีฬาที่ต้องอยู่บนเบาะมอเตอร์ไซค์เป็นหลัก และต้องที่ไปในเส้นทางที่อุปสรรคเยอะ ( ถึงเรียกว่า วิบาก ฮ่า ) ซึ่งใครที่จะเล่นกีฬาประเภทนี้ต้องมีทักษะในด้านการขับขี่พอสมควร ยิ่งถ้าจะลงแข่งขันด้วยแล้วล่ะก็ ยิ่งต้องมีการฝึกฝนเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ถึงจะสามารถเป็นนักแข่งได้ ส่วนประเภทของการแข่งขันนั้นมีอะไรกันบ้างก็แบ่งได้ดังนี้

ประเภทของการแข่งขันรถวิบากที่ควรรู้

Dakar Rally- บอกได้เลยว่านี่คือการแข่งขันจักรยานยนต์วิบากที่โหดที่สุด นักแข่งรถประเภทนี้นั้นต้องมีความชำนาญ และทักษะ รวมถึงประสบการณ์ที่มาก ต้องมีความพร้อมทั้งกาย และใจรวมไปถึงรถจักรยานยนต์คู่ใจ เพราะนอกจากเส้นทางที่โหดในทะเลทราย นักขี่จะไม่เจอแค่เพียงทรายเท่านั้น เพราะจะมีทั้งฝุ่น หินกรวด หินใหญ่ หน้าผาสูงและต้องขี่กันอย่างยาวนานเป็นอย่างมาก เพราะเส้นทางการแข่งขันนั้นยาวไกลในระดับ 10,000 กิโลเมตรเลย ส่วนมอเตอร์ไซค์วิบากที่จะใช้ทำการแข่งขันนั้น ต้องมีเครื่องยนต์ ถึง 450 CC. ขึ้นไปอีกด้วย

MXGP/MX2- หรือที่เรียกกันว่าการแข่งขันมอเตอร์ไซค์วิบาก แบบโมโตครอส (Motocross) โดยจักรยานยนต์ประเภทนี้จะไม่มีอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นเพื่อให้รถจักรยานยนต์นั้นเบาที่สุด เพราะจะสามารถควบคุมได้ง่าย เมื่อทำการแข่งขัน ฉะนั้นเราจะไม่เห็นอุปกรณ์จำพวก ไฟหน้า ไฟเลี้ยว รวมไปถึงไฟท้ายอีกด้วย โดยการแข่งขันนั้นจะต้องผ่านอุปสรรคทุกรูปแบบที่มีอยู่บนเส้นทางที่เราขี่ตะลุยไป ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางที่ขรุขระ ที่เขาลงเขา ฝ่าโคลนลุยทราย เรียกง่าย ๆ ว่าไม่มีอะไรสามารถจะมาขวางทางไปสู่เส้นชัยได้นั้นเอง

Enduro- การแข่งขันจักรยานยนต์วิบากประเภทเอ็นดูโร่นี้ เป็นการแข่งขันที่ใกล้เคียงกับการแข่งขัน MXGP/MX2 หรือโมโตครอส มากที่สุดก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางที่ต้องบุกป่า ฝ่าเขา บุกตะลุยทุกอย่างที่ขวางหน้า ไม่ว่าจะเป็นภูเขาหรือลำธาร แต่จุดแตกต่างก็คือ เอ็นดูโร่นั้นจะมีเส้นทางการแข่งขันที่ยาวไกลกว่า เครื่องยนต์ต้องปรับให้รอบต่ำกว่าเพื่อที่จะสามารถทำความเร็วได้ อีกทั้งยังมีไฟหน้าไปท้าย เพื่อที่ว่าบางทีอาจต้องแข่งจนถึงมืดเพราะระยะทางที่ไกลนั่นเอง นับว่าการแข่งขันจักรยานยนต์วิบาก ที่สนุกตื่นเต้นอีกประเภทหนึ่ง

Trial Bike-จักรยานยนต์วิบากประเภทนี้ยังไม่ค่อยแพร่หลายในบ้านเรานัก คนที่ขี่จักรยานยนต์ประเภทนี้ก็ยังไม่ค่อยจะเห็นสักเท่าไหร่ น่าจะเป็นจักรยานยนต์วิบากประเภทเดียวที่ไม่อนุญาตให้นั่งขี่ได้ เพราะไม่มีเบาะ (ฮ่า) และอุปกรณ์ต่าง ๆ สำหรับรถที่ไม่จำเป็นก็ต้องถอดออกเพื่อจะทำให้น้ำหนักรถเบาที่สุด ในการแข่งขันจักรยานยนต์วิบากประเภท Trial Bike นั้นบอกเลยว่าเป็นไรที่เสียงชีวิตที่สุดแล้ว ถึงแม้จะไม่ได้แข่งขันกันทางด้านความเร็ว และมีรอบที่สูง แต่การที่ต้องทรงตัวใช้จักรยานยนต์กระโดดไปมาปีนป่ายไปในที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโขดหิน หรือลัดเลาะไปตามหน้าผา นั้นบีบหัวใจทั้งนักแข่งและผู้ชมสุด ๆ เลยทีเดียว

ข้อควรรู้ก่อนดูการแข่งขันจักรยานยนต์

เพราะหลาย ๆ คนสงสัยว่า ทำไมนักแข่งเวลาเข้าโค้งต้องทำท่าแปลก ๆ ไม่เหมือนการเข้าโค้งของมอเตอร์ไซค์ประเภทอื่น ๆโดยการเข้าโค้งของจักรยานยนต์วิบากนั้นจะต้องเหยียดขาออกไปข้างหน้า การเข้าโค้งพร้อมกับเบี่ยงตัวให้อยู่ตรงข้ามกับโค้ง และเหยียดขาออกมาในฝั่งที่เข้าโค้งนั้นเรียกว่าท่า ลีนเอ้าท์ ซึ่งนักแข่งจักรยานยนต์วิบากเท่านั้นที่จะใช้ท่านี้ เพราะเป็นการสร้างความสมดุลให้แก่ร่างกายของนักขับ และจักรยานยนต์ และยังสามารถควบคุมรถได้ง่ายขึ้น และป้องกันรถล้มตอนเข้าโค้งนั่นเอง ไม่ได้เหยียดเอาเท่แต่อย่างใด ( ฮ่า ) ทีนี้หลาย ๆท่านคงดูกีฬาจักรยานยนต์วิบากแบบหายสงสัยกันแล้วใช่ไหมล่ะ

 

# ความเป็นมาของการแข่งขัน Motocross และรูปแบบการแข่งขัน

นักไต่เชือกชาวฝรั่งเศส สร้างสถิติโลกด้วยการไต่เชือกข้ามเทือกเขาแอลป์

นักไต่เชือกชาวฝรั่งเศส สร้างสถิติโลกด้วยการไต่เชือกข้ามเทือกเขาแอลป์

หากพูดถึงเทือกเขาแอลป์เรามักจะนึกถึงเทือกเขาที่มีความใหญ่มากที่สุดตั้งอยู่ในทวีปยุโรปครอบคลุมถึง 7 ประเทศตั้งแต่ออสเตรีย สโลวีเนีย อิตาลี ลิกเตนสไตน์ สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ซึ่งจุดที่สูงที่สุดในเทือกเขาแห่งนี้มีชื่อเรียกว่ามงบล็อง มีความสูงอยู่ที่ 4,807 เมตร ปกติแล้วแค่การเดินหรือปีขาวเพื่อพิชิตเทือกเขาแห่งนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ยากแล้ว แต่มีคนเลือกที่จะทำสถิติโลกด้วยการไต่เชือกข้ามเทือกเขาแห่งนี้อีกด้วย ความยากของการไต่เชือกข้ามเทือกเขานั้นไม่ได้มีเพียงแค่อุปสรรคที่เป็นความสูงและการทรงตัวบนเชือกที่มีขนาดเล็กกว่าฝ่าเท้าหลายเท่านั้น แต่มันยังมีเรื่องของกระแสลมที่พัดผ่านระหว่างหุบเขาอีกด้วยที่จะทำให้การทรงตัวยากมากยิ่งขึ้น และหากพลาดขึ้นมาสิ่งที่จะต้องจ่ายนั้นอาจจะเป็นชีวิตของนักปีนเขาคนนั้นก็เป็นได้

เทือกเขาที่มีความใหญ่มากที่สุดตั้งอยู่ในทวีปยุโรปครอบคลุมถึง 7 ประเทศตั้งแต่ออสเตรีย

แต่อย่างไรก็ตามความท้าทายและลุ้นระทึกนั้นเป็นสิ่งที่นักไต่เขาตามหาอยู่เสมอ ดังนั้นมันจึงไม่น่าแปลกใจนักหากพวกเขาจะเลือกที่จะไปไต่เชือกยังสถานที่ต่างๆ ที่มีความสูงจนน่าหวาดเสียว เช่นเดียวกับกลุ่มนักไต่เชือกชาวฝรั่งเศสที่รวมตัวกันถึง 20 คนเพื่อเดินทางไปยังเขาที่มีชื่อว่าแซงค์ ฌองเน่ เพื่อทำการร่วมกันเดินไต่เชือกเพื่อข้ามผ่านระหว่างหุบเขาซึ่งมีระยะทางความยาวกว่า 800 เมตร สูงจากระดับพื้นดินถึง 300 เมตร โดยการทำสถิติครั้งนี้เกิดขึ้นในปีพ.. 2562 พวกเขานั้นได้รับความอนุเคราะห์จากสมาคมไต่เชือก ATA Slack ในการติดตั้งเชือกข้ามผ่านระหว่างหุบเขา ซึ่งพวกเขานั้นเลือกวิธีการในการใช้ Drone เป็นตัวช่วยถึงเชื่อให้เชื่อมต่อกันระหว่างสองหน้าผา บนจุดที่สามารถมองเห็นชายหาดที่มีชื่อว่าโก๊ต ดาซูร์ได้ โดยสถิติที่พวกเขาต้องการจะสร้างในครั้งนี้จะเป็นในส่วนของความเร็วในการเดินบนเชือก

นักไต่เชือกชาวฝรั่งเศส สร้างสถิติโลกด้วยการไต่เชือกข้ามเทือกเขาแอลป์

โดยในการสร้างสถิติโลกในครั้งนี้คนที่สามารถทำความเร็วได้สูงสุดในการไต่เชือกข้ามหุบเขาแอลป์นั่นก็คือนักศึกษาฟิสิกส์ชายที่มีชื่อว่าแมททิสเรสเนอร์ซึ่งเขานั้นสามารถทำเวลาไปได้ที่ 19 นาที 50 วินาที ในภายหลังเขาได้กล่าวถึงการไต่เชือกว่ามันเป็นเรื่องของจิตใจมากกว่าเรื่องของร่างกาย จิตใจนั้นต้องมีความแข็งแกร่งและมีความกล้าหาญรวมไปถึงสมาธิที่จะต้องใช้จดจ่อในการรักษาสมดุลของร่างกายเพื่อให้สามารถทรงตัวอยู่บนเชื่อที่มีความกว้างไม่ถึง 2 นิ้วได้โดยที่ไม่ตกลงมา โดยมีการสร้างสถิติครั้งนี้เป็นการเดินไต่เชื่อแบบที่ไม่ใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือมีเพียงแค่อุปกรณ์รักษาความปลอดภัยเป็นเชือกนิรภัยคาดเอวเท่านั้น ในปัจจุบันกีฬาหรือกิจกรรมการไต่เชือกนั้นยังไม่ได้มีการออกกฎมาอย่างเป็นทางการดังนั้นมัน จึงจะไม่ได้มีกติกาที่เป็นสากลในการเล่นกีฬาชนิดนี้ อาจเป็นเพราะว่ามันเป็นกิจกรรมที่มีความเสี่ยงและค่อนข้างอันตรายทำให้คนที่เล่นกีฬานี้อาจจะยังมีจำนวนไม่มากนัก

ด้วยความที่มันยังไม่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทำให้มันจึงยังไม่มีกดออกมาอย่างเป็นทางการ แต่อย่างไรก็ตามยังคงมีระเบียบและมาตรการต่างๆ ที่ช่วยรักษาและป้องกันในเรื่องของความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สินของนักกีฬา รวมไปถึงขั้นตอนต่างๆ และป้ายที่กำลังรอการกำหนดจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในไม่ช้าเราอาจจะได้เห็นขั้นตอนหรือระเบียบมาตรการต่างๆ ที่ออกมาอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้นสำหรับนักกีฬาประเภทนี้ เราอาจจะต้องลุ้นกันต่อไปว่าสิ่งที่ออกมานั้นจะเป็นที่ยอมรับหรือ ไม่เนื่องจากกีฬาประเภทนี้คงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเสน่ห์ของมันนั่นก็คือความเสี่ยงอันตรายและความลุ้นระทึกนั่นเอง หากกฎระเบียบมีความเข้มงวดมากเกินไปอาจจะทำให้เสน่ห์และความสนุกในส่วนนี้ขาดหายไปจากกีฬาชนิดนี้ได้เช่นเดียวกัน โดยในการจัดกิจกรรมสร้างสถิติโลกในครั้งนี้นักกีฬาส่วนใหญ่นั้นมาด้วยความต้องการที่จะสร้างสถิติโลกและเต็มเปี่ยมไปด้วยความต้องการแข่งขัน ในขณะที่บางคนนั้นมาเข้าร่วมเพียงเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น ซึ่งก็แล้วแต่เป้าหมายของแต่ละบุคคลในการไต่เชือกซึ่งมีความแตกต่างกันออกไป สำหรับคนรับชมอย่างเราแล้วยังไงก็คงได้กำไรไปเต็มๆ เพราะเราจะได้เห็นความลุ้นระทึกและน่าหวาดเสียวแบบนี้อยู่เป็นระยะๆ อย่างแน่นอน

 

# นักไต่เชือกชาย 2 คนสามารถเดินบนเชือกข้ามน้ำตกวิกตอเรียได้สำเร็จ

นักไต่เชือกชาย 2 คนสามารถเดินบนเชือกข้ามน้ำตกวิกตอเรียได้สำเร็จ

นักไต่เชือกชาย 2 คนสามารถเดินบนเชือกข้ามน้ำตกวิกตอเรียได้สำเร็จ

นักไต่เชือกชาย 2 คนสามารถเดินบนเชือกข้ามน้ำตกวิกตอเรียได้สำเร็จ

การไต่เชือกเดิมทีนั้นมักจะเป็นการแสดงกายกรรมที่จัดในพื้นที่ติดที่มีการควบคุมอุณหภูมิไว้ให้พอดีและไม่ได้มีลมรวมไปถึงสภาพอากาศที่จะทำให้การทรงตัวอยู่บนเชือกเส้นเล็กๆ นั้นทำได้ยากมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงความสูงและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ช่วยให้สามารถเดินทรงตัวได้ง่ายขึ้นอาจทำให้มันไม่ได้ลุ้นระทึกมากพอสำหรับนักไต่เชือกในยุคปัจจุบัน ดังนั้นเราจึงมักจะเห็นข่าวนักใส่เชือกในปัจจุบันมักจะไปสร้างสถิติหรือท้าทายตนเองตามตึกสูง บนภูเขา ระหว่างหน้าผา หรือแม้แต่สถานที่เสี่ยงอันตรายอย่างบ่อจระเข้ ซึ่งแต่ละสถานที่นั้นก็จะมีเรื่องของสภาพอากาศที่แตกต่างกันออกไป ทำให้ความยากง่ายของแต่ละสถานที่นั้นไม่เหมือนกัน อย่างเช่นตามตึกสูงภายในเมืองนั้นแม้ว่าจะดูเหมือนไม่ได้มีอะไรยากเย็นนัก แต่ความจริงแล้วด้วยความที่มันเป็นช่องว่างที่มีความสูงมันจึงเป็นช่องที่ลมพัดผ่านมักจะค่อนข้างแรง ซึ่งลมนั้นส่งผลต่อการทรงตัวของนักไต่เชือกโดยตรงเพราะมันจะทำให้พวกเขานั้นเสียสมดุลและการทรงตัว

นักไต่เชือกชาย 2 คนสามารถเดินบนเชือกข้ามน้ำตกวิกตอเรียได้สำเร็จ

เช่นเดียวกับบนภูเขาหรือระหว่างหน้าผาที่ถึงแม้ว่าจะมีระยะทางที่ห่างกันออกไปแต่ก็ยังเป็นช่องลมที่มักจะมีลมพัดผ่านค่อนข้างแรงเช่นเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตามอุปสรรคของสถานที่เหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วก็มักจะมีเพียงแค่ลมและอากาศที่อาจจะร้อนเกินไปหรือหนาวเกินไปเท่านั้น แต่จะเป็นอย่างไรหากมีอุปสรรคเพิ่มขึ้นมานั่นก็คือน้ำและความชื้น อุปสรรคดังกล่าวนี้จะเกิดขึ้นหากนักไต่เชือกเลือกที่จะไปเดินบนเชือกในบริเวณที่มีน้ำตก น้ำและความชื้นนั้นนอกจากจะทำให้เสียสมาธิแล้วยังทำให้เชือกรวมไปถึงเท้าของเรานั้นลื่นมากขึ้นอีกด้วย ทำให้การทรงตัวยากขึ้นไปอีก ยังไม่รวมไปถึงเสียงของน้ำตกที่จะทำให้เราไม่มีสมาธิซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเดินบนเชือกเส้นเล็กๆ แต่มีนัดไต่เชือกชาย 2 คนชาวเยอรมนีและชาวออสเตรียที่เลือกจะไปไต่เชือกข้ามน้ำตกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอย่างน้ำตกวิกตอเรีย และพวกเขาสามารถทำมันได้สำเร็จอีกด้วย

ในการเดินไต่เชือกข้ามน้ำตกวิกตอเรียครั้งนี้ นักไต่เชือกทั้งสองนั้นไม่ได้ใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือในการไต่เชือกแต่อย่างใดไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยในเรื่องของการทรงตัวหรือการสร้างสมดุล อุปกรณ์เดียวที่พวกเขาเลือกใช้นั่นก็คืออุปกรณ์รักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นเชือกนิรภัยที่ติดอยู่บนเอวของเขาและบนเชือกที่พวกเขาเดินเท่านั้น โดยน้ำตกแห่งนี้ตั้งอยู่ในบริเวณประเทศซิมบับเวและประเทศแซมเบียในแถบชายแดนซึ่งอยู่ในทวีปแอฟริกาใต้ แม้ว่ามันจะยากสุดท้ายแล้วพวกเขาก็สามารถทำได้สำเร็จท่ามกลางบรรดาผู้ชมที่คอยดูการไต่เชือกครั้งนี้อย่างใกล้ชิด โดยนักไต่เชือกทั้งสองคนนั้นมีชื่อว่าพอล ลูคัส วัย 26 ปี ชาวเยอรมนี และรีนฮาร์ด เคล็นดอล วัย 34 ปี ชาวออสเตรีย พวกเขานั้นเป็นคนกลุ่มแรกที่สามารถเดินข้ามน้ำตกวิกตอเรียบนเชือกได้สำเร็จ

อุปสรรคสำคัญในการเดินไต่เชือกในครั้งนี้ของพวกเขานั้นก็คือกระแสลมที่พัดแรงจนประทะร่างกายตลอดเวลาทำให้การทรงตัวและการรักษาสมดุลบนเชือกนั้นสามารถทำได้ยาก ไม่เพียงเท่านั้นยังมีละอองนั้นที่นอกจากจะทำให้เสียสมาธิแล้วยังทำให้เชือกและเท้าของพวกเขานั้นลื่นมากขึ้นอีกด้วย ระยะทางความยาวของเชือกในครั้งนี้อยู่ที่ 91 เมตร ส่วนความสูงวัดจากพื้นดินได้ที่ 100 เมตร แม้ว่าจะเป็นระยะทางที่ไม่ได้ไกลมากนักและความสูงที่ไม่ได้สูงเมื่อเทียบเท่ากับตึกสูงที่นักไต่เชือกมักจะชอบไปท้าทายความสามารถกัน แต่ด้วยความที่อุปสรรคในการเดินครั้งนี้มีค่อนข้างหลากหลายทำให้พวกเขานั้นต้องตกลงมาจากเชือกอยู่หลายครั้งกว่าจะเดินจนถึงจุดหมายปลายเชือกอีกด้านหนึ่งได้สำเร็จ แต่อย่างไรก็ตามพวกเขานั้นก็ใช้เวลาไปเพียงแค่ประมาณ 10 นาทีเท่านั้นก็สามารถเดินได้สำเร็จ หลังจากที่สามารถท้าทายตนเองได้สำเร็จแล้วก็ได้มีการกล่าวถึงการเดินแต่เชือกในครั้งนี้ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นต่างก็บอกว่าละอองน้ำเป็นสิ่งที่ทำให้การเดินครั้งนี้ยากที่สุดเนื่องจากมันพัดปะทะโดนใบหน้าตลอดเวลา แต่อย่างไรก็ตามความสำเร็จในครั้งนี้ให้ความรู้สึกที่วิเศษกับพวกเขาเป็นอย่างมาก

 

# นักไต่เชือกชาวสหรัฐทำลายสถิติโลกในประเทศไทย

เคล็ดไม่ลับจากนักปีนหน้าผามืออาชีพ

เคล็ดไม่ลับจากนักปีนหน้าผามืออาชีพ

สำหรับกีฬาการปีนหน้าผานั้นคุณเชื่อไหมว่า ไม่ใช่แค่ร่างกายที่แข็งแรงเท่านั้นที่จะนำพาคุณไปสู่เป้าหมายที่คุณต้องการแต่และยังมีปัจจัยหลายๆอย่างที่เข้ามารวมกันด้วย อย่างเช่น การมีสภาพจิตใจที่เข้มแข็ง ปราศจากความกลัวและความวิตกวังกล นอกจากนั้นก็ยังมีเกร็ดเคล็ดลับๆเล็กๆน้อยๆ ที่นักปีนหน้าผามืออาชีอยากที่จะส่งต่อสู่นักปีนหน้าผาหน้าใหม่ที่ต้องการจะพัฒนา Performance ในการปีนหน้าผาให้ดีมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะมีอะไรกันบ้างนั้นเรามาดูกันเลยค่ะ

เคล็ดไม่ลับจากนักปีนหน้าผามืออาชีพ

1. การมีคู่หูในการปีนหน้าผาที่ดี

ถึงคุณจะเป็นคนที่เก่งขนาดไหนคุณก็อาจจะไปไม่ถึงเป้าหมายของคุณหากคุณมี Partner ที่ไม่ได้คอย Support คุณอย่างเต็มที่ ซึ่งคู่หูในการปีนเขาที่ดีนั้นจะต้องรู้จังหวะการปีนของอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี รู้จังหวะการเก็บเชือก รู้จังหวะการหล่น พูดง่ายๆคือเป็นผู้ Belay ที่รู้ใจกันนั่นเอง เพียงเท่านั้นยังไม่พอ การพูดให้กำลังใจในระหว่างปีน หรือแม้กระทั่งการคอยแนะนำ next step ในการปีนก็สำคัญไม่น้อยเลยทีเดียวนะคะ

2. สามารถใช้อุปกรณ์ได้อย่างคล่องแคล่ว

การปีนในทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็น Bouldering, Top rope ทุกอย่างนั้นต้องใช้อุปกรณ์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่จะคอยเป็น Safety ให้คุณในขณะปีนหน้าผา หรือเรียกได้ว่า เป็นตัวช่วย และอุปกรณ์ช่วยชีวิตของคุณนั่นเอง และการที่คุณจะสามารถปีนหน้าผาได้ดีได้คล่องแคล่ว การเรียนรู้วิธีการใช้อุปกรณ์ให้ดี รู้จักวิธีการใช้งาน และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า นั่นก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่จะทำให้คุณสามารถปีนหน้าผาได้ดีมากยิ่งขึ้นด้วยเช่นเดียวกันนะคะ

3. เป็นคนช่างสังเกตุ

ใช่แล้วค่ะ การสังเกตุสิ่งรอบๆตัวของคุณเองไม่ว่าจะเป็น Holds ต่างๆที่จะนำพาคุณไปข้างหน้านั้นคุณจะจับ Holds นั้นด้วย Position แบบไหน การวางเท้าแบบไหนที่คุณจะสามารถไปต่อได้ หรือการวางมือในรูปแบบไหนที่คุณจะสามารถดันตัวคุณไปข้างหน้าได้ ถ้ายิ่งคุณปีนแบบ Outdoor แล้วล่ะก็ การสังเกตุยิ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาที่สุดสิ่งหนึ่งเลยทีเดียว

4. พักหายใจ และสลัดแขนขา

หากคุณปีนหน้าผามาได้สักพักแล้วคุณเริ่มรู้สึกเหนื่อยก็อย่าลืมที่จะหาจุดที่ปลอดภัยเพื่อเกาะพักหายใจสักครู่หนึ่งก่อน หรือหากคุณรู้สึกว่าเมื่อยแขน ขามากๆ ก็ปล่อยแขนข้างที่เมื่อยและสลัดแขน ขา เพื่อเป็นการคลายกล้ามเนื้อที่ตึงและเกร็งตลอดเวลาที่ทำการปีน เมื่อคุณพักหายใจจนหายเหนื่อยๆแล้ว ได้คลายกล้ามเนื้อแขน ขา ของคุณแล้วต่อจากนั้นคุณก็สามารถทำการปีนต่อได้สบายๆ หรืออาจจะปีนได้ดีกว่าเดิมด้วยซ้ำนะคะ

5. อย่าลืมทานอาหารและดื่มน้ำรองท้องก่อนปีน

กีฬาการปีนหน้าผาเป็นอีกหนึ่งประเภทกีฬาที่คุณจะต้องใช้พลังงานที่สูงมาก เพราะว่าคุณจะต้องใช้การเคลื่อนไหวในทุกส่วนของร่างกายเลยทีเดียว ซึ่งคนส่วนใหญ่มีความเชื่อที่ผิดว่าห้ามทานอะไรก่อนการปีนหน้าผาเพราะจะทำให้น้ำหนักตัวมากขึ้นแล้วปีนยาก ซึ่งนั่นไม่จริงเลยนะคะ คุณควรทานอาหารมาให้พอดีๆ และจิบน้ำก่อนการปีนเสมอ จะได้ไม่หมดแรงกลางทาง และเกิดอาการขาดน้ำได้

 

# ชายชาวจีนทำลายสถิติข้ามหุบเขาที่มีแม่น้ำที่ลึกที่สุดในโลก

ขับเจ็ทสกียากไหม มือใหม่ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

ขับเจ็ทสกียากไหม มือใหม่ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

เจ็ทสกีเป็นเรือยานยนต์ที่ขับในน้ำถือเป็นกีฬาประเภทหนึ่งที่มีการจัดการแข่งขันในหลายๆสนามทั้งระดับประเทศและระดับโลกนอกจากได้ความสนุกสนานแล้วยังเป็นการออกกำลังวิธีหนึ่งที่สร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อได้แทบจะทุกส่วนเลยถึงแม้ว่าจะดูเหมือนเป็นกีฬาที่เราคงไม่ต้องใช้แรงในการเล่นมากเท่าไหร่แต่ในความเป็นจริงแล้วการควบคุมเจ็ทสกีให้เป็นไปตามที่ใจคิดนั้นค่อนข้างใช้พลังงานและสมาธิมากเลยทีเดียว

ขับเจ็ทสกียากไหม มือใหม่ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

เนื่องจากการเล่นเจ็ทสกีนั้นเป็นกีฬาที่เล่นบนน้ำดังนั้นสำหรับมือใหม่ที่อยากเข้าสู่วงการเจ็ทสกีควรมีพื้นฐานและทักษะการว่ายน้ำที่ดีพอสมควรทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยขณะขับขี่นั่นเองซึ่งสำหรับผู้ที่เพิ่งจะเริ่มหัดเล่นเจ็ตสกีนั้นการเลือกประเภทของเจ็ทสกีที่ขับขี่ก็เป็นสิ่งสำคัญโดยทั่วไปแล้วเจ็ทสกีจะแบ่งประเภทออกเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ คือ  เรือเจ็ตสกีแบบยืน (SKI), เรือเจ็ตสกีแบบสปอร์ต ซึ่งเป็นเรือผสมระหว่างเรือยืนและเรือนั่ง (SPORT) และสุดท้ายคือเรือเจ็ตสกีแบบนั่ง (RUNABOUT) โดยมือใหม่นั้นควรเลือกเจ็ทสกีที่เป็นแบบนั่งที่มักจะมีการออกแบบมาให้ขับขี่ได้ง่ายกว่ามีการควบคุมเรือที่ง่ายกว่าและยังใช้พลังงานในการควบคุมเรือที่น้อยกว่าสามารถนั่งขับได้สบายๆสามารถขึ้นนั่งบนเบาะและขับออกไปได้เลยและควรเลือกใช้เจ็ทสกีที่มีขนาดเล็กสามารถควบคุมได้ง่ายหรือมีระบบการขับเคลื่อนและระบบเบรกที่ดีด้วยแต่ทั้งนี้ควรจะให้ความระมัดระวังในขณะการเลี้ยวหรือการเข้าโค้งเป็นพิเศษเพราะเป็นจุดที่เสี่ยงต่อการคว่ำได้หากคุณเข้าโค้งผิดวิธีหรือใช้ความเร็วที่ไม่ถูกต้องสำหรับเจ็ทสกีมือใหม่ควรเริ่มฝึกจากการฝึกขับบนน้ำที่มีคลื่นไม่ค่อยเยอะและไม่ควรเป็นบริเวณที่กว้างมากเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง

ยังไม่ควรขับออกนอกทะเลไกลๆและที่สำคัญควรมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลอยู่อย่างใกล้ชิดเพราะถึงแม้ว่าคุณจะมีพื้นฐานในการขับขี่รถจักรยานยนต์มาแล้วก็ตามแต่การขับเจ็ทสกีนั้นค่อนข้างแตกต่างกันอยู่พอสมควรเลยทีเดียวซึ่งในปัจจุบันนี้ก็มีหลายสถาบันที่มีการเปิดสอนในคอร์สการขับขี่เจ็ทสกีเบื้องต้นสำหรับผู้ที่สนใจโดยมีทั้งการสอนทฤษฎีเบื้องต้นและสอนภาคปฏิบัติด้วยและยังมีราคาที่ไม่แพงจนเกินไปขึ้นกับระยะเวลาและประเภทของเรือการขับเจ็ทสกีควรจะสวมใส่เสื้อชูชีพตลอดเวลาเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ขณะเจ็ทสกีโดยเฉพาะมือใหม่ที่ยังไม่คุ้นชินกับการขับขี่

นอกจากนี้การเลือกความเร็วของเครื่องยนต์ของเจ็ทสกีที่ขับขี่ก็สำคัญเช่นเดียวกันควรเลือกประเภทของเครื่องยนต์ให้เหมาะสมไม่ควรเลือกเครื่องที่เร็วและแรงเกินไปเพราะอาจจะเกินการควบคุมได้ซึ่งกีฬาเจ็ตสกีนี้สามารถเริ่มฝึกหัดได้ตั้งแต่อายุยังน้อยแต่ก็ควรได้รับการอนุญาตจากผู้ปกครองก่อนด้วยสิ่งแรกสำหรับการเริ่มต้นเล่นเจ็ทสกีคือการทำความเข้าใจกับกฎกติของการเล่นเจ็ทสกีและทำความเข้าใจกับการทำงานของเรือเจ็ทสกีทั้งในส่วนของแฮนด์จับหรือปุ่มอื่นๆหรือฟังก์ชันอื่นๆในเรือเพื่อให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องจะได้ใช้งานได้ถูกวิธี

การเล่นกีฬาเจ็ทสกีจึงเป็นอีกกีฬาหนึ่งที่ทุกวัยสามารถเล่นได้หากได้รับการฝึกฝนที่ถูกต้องและมีการเตรียมตัวที่ดีซึ่งเป็นกีฬาที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้เห็นได้จากการจัดการแข่งขันในหลายๆรายการแข่งขันที่ได้รับการตอบเป็นอย่างดีทั้งจากนักกีฬาและจากผู้ชมนอกจากจะให้ความสนุกสนานเพลิดเพลินแล้วยังทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นอีกด้วย

 

# จบฤดูกาลแล้ว เจ็ตสกี โปรทัวร์ 2020 แต่ความสนุกยังไม่จบ

ความเป็นมาของการแข่งขัน Motocross และรูปแบบการแข่งขัน

ความเป็นมาของการแข่งขัน Motocross และรูปแบบการแข่งขัน

ความเป็นมาของการแข่งขัน Motocross และรูปแบบการแข่งขัน

ในบ้านเรานั้นการแข่งขันมอเตอร์ไซค์วิบาก  หรือที่เรียกกันว่าโมโตครอส มาอย่างยาวนานมากแล้ว  ถึงแม้ว่าเมื่อก่อนนั้นอาจจะยังไม่ค่อยได้รับความนิยมมากเท่าที่ควรแต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานั้นได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในประเทศไทยถูกจัด เป็นหนึ่งในสนามชิงแชมป์โลกกันเลยทีเดียว (ที่จังหวัดสุพรรณบุรี) เพราะโมโตครอสนั้น จัดว่าเป็นการกีฬาที่ค่อนข้างจะสนุกตื่นเต้นเร้าใจ และใครหลาย ๆ คนก็ยึดเป็นกีฬาประจำตัว เป็นงานอดิเรกที่เอาไว้ออกทริปสำหรับวันหยุด แล้วรู้หรือไม่ความเป็นมาของการแข่งขัน Motocross เริ่มขึ้นเมื่อใด

ความเป็นมาของการแข่งขัน Motocross และรูปแบบการแข่งขัน

คำว่า Motocross (โมโตครอส) เป็นการผมคำกันระหว่างคำว่า Motorcycle ( มอเตอร์ไซค์ )  กับคำว่า Cross Country (ผ่านทางธุระกันดาร) เมื่อมารวมกันจึงมีความหมายว่า จักรยานยนต์วิบากนั่นเอง ซึ่งเริ่มต้นเป็นกีฬาของประเทศฝรั่งเศส ก่อนที่จะแพร่หลายไปทั่วโลกในปัจจุบัน

การแข่งขันจักรยานยนต์วิบากหรือ Motocross นั้นพัฒนามาจากการแข่งขัน Off road ซึ่งปกติจะใช้รถยนต์ แต่ลองเปลี่ยนมาทดลองใช้มอเตอร์ไซค์แทน โดยมีไอเดียในการขี่คือ เป็นการขี่แบบลุย ๆ ไปตามทางธุระกันดาร โดยมาได้รับความนิยมเป็นอย่างมากก็ในช่วงปี ค.. 1924 – 1930 โดยที่นิยมกันมาก ก็คืออังกฤษ และลามไปทั่วสหราชอาณาจักร ด้วยความ ที่ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก ซึ่งแต่ละที่อาจจะเรียก แตกต่างกันไปไม่ว่าจะเป็น MX หรือ Motox แต่สุดท้ายการแข่งขัน Motocross นานาชาติก็เกิดขึ้นเป็นครั้ง ในปี 1999

และเริ่มมีนักแข่งที่ทำการแข่งขันในนามทีมต่างๆโดยที่เป็นทีมจากอังกฤษและ UK ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทีม BSA , Norton , Rudge ,  AJS ส่วนเส้นทางการแข่งขันนั้นก็ถูกออกแบบมาให้มีความลื่น ขรุขระ และมีอุปสรรคมากมายจากสิ่งกีดขวาง ในการแข่งขันครั้งนั้นได้สร้างความสนุกตื่นเต้นให้กับผู้ชมเป็นอย่างมาก รวมไปถึงเป็นสิ่งท้าทายความสามารถของนักแข่งอีกด้วย

การแข่งขัน Motocross ในต่างประเทศ

ปัจจุบัน การแข่งขัน Motocross ในต่างประเทศ แบ่งได้เป็น 2 ประเภท ก็คือการแข่งขันแบบ โมโตครอส และการแข่งขันแบบซุเปอร์ครอส

การแข่งขันแบบ โมโตครอส จะเป็นการแข่งขันแบบพื้นที่เปิดหรือกลางแจ้ง เน้นการขึ้นเขาหรือขึ้นเนิน ชันโดยสนามนั้นจะเป็นทางวิบาก และมีเส้นทางที่ยาวไกลพอสมควร โดยการแข่งขันนั้นอาจจะกินระยะทางถึง 15- 20 สนาม ก็แล้วการออกแบบของสนามแข่ง และในการแข่งขันนั้นก็ยังมีการจับเวลาด้วย และการแข่งขันนั้น ก็จะแบ่งรุ่นย่อยลงไปอีก 3 รุ่น ได้แก่

รุ่น  MXA รุ่นนี้สำหรับนักแข่งที่ยังไม่เคยคว้าแชมป์ในรายการใด ๆ รถจักรยานยนต์วิบากที่ทำการแข่งขันนั้น ก็ไม่จำกัด ซีซี

รุ่น MX2 เป็นการแข่งขันสำหรับนักแข่ง ที่เคยชนะการแข่งขันมาแล้ว แต่ไม่เกิน 2 ครั้ง และสามารถใช้รถได้ไม่จำกัด ซีซี

รุ่น MXGP เป็นการแข่งขันสำหรับนักแข่งที่เคยได้แชมป์โลกมาแล้ว อย่างน้อย 4 ครั้ง และสามารถใช้รถได้ไม่เกิน 450 ซีซีในการแข่งขัน

การแข่งขันจักรยานยนต์วิบากแบบ ซูเปอร์ครอส เป็นการแข่งขันกันในพื้นที่ปิด หรือสร้างสนามแข่งกันในโรงยิมขนาดใหญ่ นั่นทำให้เส้นทางของสนามนั้นไม่ไกลมากนัก โดยการแข่งขันนั้นก็จะขี่กันวนไปวนมาประมาณ 20 -25 รอบสนาม โดยการแข่งขันนั้นก็จะแบ่งเป็น 2 ประเภทก็คือ

รุ่น 250 SX   เป็นการแข่งขันกันประมาณ 20 รอบ และรถที่ใช้ก็มีความแรง ไม่เกิน 250 ซีซี

รุ่น 450 SX   เป็นการแข่งขันกันประมาณ 25 รอบสนาม และใช้รถที่มีความแรงได้ไม่เกิน 450 ซีซี

และนี่ก็คือเกร็ดความรู้เล็กน้อย เกี่ยวกับความเป็นมา และการแข่งขัน ที่นำมาฝากกันสำหรับรถ Motocross เพื่อที่เวลาชมการแข่งขันจะสามารถสนุกและเข้าใจง่ายมากยิ่งขึ้น นั่นเอง

 

# อยากเริ่มขี่จักรยานยนต์วิบาก เริ่มต้นยังไงดี

ประวัติกีฬาแคนู คายัคสู่การแข่งขันในประเทศไทย-03

ประวัติกีฬาแคนู คายัคสู่การแข่งขันในประเทศไทย

ประวัติกีฬาแคนู คายัคสู่การแข่งขันในประเทศไทย

     ไม่ว่าจะเป็นกีฬาใดๆก็ตามที่เกิดขึ้นมาในโลกของเรานั้นย่อมมีประวัติความเป็นมาด้วยกันทั้งสิ้น ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดขึ้นด้วยวัตถุประสงค์อะไร แต่ละประเภทกีฬามีจุดเริ่มต้นมาจากที่ใดประเทศอะไร และ ทำไมถึงได้เกิดเป็นกีฬาให้เราได้รู้จักกันในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าอะไรก็ตามย่อมมีเหตุและผลของมันเสมอ วันนี้เราจะมานำเสนอถึงประวัติความเป็นมาของกีฬาชนิดหนึ่งที่เป็นที่รู้จักทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยด้วยเช่นกัน เป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่มีข้อดีต่างๆมากมายนับไม่ถ้วน ทั้งให้ความสุข ความสนุกสนาน ความเพลินเพลิน ความท้าทาย การได้เปิดโลกกว้าง และที่สำคัญที่สุดคือการทำให้สุขภาพร่างกายของเรานั้น แข็งแรง มีภูมิคุ้มกันในการป้องกันโรคร้ายที่จะเกิดขึ้น กีฬาที่กล่าวมานี้นั่นก็คือกีฬาพายเรือแคนูคายัคนั่นเอง ซึ่งมีประวัติความเป็นมาอย่างไร วันนี้เราจะมาบอกให้ทุกคนได้ทราบกัน

https://www.google.co.th/url?sa=i&url=https%3A%2F%2Fwww.khaosod.co.th%2Fsports%2Fnews_1464002&psig=AOvVaw12yFydohezLBmSUBGcS9fW&ust=1606798589855000&source=images&cd=vfe&ved=0CAIQjRxqFwoTCJjUpKu9qe0CFQAAAAAdAAAAABAF

     สำหรับประวัติของเรือแคนูคายัคนั้นมีมายาวนานแสนนาน หลายยุคหลายสมัย หลายชั่วคนตั้งแต่บรรพบุรุษตกทอดมาจนถึงลูกหลานในปัจจุบัน ได้มีการประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาตั้งแต่ครั้งสมัยหลายพันปีก่อนยุคประวัติศาสตร์ซะอีก มีจุดเริ่มต้นมาจากบุคคลๆหนึ่งซึ่งเป็นชาวอินเดียแดง เข้าได้คิดค้นเรือแคนูคายัคโดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการใช้ในการคมนาคม การติดต่อระหว่างกัน และจุดประสอื่นๆคือยุคนั้นใช้เรือแคนูคายัคในการทำการสงคราม และเพื่อการค้าขายกระตุ้นเศรษฐกิจนอกจากนี้ยังใช้เป็นยานพาหนะในการออกไปล่าสัตว์มาบริโภคบำรุงเลี้ยงชีพ ซึ่งเรือแคนูคายัคนั้นถูกสร้างขึ้นมาหลายลักษณะด้วยกัน ความแตกต่างของแต่ละลำนั้นก็ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการใช้งานและสภาพแวดล้อมโดยรอบของที่ตั้งถิ่นฐาน ซึ่งจากการคิดค้นในครั้งนั้นทำให้เรือแคนูคายัคแพร่กระจายไปในหลายๆประเทศ อย่างเช่นประเทศนิวซีแลนด์ ได้สร้างเรือแคนูคายัคโดยชาวเมารี ซึ่งได้ใช้หนังกวางมาทำเรือ และใช้กำลังคนถึง80คนด้วยกัน ต่อมาเรือแคนูคายังได้มีการพัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดชาวอังกฤษคนหนึ่งได้สร้างเรือแคนูคายัคที่มีฝาปิดคลุมกันนำเข้าออกบริเวณตัวเรือ จนกระทั่งปีค. 1556 เรือแคนูคายัคได้จัดให้เป็นกีฬาชนิดหนึ่งโดยให้มีการแข่งขันเกิดขึ้น

     ในเวลาต่อมาหลายๆประเทศก็เริ่มรู้จักกับกีฬาชนิดนี้เพิ่มมากขึ้นรวมถึงประเทศไทยของเราด้วย และได้มีการจัดระเบียบข้อบังคับต่างๆในการแข่งขันขึ้นมา โดย1ในระเบียบข้อบังคับการแข่งขันเรือแคนูคายัคในขณะนั้นคือ ในแต่ละจะหวัดจะต้องส่งนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขันทุกจังหวัด ซึ่งมีทั้งประเภททีมชายและทีมหญิง โดยมีจำนวนสมาชิคในทีมตั้งแต่สามคนขึ้นไปแต่ต้องไม่เกินหกคนโดยมีเกณฑ์ในการตัดสินคือ แต่ละจังหวัดมีการแข่งขันในระดับภาค ผู้ชนะเลิศอันดับที่1และอันดับ2ของแต่ละภาคจะได้แข่งขันต่อในระดับชาติ ซึ่งเป็นการแข่งขันในรอบสุดท้าย และในเวลาต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนกฎกติกาในการแข่งขันต่อมาเรื่อยๆจนถึงปัจจุบันนี้

     และสิ่งต่างๆที่กล่าวมาข้างต้นนี้ก็คือประวัติศาสตร์ความเป็นมาของกีฬาแคนูคายัค รวมไปถึงจุดหำเนิดของการแข่งขันประเภทนี้ กีฬาแคนูคายัคนับเป็นกีฬาที่มีมาเนิ่นนาน มีประวัติที่บ่งบอกให้เห็นถึงความเป็นอยู่ของคนสมัยก่อน ตั้งแต่เทคโนโลยีการคมนาคมขนส่งยังไม่สะดวกสบายและทันสมัยเหมือนในปัจจุบันนี้ นับเป็นกีฬาที่ควรอนุรักษ์ไว้ให้คงอยู่กับคนรุ่นหลังสืบต่อกันรุ่นต่อรุ่น การเล่นกีฬานั้นนับเป็นสิ่งที่ดีไม่ว่าจะเป็นกีฬาประเภทใดก็ตามต่างก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เป็นการฝึกให้มีทักษะสมาธิผ่อนคลายความเครียด และได้ค้นพบความสามารถในอีกมิติหนึ่งของตนเองอีกด้วย

 

# รู้หรือไม่ เรือแคนูกับเรือคายัคต่างกันอย่างไร