เส้นทางท้าความตาย Yak Attack

เส้นทางท้าความตาย Yak Attack

สำหรับมนุษย์นั้น อะไรที่ยิ่งยากก็เหมือนยิ่งท้าทาย อะไรที่ดูเหมือนว่าจะเป็นไปไม่ได้ก็ยิ่งอยากเอาชนะ และยิ่งในวงการกีฬาที่มีเนื้อหาสำคัญคือการเอาชนะด้วยแล้ว ก็ยิ่งมีการพยายามทำลายสถิติของคู่แข่งกันอยู่ตลอดเวลา แต่สำหรับการแข่งขันจักรยานในรายการ Yak Attack นั้นแค่เข้าเส้นชัยโดยที่ไม่บาดเจ็บหรือเสียชีวิตก็นับว่าชนะแล้วเพราะว่ากันว่าเป็นเส้นทางที่ท้าความตายเป็นอย่างมากก็จริงอยู่ว่าถึงแม้ในการแข่งขันรายการนี้จะยังไม่มีนักปั่นคนใดเสียชีวิตแต่ดูเส้นทางแล้วก็มีโอกาศสูงในอนาคตที่จะเกิดขึ้น

เส้นทางท้าความตาย Yak Attack

การแข่งขันจักรยานรายการ Yak Attack นั้นมีระยะทางทั้งสิ้นประมาณ 400 กิโลเมตร ต้องปั่นข้ามเทือกเขาหิมาลัย ที่มีความสูงถึง 12,000 เมตร ส่วนจุดสูงที่สุดของนักปั่นที่ไปถึงนั้นอยู่ที่ 5,000 จากระดับน้ำทะเล แถมยังมีอากาศที่หนาวเหน็บเย็นยะเยือกที่มีอุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 15-30 องศาเซลเซียส แต่ก็มีความปลอดภัยในระดับหนึ่งเพราะมีทีมกู้ภัยคอยบินสำรวจด้วยเฮลิคอปเตอร์ตลอดการแข่งขัน

เนลคอตแทมนักปั่นจักรยานเสือภูเขาชาวอังกฤษที่เคยลงแข่งในรายการนี้มาแล้วและสามารถเข้าเส้นชัยมาแล้วหลายครั้งได้เล่าถึงการแข่งขันจักรยานรายการนี้ว่าร่างกายของนักปั่นนั้นจะต้องพร้อมที่สุดเพราะจะต้องเจอทุกสภาพอากาศที่แสนจะทรมานไม่ว่าจะเป็นอากาศที่หนาวสุดขั้วอากาศร้อนสุดขีด  และสภาพเส้นทางที่แสนจะโหดไม่ว่าจะเป็นการไต่ความสูงขึ้นเขาต้องเจอกับฝุ่นกินหินดินทรายบ่อโคลนแม่น้ำที่ขวางกันธารน้ำแข็งรวมไปถึงสัตว์ป่าหลายอย่างเช่นวัว

ความโหดต่างๆจึงทำให้การแข่งขันรายการนี้จึงถูกยกให้เป็นสนามเสือภูเขาที่ยากที่สุดในโลกเพราะไม่ได้วัดแค่ความแข็งแรงของร่างกายเท่านั้นยังเป็นการพิสูจน์หัวจิตหัวใจไหวพริบประสบการณ์ของนักปั่นมืออาชีพที่ร่วมทำการแข่งขันที่ต้องใช้ทุกอย่างที่มีเพื่อเอาตัวรอดจากเทือกเขาหิมาลัยให้ได้นั่นเอง

นักปั่นเสื้อภูเขาที่ร่วมการแข่งขัน Yak Attack จะได้รับบททดสอบอันหนักหน่วง จะไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เหมือนรายการอื่น เพราะที่นั่นจะเป็นพื้นที่ทุรกันดารห่างไกลความเจริญ มีเพียงอาหารที่เพียงพอสำหรับร่างกายในแต่ละมื้อและสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานเท่านั้น ส่วนที่เหลือนั้นก็จะมีเพียงเส้นทางที่แสนโหดแต่ท้าทาย จักรยานของนักปั่น ความอ่อนล้าที่เกาะกินทุกส่วนของร่างกายที่ค่อย ๆเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆในทุกวัน อาการป่วย และออกซิเจนที่เบาบางลงเมื่อปั่นไปยังที่สูงขึ้น ซึ่งหากใครผ่านการแข่งขันนี้ไปได้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากแล้ว

 

# นักปั่นชาวดัตช์ โดนแบน 9 เดือน หลังเจตนาเบียดคู่แข่งล้ม

เทคนิคการปีนหน้าผาโดยไม่ต้องใช้พลังงานมากมาย

เทคนิคการปีนหน้าผาโดยไม่ต้องใช้พลังงานมากมาย

เชื่อว่าหลายๆคนที่มาปีนเขาอาจจะรู้สึกว่าทำไมการปีนเขานี่มันใช้พลังงานเยอะจังเลย ปีนได้ไม่กี่รอบก็เรื่อยรู้สึกเหนื่อยล้า จนปีนต่อไม่ไหวแล้ว เพราะใช้ทั้งพลังแขน ขา เอวอย่างเต็มที่ วันนี้เราเลยจะมาแนะนำเทคนิคดีๆให้คุณทราบเกี่ยวกับวิธีการปีนหน้าผาจำลองมาฝากกันนะคะว่าปีนยังไงให้ไม่เหนื่อยไม่เมื่อยง่าย เพื่อที่คุณจะได้สามารถเก็บแรงเอาไว้ปีนกันได้ทั้งวันเลยทีเดียว

เทคนิคการปีนหน้าผาโดยไม่ต้องใช้พลังงานมากมาย

การยืดแขนให้ตึง

สำหรับเทคนิคการยึดแขนให้ตึงนั้นจะเป็นการผ่อนแรงการใช้กล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี เพราะหากคุณยืดแขนจนตึงสุดนั่นหมายว่าส่วนที่รับน้ำหนักของร่างกายคุณจะกลายเป็นกระดูกของคุณไม่ใช่กล้ามเนื้อ เพราะคุณทราบไหมว่าการงอแขนแค่เพียงเล็กน้อยนั้นก็หมายความว่าคุณใช้การเกร็งกล้ามเนื้อและออกแรงกล้ามเนื้อเพื่อที่จะรับน้ำหนักทั้งร่างกายของคุณแล้ว เพราะฉะนั้นจังหวะไหนที่สามารถยืดแขนให้ตรงจนสุดได้ก็ทำเช่นนั้นจะดีกว่านะคะ

เทคนิคการปีนหน้าผาโดยไม่ต้องใช้พลังงานมากมาย

ตำแหน่งของสะโพก

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้คุณรู้สึกได้ถึงความเหนื่อยเมื่อยล้าเลยก็คือการวางตำแหน่งสะโพกที่ไม่ถูกตรง หากใครที่เพิ่งเริ่มต้นปีนหน้าผาจะสามารถเห็นได้ชัดเลยว่าจะงอลำตัว และให้สะโพกตั้งฉากกับกำแพง นั่นเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้องนะคะเพราะกลายที่คุณงอตัวให้สะโพกตั้งฉากกับกำแพงจะทำให้เป็นการเพิ่มน้ำหนักที่มากขึ้นด้วย เป็นผลพวงให้คุณจะต้องใช้กำลังแขน ขา มากขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าตัว เราแนะนำให้คูรวางตำแหน่งสะโพกให้ขนานกับกำแพงไว้จะดีกว่านะคะ

วางสะโพกให้ชิดกำแพง

การที่คุณวางสะโพกของคุณฬห้ชิดกำแพงนั้นนอกจากจะทำให้ไหล่และทั้งตัวของคุณชิดกำแพงได้มากขึ้นแล้วก็ส่งผลให้จังหวะการเอื้อม Holds ข้างบนก็เป็นไปได้ง่ายมากขึ้นด้วยเช่นกัน ทำให้คุณไม่ต้องออกแรงเหวี่ยงตัวเหวี่ยงแข่งขึ้นไป แม้กระทั่งการวางสะโพกชิดกำแพงเอนลำตัวส่วนบนออกมานอกกำแพง เพื่อให้มือที่จับ Hold ได้ยืดจนสุดเพื่อจะพักกล้ามเนื้อแขนก็สามารถทำได้ง่ายขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน

พยายามใช้สายตาตลอดเวลา

การวางแผนการปีนไว้ล่วงหน้านั้นนับได้ว่าเป็นวิธีการที่ชาญฉลาด จงอย่าหยุดใช้สายตา ให้คุณมองขึ้นไปข้างบนตลอดเวลาเพื่อหา Hold ที่จะจับต่อไป เพื่อที่คุณจะได้ทราบตำแหน่งมือและเท้าโดยที่ไม่ต้องมองทีละ Step ซึ่งวิธีนี้จะทำให้คุณสามารถปีนขึ้นไปได้อย่างว่องไวมากยิ่งขึ้น จะได้ลงมาพักได้ไวๆ และไม่ต้องคอยลองผิดลองถูกกับ Holds อื่นๆอีกด้วย

ถ้าอยู่ในตำแหน่งที่สามารถพักได้จงพัก

หากคุณอยู่ใน Position ที่สามารถพักแขน พักขาของคุณได้ก็อย่ารอช้า จงคว้าโอกาสนั้นเอาไว้สะ เพราะว่าการที่เอาแต่ปีนๆอย่างเดียวโดยไม่พักอาจจะทำให้หมดแรงระหว่างทางโดยไม่รู้ตัว ซึ่งการพักนั้นนอกจากคุณจะได้ฟื้นฟูกล้ามเนื้อแล้ว ก็ยังสามารถมองขึ้นไปข้างบนเพื่อวางแผนการปีนระหว่างที่พักได้อีกด้วย

 

# ชายชาวจีนทำลายสถิติข้ามหุบเขาที่มีแม่น้ำที่ลึกที่สุดในโลก

Jet Ski World Cup and Jet Ski World Series ปล่อยประเภทการแข่งขันแล้ว

Jet Ski World Cup and Jet Ski World Series ปล่อยประเภทการแข่งขันแล้ว

หลังจากมีการปล่อยโปสเตอร์การแข่งขันออกมาอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับการแข่งขันเจ็ตสกีรายการระดับโลกอย่าง Jet Ski World Cup and Jet Ski World Series 2020-2021 ซึ่งเป็น 2 in 1 Super tournaments ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 3-7 มีนาคม 2021 นี้ ล่าสุด เพิ่งมีการประกาศประเภทรายการแข่งขันออกมาอย่างเป็นทางการ โดยเปิดการแข่งขันสำหรับนักเจ็ตสกีทั่วโลกใน 5 ประเภทการแข่งขันที่ไม่จำเป็นต้องต้องได้รับการรับรองจาก National Affiliated Organization ในแต่ละประเทศสามารถส่งตัวแทนเข้ามาได้ไม่เกิน 4 คน แต่หากในกรณีที่จำนวนของผู้เข้าร่วมการแข่งขันมากกว่าที่กำหนดทางผู้จัดงานจะทำการคัดเลือกอีกครั้ง อย่างไรก็ตามสำหรับแชมป์จากรายการการแข่งขัน Jet Ski World Cup Series 2019 และ  Jet Ski World Cup 2019 ในแต่ละประเภทการแข่งขัน จะได้รับสิทธิพิเศษให้สามารถเข้าร่วมการแข่งขันรอบ “moto round” โดยอัตโนมัตินั่นเอง ยกเว้นการแข่งขันรายการ Pro Freestyle และ Pro-Am Endurance

Jet Ski World Cup and Jet Ski World Series ปล่อยประเภทการแข่งขันแล้ว

สำหรับประเภทการแข่งขันทั้งหมดนั้นแบ่งเป็น 21 ประเภทการแข่งขัน ที่เพิ่งจะประกาศออกมาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมานี่เองประกอบด้วย

– Pro Ski Grand Prix – Pro Sport GP

– Pro R/A 1100 Open- Pro R/A GP

– Pro Freestyle- Pro-Am Endurance Open

– Pro-Am Ski Stock – Pro-Am Ski Lites

– Pro-Am Women Ski- Pro-Am Sport GT 1R GP

– Pro-Am Runabout Limited- Pro-Am R/A Superstock

– Expert Veterans R/A Limited- Expert Ski Grand Prix

– Amateur R/A 1100 Stock- Novice Ski Stock

– Novice Runabout Stock- Novice R/A 1100 Stock

– Junior 13-15 Ski Stock

เรียกว่ายิ่งใหญ่สมฐานะสนามการแข่งขันระดับโลกจริง ๆ รับรองว่าสนุกและเต็มอิ่มจริง ๆ เลย สำหรับการแข่งขันในสนามนี้ โดยในรายการแข่ง Pro Ski Grand Prix , Pro Sport GP, Pro R/A 1100 Open, Pro R/A GP และ Pro Freestyle นี้เอง เป็น 5 รายการแข่งขันที่ทางผู้จัดงานเปิดโอกาสให้แต่ละประเทศสามารถส่งตัวแทนได้สูงสุดถึง 4 คนต่อหนึ่งประเภทรายการแข่งขัน และจะใช้ระบบของ “World Cup” ในการตัดสินการแข่งขันแต่อย่างไรก็ตามนักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขันจำเป็นต้องมีใบอนุญาตการขับขี่เจ็ตสกีอย่างเป็นทางการในแต่ละประเภทการขับขี่นั้นๆทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของผู้เข้าร่วมการแข่งขันนั่นเอง

ในส่วนของเงินรางวัลนั้นก็ล่อตาล่อใจนักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขันมากเลยทีเดียวโดยแต่ละประเภทการแข่งขันนั้นก็จะให้เงินรางวัลที่แตกต่างกันออกไปในส่วนของ Jet Ski World Series มีทั้งหมด 6 รายการแข่งขัน เงินรางวัลสูงสุดที่ 30,000 USD หรือประมาณ 900,000 บาท ส่วน Jet Ski world Cup นั้น เงินรางวัลสูงสุกที่ 50,000 USD หรือประมาณ 1,500,000 บาท ซึ่งจะตกเป็นของแชมป์จากรายการการแข่งขันประเภท Pro Ski Grand Prix และ Pro R/A GP นั่นเอง และค่าสมัครเข้าร่วมการแข่งขันก็แตกต่างออกไปตามประเภทการแข่งขันเช่นเดียวกัน โดยราคาที่ถูกที่สุดอยู่ที่ 195 USD คิดเป็นเงินไทยประมาณเกือบ ๆ 600 บาท และแพงที่สุดที่ 525 USD หรือประมาณ 16,000 บาทนั่นเอง และแชมป์ในทุกรายการการแข่งขันนั้นมีถ้วยรางวัลให้ด้วย และสำหรับรายการแข่งขันของ Jet Ski world Cup มีเหรียญรางวัลให้อีกด้วยซึ่งแน่นอนว่าเป็นที่หมายปองของนักกีฬาเจ็ตสกีจากทั่วทุกมุมโลกเป็นอย่างมาก

สำหรับประเทศไทยเองก็ได้มีการคัดเลือกนักกีฬาและเตรียมพร้อมเป็นอย่างมากเพื่อจะส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้โดยได้แชมป์จากทุกประเภทรายการการแข่งขันแล้วเรียบร้อยพร้อมที่จะโชว์ฝีมือการขับเจ็ตสกีแสดงความสามารถของนักกีฬาไทยเจ็ตสกีไทยให้โลกได้เห็นแล้วซึ่งนับว่าเป็นอีกหนึ่งกีฬาที่น่าสนใจไม่น้อยและนักกีฬาไทยก็เคยคว้าแชมป์ในรายการแข่งขันสนามนี้มาแล้วในปีนี้แฟนๆเจ็ตสกีก็คงต้องร่วมลุ้นและร่วมเป็นกำลังใจให้นักเจ็ตสกีไทยอีกครั้ง

 

# ปิดการแข่งขันลงไปอย่างสวยงามกับ Thailand Powerboat Princess’s Cup 2020

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับการดำน้ำประเภทต่างๆ

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับการดำน้ำประเภทต่างๆ

เชื่อว่าหลายต่อหลายคนที่เที่ยวบนบกจนเห็นกันแบบทะลุปรุโปร่งแล้วก็อยากจะที่ลองลงไปชื่นชมความสวยงามของโลกใต้น้ำกันดูบ้างใช่ไหมละคะ และแน่นอนว่าโลกใต้น้ำนั้นสวยงามและน่าอัศจรรย์ไม่แพ้กับบนบกเลยทีเดียว ซึ่งวันนี้ถ้าใครที่อยากจะเปิดประสบการณ์การดำน้ำเราก็มีเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับการดำน้ำมาฝากกันนะคะ ซึ่งบอกได้เลยว่าหากคุณได้ลองดำน้ำแล้วจะต้องตกหลุมรักโลกใต้น้ำอย่างแน่นอนเลยทีเดียว

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับการดำน้ำประเภทต่างๆ

การดำน้ำ คือ การที่เราดำตัวลอยไปใต้ผิวน้ำเพื่อสำรวจโลกใต้น้ำนั่นเอง ซึ่งการดำน้ำก็ใช้ในหลากหลายช่องทาง เช่นเพื่อการสำรวจทางวิทยาศาสตร์ ทางการทหาร การประมง และปัจจุบันกิจกรรมการดำน้ำก็เป็นกิจกรรมยอดฮิตที่ใช้ในการท่องเที่ยวเลยก็ว่าได้ เพราะด้วยความสวยงามและน่าตื่นตาตื่นใจในแบบที่เราไม่สามารถหาประสบการณ์ที่แสนวิเศษแบบนี้ได้อย่างบนบก จริงทำให้มีกลุ่นคนจำนวนมากที่หลงไหลในการน้ำดำ ซึ่งการดำน้ำเพื่อการชมความสวยงามของโลกใต้ทะเลนั้นก็มีอยู่ 3 ประเภทด้วยกัน

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับการดำน้ำประเภทต่างๆ

ประเภทของการดำน้ำ

สำหรับการดำน้ำเราจะมีการแบ่งแยกประเภทตามอุปกรณ์ที่ใช้ และเทคนิคในการดำน้ำ ซึ่งทั้ง 3 ประเภทที่เราจะมากล่าวถึงกันในวันนี้ก็มีทั้งความแตกต่างและความคล้ายคลึงกันด้วย ส่วนจะมีแบบไหนบ้างนั้นเรามาดูกันเลยค่ะ

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับการดำน้ำประเภทต่างๆ

1. Snorkeling

การดำน้ำแบบ Snorkeling นี้จะเป็นการดำน้ำที่คุณจะลอยตัวอยู่บนผิวน้ำในลักษณะที่คว่ำน้ำลงในน้ำ ซึ่งก็จะมีอุปกรณ์ที่ช่วยให้คุณสามารถหายใจได้ขณะที่คุณลอยตัวอยู่นั่นก็คือ Mask(หน้ากาก) Snorkel(ท่อหายใจ) ซึ่งคุณสามารถทำการหายใจทางปากผ่านท่อหายใจที่ลอยอยู่เหนือผิวน้ำได้เลย ซึ่งการดำน้ำประเภทนี้จะเหมาะกับการดำน้ำตื้นไม่เกิน 3 เมตร เพราะคุณสามารถมองเห็นพื้นเบื้องล่างมหาสมุทรได้อย่างชัดเจนจากผิวน้ำโดยที่ไม่ต้องดำลงไปด้านล่าง ซึ่งการดำน้ำแบบ Snorkeling นี้ถือว่าสามารถทำได้ง่ายมากๆ เรียกได้ว่าคุณไม่ต้องมีประสบการณ์การดำน้ำมาก่อนก็สามารถทำได้ หรือแม้กระทั่งคนที่ว่ายน้ำไม่เป็นก็สามารถดำแบบ Snorkeling ได้เช่นเดียวกัน แต่แนะนำว่าให้คุณสวมเสื้อชูชีพด้วยนะคะเพื่อความปลอดภัย

2. Freediving

การดำน้ำแบบ Freediving จะเป็นการดำน้ำที่ใช้อุปกรณ์คล้ายกับการดำแบบ Snorkeling เลย แต่ว่าจะไม่ได้ดำเฉพาะบนผิวน้ำเท่านั้น จะต้องดำลงไปใต้ผิวน้ำด้วย โดยการกลั้นหายใจแล้วมุดตัวลงไปใต้ซึ่งจะใช้เทคนิคที่มากกว่าการดำน้ำแบบ Snorkeling โดยการดำน้ำประเภทนี้คุณจะต้องผ่านการเรียนและการฝึกฝนจนชำนาญเสียก่อน เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายได้ โดยการดำน้ำแบบ Freediving นี้คุณสามารถดำลงไปดูโลกได้น้ำได้ลึกถึง 30 เมตรเลยนะคะ หรือบางคนที่สามารถทำสถิติโลกได้ก็จะอยู่ที่ประมาณ 72 เมตรหรือเกือบ 100 เมตรเลยทีเดียว แต่การที่คุณจะดำได้แบบนี้นั้นจะต้องมีการเรียนรู้และผ่านการฝึกอบรมด้วยนะคะ และบอกเลยว่าถ้าหากคุณสามารถ Freedive ได้ล่ะก็คุณจะว่ายน้ำได้อย่างปลาเลยทีเดียว

3. Scuba

สำหรับรูปแบบการดำน้ำแบบนี้จะเป็นการดำน้ำที่คุณสามารถดำลงไปใต้ผิวน้ำและสามารถหายใจผ่านท่อออกซิเจนได้เลย โดยที่ไม่ต้องคอยขึ้นมาหายใจด้านบนแบบการ Freediving โดยการดำน้ำแบบ Scuba นี้จะทำให้คุณสามารถเห็นโลกใต้ทะเลได้ลึกขึ้น ละเอียดขึ้น และสามารถอยู่ได้นานขึ้น โดยการดำน้ำ 1 Dive นั้นคุณจะสามารถอยู่ใต้น้ำได้นานประมาณ 45-110 นาที เลยทีเดียว ซึ่งก็อยู่ที่ปริมาณออกซิเจนที่คงเหลือของคุณด้วย ส่วนความลึกที่คุณสามารถดำได้นั้นก็จะมีตั้งแต่ระดับ 20 เมตร 30 เมตร 40 เมตร หรืออาจจะลึกมากไปกว่านั้น และแน่นอนว่าการที่คุณจะดำน้ำแบบ Scuba  ได้คุณจะต้องมีการเรียนและฝึกอบรมหลักสูตรด้วยเช่นเดียวกันเพื่อความปลอดภัยนะคะ

 

# 10 ข้อเท็จจริงที่น่าทึ่งเกี่ยวกับ Freediving

ประเภทของการแข่งขันรถวิบากที่ควรรู้

ประเภทของการแข่งขันรถวิบากที่ควรรู้

การแข่งขันจักรยานยนต์วิบากนั้น คือกีฬาที่ต้องอยู่บนเบาะมอเตอร์ไซค์เป็นหลัก และต้องที่ไปในเส้นทางที่อุปสรรคเยอะ ( ถึงเรียกว่า วิบาก ฮ่า ) ซึ่งใครที่จะเล่นกีฬาประเภทนี้ต้องมีทักษะในด้านการขับขี่พอสมควร ยิ่งถ้าจะลงแข่งขันด้วยแล้วล่ะก็ ยิ่งต้องมีการฝึกฝนเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ถึงจะสามารถเป็นนักแข่งได้ ส่วนประเภทของการแข่งขันนั้นมีอะไรกันบ้างก็แบ่งได้ดังนี้

ประเภทของการแข่งขันรถวิบากที่ควรรู้

Dakar Rally- บอกได้เลยว่านี่คือการแข่งขันจักรยานยนต์วิบากที่โหดที่สุด นักแข่งรถประเภทนี้นั้นต้องมีความชำนาญ และทักษะ รวมถึงประสบการณ์ที่มาก ต้องมีความพร้อมทั้งกาย และใจรวมไปถึงรถจักรยานยนต์คู่ใจ เพราะนอกจากเส้นทางที่โหดในทะเลทราย นักขี่จะไม่เจอแค่เพียงทรายเท่านั้น เพราะจะมีทั้งฝุ่น หินกรวด หินใหญ่ หน้าผาสูงและต้องขี่กันอย่างยาวนานเป็นอย่างมาก เพราะเส้นทางการแข่งขันนั้นยาวไกลในระดับ 10,000 กิโลเมตรเลย ส่วนมอเตอร์ไซค์วิบากที่จะใช้ทำการแข่งขันนั้น ต้องมีเครื่องยนต์ ถึง 450 CC. ขึ้นไปอีกด้วย

MXGP/MX2- หรือที่เรียกกันว่าการแข่งขันมอเตอร์ไซค์วิบาก แบบโมโตครอส (Motocross) โดยจักรยานยนต์ประเภทนี้จะไม่มีอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นเพื่อให้รถจักรยานยนต์นั้นเบาที่สุด เพราะจะสามารถควบคุมได้ง่าย เมื่อทำการแข่งขัน ฉะนั้นเราจะไม่เห็นอุปกรณ์จำพวก ไฟหน้า ไฟเลี้ยว รวมไปถึงไฟท้ายอีกด้วย โดยการแข่งขันนั้นจะต้องผ่านอุปสรรคทุกรูปแบบที่มีอยู่บนเส้นทางที่เราขี่ตะลุยไป ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางที่ขรุขระ ที่เขาลงเขา ฝ่าโคลนลุยทราย เรียกง่าย ๆ ว่าไม่มีอะไรสามารถจะมาขวางทางไปสู่เส้นชัยได้นั้นเอง

Enduro- การแข่งขันจักรยานยนต์วิบากประเภทเอ็นดูโร่นี้ เป็นการแข่งขันที่ใกล้เคียงกับการแข่งขัน MXGP/MX2 หรือโมโตครอส มากที่สุดก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางที่ต้องบุกป่า ฝ่าเขา บุกตะลุยทุกอย่างที่ขวางหน้า ไม่ว่าจะเป็นภูเขาหรือลำธาร แต่จุดแตกต่างก็คือ เอ็นดูโร่นั้นจะมีเส้นทางการแข่งขันที่ยาวไกลกว่า เครื่องยนต์ต้องปรับให้รอบต่ำกว่าเพื่อที่จะสามารถทำความเร็วได้ อีกทั้งยังมีไฟหน้าไปท้าย เพื่อที่ว่าบางทีอาจต้องแข่งจนถึงมืดเพราะระยะทางที่ไกลนั่นเอง นับว่าการแข่งขันจักรยานยนต์วิบาก ที่สนุกตื่นเต้นอีกประเภทหนึ่ง

Trial Bike-จักรยานยนต์วิบากประเภทนี้ยังไม่ค่อยแพร่หลายในบ้านเรานัก คนที่ขี่จักรยานยนต์ประเภทนี้ก็ยังไม่ค่อยจะเห็นสักเท่าไหร่ น่าจะเป็นจักรยานยนต์วิบากประเภทเดียวที่ไม่อนุญาตให้นั่งขี่ได้ เพราะไม่มีเบาะ (ฮ่า) และอุปกรณ์ต่าง ๆ สำหรับรถที่ไม่จำเป็นก็ต้องถอดออกเพื่อจะทำให้น้ำหนักรถเบาที่สุด ในการแข่งขันจักรยานยนต์วิบากประเภท Trial Bike นั้นบอกเลยว่าเป็นไรที่เสียงชีวิตที่สุดแล้ว ถึงแม้จะไม่ได้แข่งขันกันทางด้านความเร็ว และมีรอบที่สูง แต่การที่ต้องทรงตัวใช้จักรยานยนต์กระโดดไปมาปีนป่ายไปในที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโขดหิน หรือลัดเลาะไปตามหน้าผา นั้นบีบหัวใจทั้งนักแข่งและผู้ชมสุด ๆ เลยทีเดียว

ข้อควรรู้ก่อนดูการแข่งขันจักรยานยนต์

เพราะหลาย ๆ คนสงสัยว่า ทำไมนักแข่งเวลาเข้าโค้งต้องทำท่าแปลก ๆ ไม่เหมือนการเข้าโค้งของมอเตอร์ไซค์ประเภทอื่น ๆโดยการเข้าโค้งของจักรยานยนต์วิบากนั้นจะต้องเหยียดขาออกไปข้างหน้า การเข้าโค้งพร้อมกับเบี่ยงตัวให้อยู่ตรงข้ามกับโค้ง และเหยียดขาออกมาในฝั่งที่เข้าโค้งนั้นเรียกว่าท่า ลีนเอ้าท์ ซึ่งนักแข่งจักรยานยนต์วิบากเท่านั้นที่จะใช้ท่านี้ เพราะเป็นการสร้างความสมดุลให้แก่ร่างกายของนักขับ และจักรยานยนต์ และยังสามารถควบคุมรถได้ง่ายขึ้น และป้องกันรถล้มตอนเข้าโค้งนั่นเอง ไม่ได้เหยียดเอาเท่แต่อย่างใด ( ฮ่า ) ทีนี้หลาย ๆท่านคงดูกีฬาจักรยานยนต์วิบากแบบหายสงสัยกันแล้วใช่ไหมล่ะ

 

# ความเป็นมาของการแข่งขัน Motocross และรูปแบบการแข่งขัน

นักไต่เชือกชาย 2 คนสามารถเดินบนเชือกข้ามน้ำตกวิกตอเรียได้สำเร็จ

นักไต่เชือกชาย 2 คนสามารถเดินบนเชือกข้ามน้ำตกวิกตอเรียได้สำเร็จ

นักไต่เชือกชาย 2 คนสามารถเดินบนเชือกข้ามน้ำตกวิกตอเรียได้สำเร็จ

การไต่เชือกเดิมทีนั้นมักจะเป็นการแสดงกายกรรมที่จัดในพื้นที่ติดที่มีการควบคุมอุณหภูมิไว้ให้พอดีและไม่ได้มีลมรวมไปถึงสภาพอากาศที่จะทำให้การทรงตัวอยู่บนเชือกเส้นเล็กๆ นั้นทำได้ยากมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงความสูงและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ช่วยให้สามารถเดินทรงตัวได้ง่ายขึ้นอาจทำให้มันไม่ได้ลุ้นระทึกมากพอสำหรับนักไต่เชือกในยุคปัจจุบัน ดังนั้นเราจึงมักจะเห็นข่าวนักใส่เชือกในปัจจุบันมักจะไปสร้างสถิติหรือท้าทายตนเองตามตึกสูง บนภูเขา ระหว่างหน้าผา หรือแม้แต่สถานที่เสี่ยงอันตรายอย่างบ่อจระเข้ ซึ่งแต่ละสถานที่นั้นก็จะมีเรื่องของสภาพอากาศที่แตกต่างกันออกไป ทำให้ความยากง่ายของแต่ละสถานที่นั้นไม่เหมือนกัน อย่างเช่นตามตึกสูงภายในเมืองนั้นแม้ว่าจะดูเหมือนไม่ได้มีอะไรยากเย็นนัก แต่ความจริงแล้วด้วยความที่มันเป็นช่องว่างที่มีความสูงมันจึงเป็นช่องที่ลมพัดผ่านมักจะค่อนข้างแรง ซึ่งลมนั้นส่งผลต่อการทรงตัวของนักไต่เชือกโดยตรงเพราะมันจะทำให้พวกเขานั้นเสียสมดุลและการทรงตัว

นักไต่เชือกชาย 2 คนสามารถเดินบนเชือกข้ามน้ำตกวิกตอเรียได้สำเร็จ

เช่นเดียวกับบนภูเขาหรือระหว่างหน้าผาที่ถึงแม้ว่าจะมีระยะทางที่ห่างกันออกไปแต่ก็ยังเป็นช่องลมที่มักจะมีลมพัดผ่านค่อนข้างแรงเช่นเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตามอุปสรรคของสถานที่เหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วก็มักจะมีเพียงแค่ลมและอากาศที่อาจจะร้อนเกินไปหรือหนาวเกินไปเท่านั้น แต่จะเป็นอย่างไรหากมีอุปสรรคเพิ่มขึ้นมานั่นก็คือน้ำและความชื้น อุปสรรคดังกล่าวนี้จะเกิดขึ้นหากนักไต่เชือกเลือกที่จะไปเดินบนเชือกในบริเวณที่มีน้ำตก น้ำและความชื้นนั้นนอกจากจะทำให้เสียสมาธิแล้วยังทำให้เชือกรวมไปถึงเท้าของเรานั้นลื่นมากขึ้นอีกด้วย ทำให้การทรงตัวยากขึ้นไปอีก ยังไม่รวมไปถึงเสียงของน้ำตกที่จะทำให้เราไม่มีสมาธิซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเดินบนเชือกเส้นเล็กๆ แต่มีนัดไต่เชือกชาย 2 คนชาวเยอรมนีและชาวออสเตรียที่เลือกจะไปไต่เชือกข้ามน้ำตกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอย่างน้ำตกวิกตอเรีย และพวกเขาสามารถทำมันได้สำเร็จอีกด้วย

ในการเดินไต่เชือกข้ามน้ำตกวิกตอเรียครั้งนี้ นักไต่เชือกทั้งสองนั้นไม่ได้ใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือในการไต่เชือกแต่อย่างใดไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยในเรื่องของการทรงตัวหรือการสร้างสมดุล อุปกรณ์เดียวที่พวกเขาเลือกใช้นั่นก็คืออุปกรณ์รักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นเชือกนิรภัยที่ติดอยู่บนเอวของเขาและบนเชือกที่พวกเขาเดินเท่านั้น โดยน้ำตกแห่งนี้ตั้งอยู่ในบริเวณประเทศซิมบับเวและประเทศแซมเบียในแถบชายแดนซึ่งอยู่ในทวีปแอฟริกาใต้ แม้ว่ามันจะยากสุดท้ายแล้วพวกเขาก็สามารถทำได้สำเร็จท่ามกลางบรรดาผู้ชมที่คอยดูการไต่เชือกครั้งนี้อย่างใกล้ชิด โดยนักไต่เชือกทั้งสองคนนั้นมีชื่อว่าพอล ลูคัส วัย 26 ปี ชาวเยอรมนี และรีนฮาร์ด เคล็นดอล วัย 34 ปี ชาวออสเตรีย พวกเขานั้นเป็นคนกลุ่มแรกที่สามารถเดินข้ามน้ำตกวิกตอเรียบนเชือกได้สำเร็จ

อุปสรรคสำคัญในการเดินไต่เชือกในครั้งนี้ของพวกเขานั้นก็คือกระแสลมที่พัดแรงจนประทะร่างกายตลอดเวลาทำให้การทรงตัวและการรักษาสมดุลบนเชือกนั้นสามารถทำได้ยาก ไม่เพียงเท่านั้นยังมีละอองนั้นที่นอกจากจะทำให้เสียสมาธิแล้วยังทำให้เชือกและเท้าของพวกเขานั้นลื่นมากขึ้นอีกด้วย ระยะทางความยาวของเชือกในครั้งนี้อยู่ที่ 91 เมตร ส่วนความสูงวัดจากพื้นดินได้ที่ 100 เมตร แม้ว่าจะเป็นระยะทางที่ไม่ได้ไกลมากนักและความสูงที่ไม่ได้สูงเมื่อเทียบเท่ากับตึกสูงที่นักไต่เชือกมักจะชอบไปท้าทายความสามารถกัน แต่ด้วยความที่อุปสรรคในการเดินครั้งนี้มีค่อนข้างหลากหลายทำให้พวกเขานั้นต้องตกลงมาจากเชือกอยู่หลายครั้งกว่าจะเดินจนถึงจุดหมายปลายเชือกอีกด้านหนึ่งได้สำเร็จ แต่อย่างไรก็ตามพวกเขานั้นก็ใช้เวลาไปเพียงแค่ประมาณ 10 นาทีเท่านั้นก็สามารถเดินได้สำเร็จ หลังจากที่สามารถท้าทายตนเองได้สำเร็จแล้วก็ได้มีการกล่าวถึงการเดินแต่เชือกในครั้งนี้ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นต่างก็บอกว่าละอองน้ำเป็นสิ่งที่ทำให้การเดินครั้งนี้ยากที่สุดเนื่องจากมันพัดปะทะโดนใบหน้าตลอดเวลา แต่อย่างไรก็ตามความสำเร็จในครั้งนี้ให้ความรู้สึกที่วิเศษกับพวกเขาเป็นอย่างมาก

 

# นักไต่เชือกชาวสหรัฐทำลายสถิติโลกในประเทศไทย

เคล็ดไม่ลับจากนักปีนหน้าผามืออาชีพ

เคล็ดไม่ลับจากนักปีนหน้าผามืออาชีพ

สำหรับกีฬาการปีนหน้าผานั้นคุณเชื่อไหมว่า ไม่ใช่แค่ร่างกายที่แข็งแรงเท่านั้นที่จะนำพาคุณไปสู่เป้าหมายที่คุณต้องการแต่และยังมีปัจจัยหลายๆอย่างที่เข้ามารวมกันด้วย อย่างเช่น การมีสภาพจิตใจที่เข้มแข็ง ปราศจากความกลัวและความวิตกวังกล นอกจากนั้นก็ยังมีเกร็ดเคล็ดลับๆเล็กๆน้อยๆ ที่นักปีนหน้าผามืออาชีอยากที่จะส่งต่อสู่นักปีนหน้าผาหน้าใหม่ที่ต้องการจะพัฒนา Performance ในการปีนหน้าผาให้ดีมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะมีอะไรกันบ้างนั้นเรามาดูกันเลยค่ะ

เคล็ดไม่ลับจากนักปีนหน้าผามืออาชีพ

1. การมีคู่หูในการปีนหน้าผาที่ดี

ถึงคุณจะเป็นคนที่เก่งขนาดไหนคุณก็อาจจะไปไม่ถึงเป้าหมายของคุณหากคุณมี Partner ที่ไม่ได้คอย Support คุณอย่างเต็มที่ ซึ่งคู่หูในการปีนเขาที่ดีนั้นจะต้องรู้จังหวะการปีนของอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี รู้จังหวะการเก็บเชือก รู้จังหวะการหล่น พูดง่ายๆคือเป็นผู้ Belay ที่รู้ใจกันนั่นเอง เพียงเท่านั้นยังไม่พอ การพูดให้กำลังใจในระหว่างปีน หรือแม้กระทั่งการคอยแนะนำ next step ในการปีนก็สำคัญไม่น้อยเลยทีเดียวนะคะ

2. สามารถใช้อุปกรณ์ได้อย่างคล่องแคล่ว

การปีนในทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็น Bouldering, Top rope ทุกอย่างนั้นต้องใช้อุปกรณ์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่จะคอยเป็น Safety ให้คุณในขณะปีนหน้าผา หรือเรียกได้ว่า เป็นตัวช่วย และอุปกรณ์ช่วยชีวิตของคุณนั่นเอง และการที่คุณจะสามารถปีนหน้าผาได้ดีได้คล่องแคล่ว การเรียนรู้วิธีการใช้อุปกรณ์ให้ดี รู้จักวิธีการใช้งาน และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า นั่นก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่จะทำให้คุณสามารถปีนหน้าผาได้ดีมากยิ่งขึ้นด้วยเช่นเดียวกันนะคะ

3. เป็นคนช่างสังเกตุ

ใช่แล้วค่ะ การสังเกตุสิ่งรอบๆตัวของคุณเองไม่ว่าจะเป็น Holds ต่างๆที่จะนำพาคุณไปข้างหน้านั้นคุณจะจับ Holds นั้นด้วย Position แบบไหน การวางเท้าแบบไหนที่คุณจะสามารถไปต่อได้ หรือการวางมือในรูปแบบไหนที่คุณจะสามารถดันตัวคุณไปข้างหน้าได้ ถ้ายิ่งคุณปีนแบบ Outdoor แล้วล่ะก็ การสังเกตุยิ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาที่สุดสิ่งหนึ่งเลยทีเดียว

4. พักหายใจ และสลัดแขนขา

หากคุณปีนหน้าผามาได้สักพักแล้วคุณเริ่มรู้สึกเหนื่อยก็อย่าลืมที่จะหาจุดที่ปลอดภัยเพื่อเกาะพักหายใจสักครู่หนึ่งก่อน หรือหากคุณรู้สึกว่าเมื่อยแขน ขามากๆ ก็ปล่อยแขนข้างที่เมื่อยและสลัดแขน ขา เพื่อเป็นการคลายกล้ามเนื้อที่ตึงและเกร็งตลอดเวลาที่ทำการปีน เมื่อคุณพักหายใจจนหายเหนื่อยๆแล้ว ได้คลายกล้ามเนื้อแขน ขา ของคุณแล้วต่อจากนั้นคุณก็สามารถทำการปีนต่อได้สบายๆ หรืออาจจะปีนได้ดีกว่าเดิมด้วยซ้ำนะคะ

5. อย่าลืมทานอาหารและดื่มน้ำรองท้องก่อนปีน

กีฬาการปีนหน้าผาเป็นอีกหนึ่งประเภทกีฬาที่คุณจะต้องใช้พลังงานที่สูงมาก เพราะว่าคุณจะต้องใช้การเคลื่อนไหวในทุกส่วนของร่างกายเลยทีเดียว ซึ่งคนส่วนใหญ่มีความเชื่อที่ผิดว่าห้ามทานอะไรก่อนการปีนหน้าผาเพราะจะทำให้น้ำหนักตัวมากขึ้นแล้วปีนยาก ซึ่งนั่นไม่จริงเลยนะคะ คุณควรทานอาหารมาให้พอดีๆ และจิบน้ำก่อนการปีนเสมอ จะได้ไม่หมดแรงกลางทาง และเกิดอาการขาดน้ำได้

 

# ชายชาวจีนทำลายสถิติข้ามหุบเขาที่มีแม่น้ำที่ลึกที่สุดในโลก

ขับเจ็ทสกียากไหม มือใหม่ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

ขับเจ็ทสกียากไหม มือใหม่ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

เจ็ทสกีเป็นเรือยานยนต์ที่ขับในน้ำถือเป็นกีฬาประเภทหนึ่งที่มีการจัดการแข่งขันในหลายๆสนามทั้งระดับประเทศและระดับโลกนอกจากได้ความสนุกสนานแล้วยังเป็นการออกกำลังวิธีหนึ่งที่สร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อได้แทบจะทุกส่วนเลยถึงแม้ว่าจะดูเหมือนเป็นกีฬาที่เราคงไม่ต้องใช้แรงในการเล่นมากเท่าไหร่แต่ในความเป็นจริงแล้วการควบคุมเจ็ทสกีให้เป็นไปตามที่ใจคิดนั้นค่อนข้างใช้พลังงานและสมาธิมากเลยทีเดียว

ขับเจ็ทสกียากไหม มือใหม่ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

เนื่องจากการเล่นเจ็ทสกีนั้นเป็นกีฬาที่เล่นบนน้ำดังนั้นสำหรับมือใหม่ที่อยากเข้าสู่วงการเจ็ทสกีควรมีพื้นฐานและทักษะการว่ายน้ำที่ดีพอสมควรทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยขณะขับขี่นั่นเองซึ่งสำหรับผู้ที่เพิ่งจะเริ่มหัดเล่นเจ็ตสกีนั้นการเลือกประเภทของเจ็ทสกีที่ขับขี่ก็เป็นสิ่งสำคัญโดยทั่วไปแล้วเจ็ทสกีจะแบ่งประเภทออกเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ คือ  เรือเจ็ตสกีแบบยืน (SKI), เรือเจ็ตสกีแบบสปอร์ต ซึ่งเป็นเรือผสมระหว่างเรือยืนและเรือนั่ง (SPORT) และสุดท้ายคือเรือเจ็ตสกีแบบนั่ง (RUNABOUT) โดยมือใหม่นั้นควรเลือกเจ็ทสกีที่เป็นแบบนั่งที่มักจะมีการออกแบบมาให้ขับขี่ได้ง่ายกว่ามีการควบคุมเรือที่ง่ายกว่าและยังใช้พลังงานในการควบคุมเรือที่น้อยกว่าสามารถนั่งขับได้สบายๆสามารถขึ้นนั่งบนเบาะและขับออกไปได้เลยและควรเลือกใช้เจ็ทสกีที่มีขนาดเล็กสามารถควบคุมได้ง่ายหรือมีระบบการขับเคลื่อนและระบบเบรกที่ดีด้วยแต่ทั้งนี้ควรจะให้ความระมัดระวังในขณะการเลี้ยวหรือการเข้าโค้งเป็นพิเศษเพราะเป็นจุดที่เสี่ยงต่อการคว่ำได้หากคุณเข้าโค้งผิดวิธีหรือใช้ความเร็วที่ไม่ถูกต้องสำหรับเจ็ทสกีมือใหม่ควรเริ่มฝึกจากการฝึกขับบนน้ำที่มีคลื่นไม่ค่อยเยอะและไม่ควรเป็นบริเวณที่กว้างมากเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง

ยังไม่ควรขับออกนอกทะเลไกลๆและที่สำคัญควรมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลอยู่อย่างใกล้ชิดเพราะถึงแม้ว่าคุณจะมีพื้นฐานในการขับขี่รถจักรยานยนต์มาแล้วก็ตามแต่การขับเจ็ทสกีนั้นค่อนข้างแตกต่างกันอยู่พอสมควรเลยทีเดียวซึ่งในปัจจุบันนี้ก็มีหลายสถาบันที่มีการเปิดสอนในคอร์สการขับขี่เจ็ทสกีเบื้องต้นสำหรับผู้ที่สนใจโดยมีทั้งการสอนทฤษฎีเบื้องต้นและสอนภาคปฏิบัติด้วยและยังมีราคาที่ไม่แพงจนเกินไปขึ้นกับระยะเวลาและประเภทของเรือการขับเจ็ทสกีควรจะสวมใส่เสื้อชูชีพตลอดเวลาเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ขณะเจ็ทสกีโดยเฉพาะมือใหม่ที่ยังไม่คุ้นชินกับการขับขี่

นอกจากนี้การเลือกความเร็วของเครื่องยนต์ของเจ็ทสกีที่ขับขี่ก็สำคัญเช่นเดียวกันควรเลือกประเภทของเครื่องยนต์ให้เหมาะสมไม่ควรเลือกเครื่องที่เร็วและแรงเกินไปเพราะอาจจะเกินการควบคุมได้ซึ่งกีฬาเจ็ตสกีนี้สามารถเริ่มฝึกหัดได้ตั้งแต่อายุยังน้อยแต่ก็ควรได้รับการอนุญาตจากผู้ปกครองก่อนด้วยสิ่งแรกสำหรับการเริ่มต้นเล่นเจ็ทสกีคือการทำความเข้าใจกับกฎกติของการเล่นเจ็ทสกีและทำความเข้าใจกับการทำงานของเรือเจ็ทสกีทั้งในส่วนของแฮนด์จับหรือปุ่มอื่นๆหรือฟังก์ชันอื่นๆในเรือเพื่อให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องจะได้ใช้งานได้ถูกวิธี

การเล่นกีฬาเจ็ทสกีจึงเป็นอีกกีฬาหนึ่งที่ทุกวัยสามารถเล่นได้หากได้รับการฝึกฝนที่ถูกต้องและมีการเตรียมตัวที่ดีซึ่งเป็นกีฬาที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้เห็นได้จากการจัดการแข่งขันในหลายๆรายการแข่งขันที่ได้รับการตอบเป็นอย่างดีทั้งจากนักกีฬาและจากผู้ชมนอกจากจะให้ความสนุกสนานเพลิดเพลินแล้วยังทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นอีกด้วย

 

# จบฤดูกาลแล้ว เจ็ตสกี โปรทัวร์ 2020 แต่ความสนุกยังไม่จบ

ความเป็นมาของการแข่งขัน Motocross และรูปแบบการแข่งขัน

ความเป็นมาของการแข่งขัน Motocross และรูปแบบการแข่งขัน

ความเป็นมาของการแข่งขัน Motocross และรูปแบบการแข่งขัน

ในบ้านเรานั้นการแข่งขันมอเตอร์ไซค์วิบาก  หรือที่เรียกกันว่าโมโตครอส มาอย่างยาวนานมากแล้ว  ถึงแม้ว่าเมื่อก่อนนั้นอาจจะยังไม่ค่อยได้รับความนิยมมากเท่าที่ควรแต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานั้นได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในประเทศไทยถูกจัด เป็นหนึ่งในสนามชิงแชมป์โลกกันเลยทีเดียว (ที่จังหวัดสุพรรณบุรี) เพราะโมโตครอสนั้น จัดว่าเป็นการกีฬาที่ค่อนข้างจะสนุกตื่นเต้นเร้าใจ และใครหลาย ๆ คนก็ยึดเป็นกีฬาประจำตัว เป็นงานอดิเรกที่เอาไว้ออกทริปสำหรับวันหยุด แล้วรู้หรือไม่ความเป็นมาของการแข่งขัน Motocross เริ่มขึ้นเมื่อใด

ความเป็นมาของการแข่งขัน Motocross และรูปแบบการแข่งขัน

คำว่า Motocross (โมโตครอส) เป็นการผมคำกันระหว่างคำว่า Motorcycle ( มอเตอร์ไซค์ )  กับคำว่า Cross Country (ผ่านทางธุระกันดาร) เมื่อมารวมกันจึงมีความหมายว่า จักรยานยนต์วิบากนั่นเอง ซึ่งเริ่มต้นเป็นกีฬาของประเทศฝรั่งเศส ก่อนที่จะแพร่หลายไปทั่วโลกในปัจจุบัน

การแข่งขันจักรยานยนต์วิบากหรือ Motocross นั้นพัฒนามาจากการแข่งขัน Off road ซึ่งปกติจะใช้รถยนต์ แต่ลองเปลี่ยนมาทดลองใช้มอเตอร์ไซค์แทน โดยมีไอเดียในการขี่คือ เป็นการขี่แบบลุย ๆ ไปตามทางธุระกันดาร โดยมาได้รับความนิยมเป็นอย่างมากก็ในช่วงปี ค.. 1924 – 1930 โดยที่นิยมกันมาก ก็คืออังกฤษ และลามไปทั่วสหราชอาณาจักร ด้วยความ ที่ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก ซึ่งแต่ละที่อาจจะเรียก แตกต่างกันไปไม่ว่าจะเป็น MX หรือ Motox แต่สุดท้ายการแข่งขัน Motocross นานาชาติก็เกิดขึ้นเป็นครั้ง ในปี 1999

และเริ่มมีนักแข่งที่ทำการแข่งขันในนามทีมต่างๆโดยที่เป็นทีมจากอังกฤษและ UK ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทีม BSA , Norton , Rudge ,  AJS ส่วนเส้นทางการแข่งขันนั้นก็ถูกออกแบบมาให้มีความลื่น ขรุขระ และมีอุปสรรคมากมายจากสิ่งกีดขวาง ในการแข่งขันครั้งนั้นได้สร้างความสนุกตื่นเต้นให้กับผู้ชมเป็นอย่างมาก รวมไปถึงเป็นสิ่งท้าทายความสามารถของนักแข่งอีกด้วย

การแข่งขัน Motocross ในต่างประเทศ

ปัจจุบัน การแข่งขัน Motocross ในต่างประเทศ แบ่งได้เป็น 2 ประเภท ก็คือการแข่งขันแบบ โมโตครอส และการแข่งขันแบบซุเปอร์ครอส

การแข่งขันแบบ โมโตครอส จะเป็นการแข่งขันแบบพื้นที่เปิดหรือกลางแจ้ง เน้นการขึ้นเขาหรือขึ้นเนิน ชันโดยสนามนั้นจะเป็นทางวิบาก และมีเส้นทางที่ยาวไกลพอสมควร โดยการแข่งขันนั้นอาจจะกินระยะทางถึง 15- 20 สนาม ก็แล้วการออกแบบของสนามแข่ง และในการแข่งขันนั้นก็ยังมีการจับเวลาด้วย และการแข่งขันนั้น ก็จะแบ่งรุ่นย่อยลงไปอีก 3 รุ่น ได้แก่

รุ่น  MXA รุ่นนี้สำหรับนักแข่งที่ยังไม่เคยคว้าแชมป์ในรายการใด ๆ รถจักรยานยนต์วิบากที่ทำการแข่งขันนั้น ก็ไม่จำกัด ซีซี

รุ่น MX2 เป็นการแข่งขันสำหรับนักแข่ง ที่เคยชนะการแข่งขันมาแล้ว แต่ไม่เกิน 2 ครั้ง และสามารถใช้รถได้ไม่จำกัด ซีซี

รุ่น MXGP เป็นการแข่งขันสำหรับนักแข่งที่เคยได้แชมป์โลกมาแล้ว อย่างน้อย 4 ครั้ง และสามารถใช้รถได้ไม่เกิน 450 ซีซีในการแข่งขัน

การแข่งขันจักรยานยนต์วิบากแบบ ซูเปอร์ครอส เป็นการแข่งขันกันในพื้นที่ปิด หรือสร้างสนามแข่งกันในโรงยิมขนาดใหญ่ นั่นทำให้เส้นทางของสนามนั้นไม่ไกลมากนัก โดยการแข่งขันนั้นก็จะขี่กันวนไปวนมาประมาณ 20 -25 รอบสนาม โดยการแข่งขันนั้นก็จะแบ่งเป็น 2 ประเภทก็คือ

รุ่น 250 SX   เป็นการแข่งขันกันประมาณ 20 รอบ และรถที่ใช้ก็มีความแรง ไม่เกิน 250 ซีซี

รุ่น 450 SX   เป็นการแข่งขันกันประมาณ 25 รอบสนาม และใช้รถที่มีความแรงได้ไม่เกิน 450 ซีซี

และนี่ก็คือเกร็ดความรู้เล็กน้อย เกี่ยวกับความเป็นมา และการแข่งขัน ที่นำมาฝากกันสำหรับรถ Motocross เพื่อที่เวลาชมการแข่งขันจะสามารถสนุกและเข้าใจง่ายมากยิ่งขึ้น นั่นเอง

 

# อยากเริ่มขี่จักรยานยนต์วิบาก เริ่มต้นยังไงดี

อยากเริ่มขี่จักรยานยนต์วิบาก เริ่มต้นยังไงดี

อยากเริ่มขี่จักรยานยนต์วิบาก เริ่มต้นยังไงดี

อยากเริ่มขี่จักรยานยนต์วิบาก เริ่มต้นยังไงดี

สำหรับใครหลายๆคนที่อยากลองขี่จักรยานยนต์วิบากไม่ว่าจะเป็นจักรยานยนต์โมโตครอสหรือเอ็นดูโรนั้นคงจะคิดไม่ตกและงงๆกับตัวเองเหมือนกันว่าจะเริ่มต้นยังไงแบบไหนไหนกันดีไม่ว่าการเลือกซื้อรถรวมไปถึงการดูแลรักษาและอุปกรณ์ต่างๆที่ค่อนข้างจะมีมากมายไม่ใช่น้อยๆฉะนั้นเราจึงมีแนวคิดสำหรับใครที่จะเริ่มต้นหรือเปลี่ยนแนวมาสายวิบาก

อยากเริ่มขี่จักรยานยนต์วิบาก เริ่มต้นยังไงดี

ตั้งคำถามกับตัวเองถามตัวเองก่อน ว่าที่อยากขี่รถจักรยานยนต์วิบากเพราะอะไรเพื่อ เพราะการตั้งคำถามให้ตัวเองนั้นจะทำให้เลือกซื้อรถได้ถูกรสนิยมในการใช้งาน เช่นอยากเอามาไว้ใช้เป็นพาหนะประจำวัน และเอาไว้ออกไปท่องเที่ยวในเส้นทางที่หลากหลายในวันหยุด ก็ควรจะเลือกจักรยานยนต์วิบากแบบเอ็นดูโร คงจะเหมาะที่สุด ถ้าต้องใจเอาไว้บุกป่าฝ่าเขา ข้ามลำธาร ไปในเส้นทางกันดารมาก ๆ ก็ควรเลือกใช้จักรยานยนต์วิบากแบบ โมโตครอส แต่จงจำไว้ว่าโมโตครอสนั้น ไม่สามารถจดทะเบียนกับขนส่งได้ เพราะอุปกรณ์ไม่ครอบอย่าง เช่นไฟหน้า ไฟท้ายไฟเลี้ยว แต่เอ็นดูโร่นั้นมีครบ และจดทะเบียนกับขนส่งได้

อยากเริ่มขี่จักรยานยนต์วิบาก เริ่มต้นยังไงดี

อุปกรณ์ต้องมีครบหลังจากที่เลือกรถได้แล้ว ก็อย่าพึงออกไปลุยเลยทันที เพราะต้องมีอุปกรณ์อย่างอื่นเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นหมวกกันน็อคที่ได้มาตรฐานละมีคุณภาพ ตรงนี้ขอแนะนำให้ใช้แบบ Off-Road or Motocross Helmet หรือไม่ก็เป็นแบบ Hybrid Helmet รวมไปถึงถุงมือ รองเท้าบู๊ท สนับศอกสนับเข่า (ในกรณีออกทริป) แว่นตาสำหรับขี่มอเตอร์ไซค์วิบาก (ในกรณีเลือกหมวกกันน็อค แบบ Off-Road or Motocross Helmet)และชุดสำหรับขี่จักรยานยนต์วิบาก โดยการเลือกอุปกรณ์ แต่ละอย่างนั้น เน้นว่าต้องได้มาตรฐานก็พออย่าพึ่งไปใช้ของแพงราคาแรง ๆ

มองหาเส้นทางเมื่ออุปกรณ์ครบแล้ว ก็ลองมองหาเส้นทาง โทรศัพท์ต้องมี GPS ที่แน่นอน เพราะบางทีเราก็ต้องเอาไว้ดูแผนที่ที่จะต้องไป และหากใครเลือกเส้นทางเป็นทางวิบากก็ควรจะเป็นเส้นทางที่คุ้นเคย รู้จักเป็นอย่างดีเพราะจะไม่ทำให้หลง และต้องเป็นเส้นทางที่ไม่ห่างไกลผู้คนมากนัก เพราะหากคุณลุยเดี่ยวแล้วถ้าหากเกิดอะไรขึ้น ก็ยังสามารถหาคนมาช่วยได้นั่นเอง

ควรจะมีกลุ่มแก๊งค์หากใครเริ่มต้นเข้าสู่วงการจักรยานยนต์วิบาก โดยที่ไม่รู้จักใครมาก่อนก็ควรทำความรู้จักไว้ เชื่อว่าเวลาคุณออกทริปเดินทางลุย ย่อมเจอกลุ่มมอเตอร์ไซค์วิบากกันบ้างแหละ เข้าไปทักเข้าไปคุยเถอะ เขาดีใจด้วยซ้ำที่จะได้มีสมาชิกใหม่ และคุณก็จะได้สังคมใหม่ ๆ ถ้าไม่กล้าทักก็จะมีกลุ่มรถจักรยานยนต์วิบากทางโซเชียลมีเดียเยอะแยะมากมาย การที่คุณมีกลุ่มหรือมีเพื่อนนั้น จะทำให้คุณออกทริปสนุกขึ้น มีคนคอยช่วยเหลือยามจำเป็น และจะมีคนให้คำปรึกษาเกี่ยวกับรถอีกด้วยนะและไม่มีทางที่จะเหงาอีกต่อไป (นอกจากคุณชอบเดียว เที่ยวลำพัง)

หมั่นคอยดูรักษา การดูแลรักษารถหลังใช้งานนั้นก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ยิ่งมอเตอร์วิบาก แล้วยิ่งต้องดูแลมากกว่าแบบอื่น เพราะการบุกตะลุยไปทุกเส้นทางนั้น เจอสภาพถนนที่หลากหลาย แถมเครื่องยนต์ก็ต้องทำงานหนัก ควรหมั่นตรวจสอบเช่น หัวเทียน ระบบไฟ การเปลี่ยนกรองและเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเมื่อครบกำหนดเวลา หมั่นล้างหมั่นเช็ดนั่นก็จะทำให้รถคุณดูมีสภาพใหม่ และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานยิ่งขึ้น

นี่ก็เป็นแค่เพียงวิธีการเล็กๆน้อยๆเท่านั้นสำหรับมือใหม่ที่กำลังเริ่มต้นเชื่อว่าหากเป็นนักบิดมอเตอร์ไซค์วิบากไปเรื่อยๆก็จะค้นพบเทคนิคต่างๆด้วยตัวเองอีกมากมายและจะสามารถสนุกกับการขี่ไปอีกนานเลย

 

Kawasaki KLX 230 R