ความเป็นมาของการแข่งขัน Motocross และรูปแบบการแข่งขัน

ความเป็นมาของการแข่งขัน Motocross และรูปแบบการแข่งขัน

ความเป็นมาของการแข่งขัน Motocross และรูปแบบการแข่งขัน

ในบ้านเรานั้นการแข่งขันมอเตอร์ไซค์วิบาก  หรือที่เรียกกันว่าโมโตครอส มาอย่างยาวนานมากแล้ว  ถึงแม้ว่าเมื่อก่อนนั้นอาจจะยังไม่ค่อยได้รับความนิยมมากเท่าที่ควรแต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานั้นได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในประเทศไทยถูกจัด เป็นหนึ่งในสนามชิงแชมป์โลกกันเลยทีเดียว (ที่จังหวัดสุพรรณบุรี) เพราะโมโตครอสนั้น จัดว่าเป็นการกีฬาที่ค่อนข้างจะสนุกตื่นเต้นเร้าใจ และใครหลาย ๆ คนก็ยึดเป็นกีฬาประจำตัว เป็นงานอดิเรกที่เอาไว้ออกทริปสำหรับวันหยุด แล้วรู้หรือไม่ความเป็นมาของการแข่งขัน Motocross เริ่มขึ้นเมื่อใด

ความเป็นมาของการแข่งขัน Motocross และรูปแบบการแข่งขัน

คำว่า Motocross (โมโตครอส) เป็นการผมคำกันระหว่างคำว่า Motorcycle ( มอเตอร์ไซค์ )  กับคำว่า Cross Country (ผ่านทางธุระกันดาร) เมื่อมารวมกันจึงมีความหมายว่า จักรยานยนต์วิบากนั่นเอง ซึ่งเริ่มต้นเป็นกีฬาของประเทศฝรั่งเศส ก่อนที่จะแพร่หลายไปทั่วโลกในปัจจุบัน

การแข่งขันจักรยานยนต์วิบากหรือ Motocross นั้นพัฒนามาจากการแข่งขัน Off road ซึ่งปกติจะใช้รถยนต์ แต่ลองเปลี่ยนมาทดลองใช้มอเตอร์ไซค์แทน โดยมีไอเดียในการขี่คือ เป็นการขี่แบบลุย ๆ ไปตามทางธุระกันดาร โดยมาได้รับความนิยมเป็นอย่างมากก็ในช่วงปี ค.. 1924 – 1930 โดยที่นิยมกันมาก ก็คืออังกฤษ และลามไปทั่วสหราชอาณาจักร ด้วยความ ที่ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก ซึ่งแต่ละที่อาจจะเรียก แตกต่างกันไปไม่ว่าจะเป็น MX หรือ Motox แต่สุดท้ายการแข่งขัน Motocross นานาชาติก็เกิดขึ้นเป็นครั้ง ในปี 1999

และเริ่มมีนักแข่งที่ทำการแข่งขันในนามทีมต่างๆโดยที่เป็นทีมจากอังกฤษและ UK ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทีม BSA , Norton , Rudge ,  AJS ส่วนเส้นทางการแข่งขันนั้นก็ถูกออกแบบมาให้มีความลื่น ขรุขระ และมีอุปสรรคมากมายจากสิ่งกีดขวาง ในการแข่งขันครั้งนั้นได้สร้างความสนุกตื่นเต้นให้กับผู้ชมเป็นอย่างมาก รวมไปถึงเป็นสิ่งท้าทายความสามารถของนักแข่งอีกด้วย

การแข่งขัน Motocross ในต่างประเทศ

ปัจจุบัน การแข่งขัน Motocross ในต่างประเทศ แบ่งได้เป็น 2 ประเภท ก็คือการแข่งขันแบบ โมโตครอส และการแข่งขันแบบซุเปอร์ครอส

การแข่งขันแบบ โมโตครอส จะเป็นการแข่งขันแบบพื้นที่เปิดหรือกลางแจ้ง เน้นการขึ้นเขาหรือขึ้นเนิน ชันโดยสนามนั้นจะเป็นทางวิบาก และมีเส้นทางที่ยาวไกลพอสมควร โดยการแข่งขันนั้นอาจจะกินระยะทางถึง 15- 20 สนาม ก็แล้วการออกแบบของสนามแข่ง และในการแข่งขันนั้นก็ยังมีการจับเวลาด้วย และการแข่งขันนั้น ก็จะแบ่งรุ่นย่อยลงไปอีก 3 รุ่น ได้แก่

รุ่น  MXA รุ่นนี้สำหรับนักแข่งที่ยังไม่เคยคว้าแชมป์ในรายการใด ๆ รถจักรยานยนต์วิบากที่ทำการแข่งขันนั้น ก็ไม่จำกัด ซีซี

รุ่น MX2 เป็นการแข่งขันสำหรับนักแข่ง ที่เคยชนะการแข่งขันมาแล้ว แต่ไม่เกิน 2 ครั้ง และสามารถใช้รถได้ไม่จำกัด ซีซี

รุ่น MXGP เป็นการแข่งขันสำหรับนักแข่งที่เคยได้แชมป์โลกมาแล้ว อย่างน้อย 4 ครั้ง และสามารถใช้รถได้ไม่เกิน 450 ซีซีในการแข่งขัน

การแข่งขันจักรยานยนต์วิบากแบบ ซูเปอร์ครอส เป็นการแข่งขันกันในพื้นที่ปิด หรือสร้างสนามแข่งกันในโรงยิมขนาดใหญ่ นั่นทำให้เส้นทางของสนามนั้นไม่ไกลมากนัก โดยการแข่งขันนั้นก็จะขี่กันวนไปวนมาประมาณ 20 -25 รอบสนาม โดยการแข่งขันนั้นก็จะแบ่งเป็น 2 ประเภทก็คือ

รุ่น 250 SX   เป็นการแข่งขันกันประมาณ 20 รอบ และรถที่ใช้ก็มีความแรง ไม่เกิน 250 ซีซี

รุ่น 450 SX   เป็นการแข่งขันกันประมาณ 25 รอบสนาม และใช้รถที่มีความแรงได้ไม่เกิน 450 ซีซี

และนี่ก็คือเกร็ดความรู้เล็กน้อย เกี่ยวกับความเป็นมา และการแข่งขัน ที่นำมาฝากกันสำหรับรถ Motocross เพื่อที่เวลาชมการแข่งขันจะสามารถสนุกและเข้าใจง่ายมากยิ่งขึ้น นั่นเอง

 

# อยากเริ่มขี่จักรยานยนต์วิบาก เริ่มต้นยังไงดี

อยากเริ่มขี่จักรยานยนต์วิบาก เริ่มต้นยังไงดี

อยากเริ่มขี่จักรยานยนต์วิบาก เริ่มต้นยังไงดี

อยากเริ่มขี่จักรยานยนต์วิบาก เริ่มต้นยังไงดี

สำหรับใครหลายๆคนที่อยากลองขี่จักรยานยนต์วิบากไม่ว่าจะเป็นจักรยานยนต์โมโตครอสหรือเอ็นดูโรนั้นคงจะคิดไม่ตกและงงๆกับตัวเองเหมือนกันว่าจะเริ่มต้นยังไงแบบไหนไหนกันดีไม่ว่าการเลือกซื้อรถรวมไปถึงการดูแลรักษาและอุปกรณ์ต่างๆที่ค่อนข้างจะมีมากมายไม่ใช่น้อยๆฉะนั้นเราจึงมีแนวคิดสำหรับใครที่จะเริ่มต้นหรือเปลี่ยนแนวมาสายวิบาก

อยากเริ่มขี่จักรยานยนต์วิบาก เริ่มต้นยังไงดี

ตั้งคำถามกับตัวเองถามตัวเองก่อน ว่าที่อยากขี่รถจักรยานยนต์วิบากเพราะอะไรเพื่อ เพราะการตั้งคำถามให้ตัวเองนั้นจะทำให้เลือกซื้อรถได้ถูกรสนิยมในการใช้งาน เช่นอยากเอามาไว้ใช้เป็นพาหนะประจำวัน และเอาไว้ออกไปท่องเที่ยวในเส้นทางที่หลากหลายในวันหยุด ก็ควรจะเลือกจักรยานยนต์วิบากแบบเอ็นดูโร คงจะเหมาะที่สุด ถ้าต้องใจเอาไว้บุกป่าฝ่าเขา ข้ามลำธาร ไปในเส้นทางกันดารมาก ๆ ก็ควรเลือกใช้จักรยานยนต์วิบากแบบ โมโตครอส แต่จงจำไว้ว่าโมโตครอสนั้น ไม่สามารถจดทะเบียนกับขนส่งได้ เพราะอุปกรณ์ไม่ครอบอย่าง เช่นไฟหน้า ไฟท้ายไฟเลี้ยว แต่เอ็นดูโร่นั้นมีครบ และจดทะเบียนกับขนส่งได้

อยากเริ่มขี่จักรยานยนต์วิบาก เริ่มต้นยังไงดี

อุปกรณ์ต้องมีครบหลังจากที่เลือกรถได้แล้ว ก็อย่าพึงออกไปลุยเลยทันที เพราะต้องมีอุปกรณ์อย่างอื่นเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นหมวกกันน็อคที่ได้มาตรฐานละมีคุณภาพ ตรงนี้ขอแนะนำให้ใช้แบบ Off-Road or Motocross Helmet หรือไม่ก็เป็นแบบ Hybrid Helmet รวมไปถึงถุงมือ รองเท้าบู๊ท สนับศอกสนับเข่า (ในกรณีออกทริป) แว่นตาสำหรับขี่มอเตอร์ไซค์วิบาก (ในกรณีเลือกหมวกกันน็อค แบบ Off-Road or Motocross Helmet)และชุดสำหรับขี่จักรยานยนต์วิบาก โดยการเลือกอุปกรณ์ แต่ละอย่างนั้น เน้นว่าต้องได้มาตรฐานก็พออย่าพึ่งไปใช้ของแพงราคาแรง ๆ

มองหาเส้นทางเมื่ออุปกรณ์ครบแล้ว ก็ลองมองหาเส้นทาง โทรศัพท์ต้องมี GPS ที่แน่นอน เพราะบางทีเราก็ต้องเอาไว้ดูแผนที่ที่จะต้องไป และหากใครเลือกเส้นทางเป็นทางวิบากก็ควรจะเป็นเส้นทางที่คุ้นเคย รู้จักเป็นอย่างดีเพราะจะไม่ทำให้หลง และต้องเป็นเส้นทางที่ไม่ห่างไกลผู้คนมากนัก เพราะหากคุณลุยเดี่ยวแล้วถ้าหากเกิดอะไรขึ้น ก็ยังสามารถหาคนมาช่วยได้นั่นเอง

ควรจะมีกลุ่มแก๊งค์หากใครเริ่มต้นเข้าสู่วงการจักรยานยนต์วิบาก โดยที่ไม่รู้จักใครมาก่อนก็ควรทำความรู้จักไว้ เชื่อว่าเวลาคุณออกทริปเดินทางลุย ย่อมเจอกลุ่มมอเตอร์ไซค์วิบากกันบ้างแหละ เข้าไปทักเข้าไปคุยเถอะ เขาดีใจด้วยซ้ำที่จะได้มีสมาชิกใหม่ และคุณก็จะได้สังคมใหม่ ๆ ถ้าไม่กล้าทักก็จะมีกลุ่มรถจักรยานยนต์วิบากทางโซเชียลมีเดียเยอะแยะมากมาย การที่คุณมีกลุ่มหรือมีเพื่อนนั้น จะทำให้คุณออกทริปสนุกขึ้น มีคนคอยช่วยเหลือยามจำเป็น และจะมีคนให้คำปรึกษาเกี่ยวกับรถอีกด้วยนะและไม่มีทางที่จะเหงาอีกต่อไป (นอกจากคุณชอบเดียว เที่ยวลำพัง)

หมั่นคอยดูรักษา การดูแลรักษารถหลังใช้งานนั้นก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ยิ่งมอเตอร์วิบาก แล้วยิ่งต้องดูแลมากกว่าแบบอื่น เพราะการบุกตะลุยไปทุกเส้นทางนั้น เจอสภาพถนนที่หลากหลาย แถมเครื่องยนต์ก็ต้องทำงานหนัก ควรหมั่นตรวจสอบเช่น หัวเทียน ระบบไฟ การเปลี่ยนกรองและเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเมื่อครบกำหนดเวลา หมั่นล้างหมั่นเช็ดนั่นก็จะทำให้รถคุณดูมีสภาพใหม่ และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานยิ่งขึ้น

นี่ก็เป็นแค่เพียงวิธีการเล็กๆน้อยๆเท่านั้นสำหรับมือใหม่ที่กำลังเริ่มต้นเชื่อว่าหากเป็นนักบิดมอเตอร์ไซค์วิบากไปเรื่อยๆก็จะค้นพบเทคนิคต่างๆด้วยตัวเองอีกมากมายและจะสามารถสนุกกับการขี่ไปอีกนานเลย

 

Kawasaki KLX 230 R

จักรยานยนต์ทรงรถวิบากมีกี่แบบ

จักรยานยนต์ทรงรถวิบากมีกี่แบบ

หากใครอยากจะเปลี่ยนแนว หรือลองไปใช้จักรยานยนต์วิบาก บางทีก็อาจจะงงพอสมควรควรว่าจริง ๆ แล้วจักรยานยนต์วิบากนั้นมีกี่แบบ มีแบบไหนบ้าง และควรใช้แบบไหนดีจึงจะเหมาะกับตัวเอง หากคนที่ไม่ได้คลุกคลีกับวงการรถจริง ๆ จัง ๆ ก็อาจจะมองมองว่ารถจักรยานยนต์วิบากนั้น เหมือน ๆ กันหมด ทั้งรูปทรงอะไรต่าง ๆ แทบจะไม่แตกต่างกัน ซึ่งจริง ๆ แล้วจักรยานยนต์วิบากที่มีอยู่ในท้องตลาดนั้น แบ่งได้เป็น 3 แบบหลัก ๆ ด้วยกัน ก็คือ ทรงโมโตครอส ทรงโมตาร์ด และทรงเอ็นดูโร่ ซึ่งทั้ง 3 รูปทรงนี้ ก็มีรายละเอียดของตัวรถ รวมไปถึงการใช้งานที่ค่อนข้างจะแตกต่างกันพอสมควรควร แต่จะแตกต่างกันตรงไหน ก็มีดังนี้

จักรยานยนต์ทรงรถวิบากมีกี่แบบ

รถจักรยานยนต์วิบาก ทรงโมโตครอส (Motocross)

รูปแบบของจักรยานยนต์ โมโตครอสนั้น จุดเด่นของรูปทรงจะอยู่ที่ความเล็ก ปราดเปรียว เบา กะทัดรัด เหมาะสำหรับสายเน้นลุยไปในเส้นทาง โหด ๆ ปีนป่าย หรือท่องไปตามเส้นทางธรรมชาติ ปีนข้ามท่อนไม้ กิ่งไม้ก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย หรือใช้ลงทำการแข่งขันในสนามก็ยังเป็นที่นิยมกันไม่น้อย แต่ที่ไม่เหมาะสำหรับรถ Motocross เป็นอย่างยิ่งก็คือการใช้เป็นพาหนะประจำวัน หรือออกทริปไกล ๆ เพราะจักรยานยนต์ Motocross นั้นถูกออกแบบมาให้น้ำหนักเบาที่สุด บางส่วนของรถจึงถูกตัดออกไปเช่น ไฟส่องสว่างด้านหน้า สัญญาณไฟท้าย ไฟเลี้ยว แตรรถ แผงหน้าปัดที่คอยบอกสถานะต่าง ๆ นั่นก็จึงทำให้ไม่สามารถจดทะเบียนรถกับขนส่งได้อีกด้วย ในส่วนจุดเด่นของจักรยานยนต์ Motocross นั้นก็คือยางที่ใหญ่ดอกยางเป็นตุ่มหนาเพื่อให้พร้อมสำหรับการลุยไปทุกเส้นทางไม่ว่าเส้นทางที่ลื่นบนพื้นหินเส้นทางดินลูกรังลุยฝ่าโคลนหรือจะเอาไปปั่นทรายก็สามารถทำได้ดีเป็นอย่างมาก

รถจักรยานยนต์วิบากรูปแบบ ทรงโมตาร์ด (Motard)

สำหรับรถจักรยานยนต์วิบากแบบ Motard เป็นจักรยานสำหรับคนที่มีไลฟ์สไตล์ ที่ชอบความโดดเด่นด้านการขับขี่ที่พร้อมจะลุย ทุกสถานการณ์ เพราะจักรยานยนต์วิบากทรง Motard นั้นสามารถใช้ขับขี่เป็นยานพาหนะประจำวันได้ ออกทริปไกล ๆ ได้เพราะมีอุปกรณ์ทุกอย่างในรถครบทุกอย่างตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ว่าจะเป็น ไฟหน้า ไฟท้าย ไฟเลี้ยว โดยการออกแบบของรถนั้น จะเน้นให้ใช้บนเส้นทางที่เรียบเพราะยางสำหรับรถจักรยานยนต์ Motard จะไม่ใหญ่ และดอกยางหนาเหมือนรถโมโตครอส นั่นจึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่รถในรูปแบบนี้อาจทำไม่ดีนักในการวิ่งในเส้นทาง ลุยโคลน พื้นดิน หรือฝ่าไปในเส้นทางธรรมชาติ เหมือนอย่างที่รถ Motocross ทำได้ แต่ช่วงล่างนั้นก็ใช่ว่าจะไม่แข็งแกร่ง เพราะยังคงเป็นมาตรฐานเดียวกับจักรยานยนต์ออฟโรด ที่ค่อนข้างจะมีความอเนกประสงค์ในทุกเส้นทาง โดยเฉพาะการเดินทางไกล

 

รถจักรยานยนต์วิบาก ทรงเอ็นดูโร่ (Enduro)

จักรยานยนต์ Enduro ถือเป็นจักรยานยนต์วิบากที่ครบเครื่องมากที่สุด เพราะเป็นการผสมผสาน ความปราดเปรียว คล่องตัว บุกฝ่าได้ทุกเส้นทางไม่ว่า จะเป็นทางดิน ทางโคลน ทางธรรมชาติ ในรูปแบบของจักรยานยนต์ Motocross เข้ากับการใช้งานบนเส้นทางเรียบ การใช้เป็นพาหนะประจำวัน รวมถึงการออกทริปไกล ๆ ได้อย่างไม่มีปัญหาในรูปแบบ ของจักรยานยนต์แบบ Motard โดยจักรยานยนต์ ทรงเอ็นดูโร่นั้น สามารถจดทะเบียนกับขนส่งได้เพราะมีสเปกรถได้มาตรฐาน ทั้งไฟหน้า ๆ ไฟท้าย ไฟเลี้ยว และแผงหน้าปัดที่บอกสถานะต่าง ๆ ได้ทั้งหมด ในส่วนของยางนั้น ก็เป็นยางสำหรับรถวิบากโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นความใหญ่ และหนาของยาง ดอกยางที่ดก และถี่ นั่นจึงทำให้รถจักรยานยนต์เอ็นดูโร่นั้น เป็นที่นิยมมาก เพราะความสารพัดประโยชน์นั่นเอง หากใครรักการลุยฝุ่น พร้อมกับความเป็นพาหนะคู่ใจ ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน จักรยานยนต์เอ็นดูโร่คือคำตอบที่ดีที่สุด

 

# Kawasaki KLX 230 R

อุปกรณ์อุปโภคบริโภคที่ต้องมีแล้วการเล่นสกีจะดีเวอร์

อุปกรณ์อุปโภคบริโภคที่ต้องมีแล้วการเล่นสกีจะดีเวอร์

      หากจะออกไปเล่นสกีนั้นเราต้องเตรียมความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ ต้องไม่เจ็บป่วย หรือมีร่างกายที่ผิดปกติใด จึงะทำให้การเล่นสกีนั้นเป็นไปได้ด้วยดี และนอกจากการเตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อมแล้ว นอกเหนือจากนี้เรา็ต้องเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมด้วยเช่นกัน เผื่อไปเล่นสกีในระะทางที่ไกล ดังั้นจึงต้องเตรียมทั้งของอุปโภค บริโภคให้พร้อม ซึ่งเรามาดูกันเลยดีกว่าอุปกรณ์ที่เราควรที่จะเตรียมไปนั้นมีอะไรบ้าง แต่ขอบอกก่อนว่าอุปกรณ์แต่ละอย่างนั้นที่ไม่ถึงกับต้องมีครบถ้วนทุกอย่างเสมอไป แต่ถ้าหากเตรียมให้มีไว้บ้างก็จะทำให้การเล่นสกีนั้นเป็นไปได้ด้วยดีอย่างยิ่งเลยทีเดียว เพื่อไม่ให้เสียเวลาเรามาดูกันเลยว่ามีอะไรกันบ้าง

อุปกรณ์อุปโภคบริโภคที่ต้องมีแล้วการเล่นสกีจะดีเวอร์

     อันดับแรกเลยก็คือ เจ้า Hip Protector นั่นเองซึ่งลักษณะของมันจะมีรูปร่างเหมือนกางเกงรัดรูปขาสั้นที่ใส่กันโดยทั่วไป แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาก็คือมีฟองน้ำหนาบุรอบสะโพกและก้นของผู้สวมใส่ ซึ่งสิ่งที่เพิ่มขึ้นมานี้มันจะช่วยลดแรงกระแทกและความเจ็บปวดแก่ร่างกายในขณะที่เราล้มถ้าหากไม่มีเจ่าตัวนี้คอยเป็นที่ป้องกันอยู่ เมื่อเราล้มก้นจ้ำเบ้าได้นั่นเอง โดยส่วนมากก็จะเป็นมือใหม่ที่เพิ่งหัดเล่นสกีที่จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้อยู่บ่อยๆ เพื่อนเป็นการเซฟตี้จึงควรมี Jip Protecter ไว้นั่นเอง

     ต่อไปนั่นก็คือกระเป๋าตังค์ที่มีขนาดกระทัดรัดมีใบขนาดเล็กๆ ที่พกพาได้สะดวกสบาย ซึ่งถ้าหากเรานั้นมีกระเป๋าตังคเล็กๆซึ่งมีขนาดที่ใส่ในกระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋ากางเกงได้อย่างพอดี จะทำให้มีความสะดวกมากขึ้นกว่าเดิม หากถึงเวลาที่เราต้องการซื้อเครื่องดื่มหรือของว่างเพื่อไว้ทานให้อยู่ท้องเล็กๆน้อยๆก็นำมาใส่ในกระเป๋าใบเล็กๆนี้ทำให้ไม่เกะกะเวลาเล่นสกีนั่นเอง หนทางการแก้ปัญหามีเพียงนิดเดียวอยู่ที่เราจะเรียนรู้ไปกับมัน

     ลำดับต่อมาที่ควรมีนั่นก็คือ ซิปล็อคกันน้ำ

ความสำคัญของซิปล็อคกันน้ำนั่นก็คือ จะช่วยป้องกันอันตรายแล้วป้องกันความเสียหายให้กับโทรศัพท์มือถือของเรานั่นเอง เมื่อเวลาที่มีเกร็ดหิมะมาเกาะตรงกระเป๋าใส่โทรศัพท์ก็จะทำให้โทรนั้นเกิดความชื้น ดังนั้นหากเรามีซิป็อคกันน้ำก็จะช่วยปกปิดโทรศัพท์ได้อีกชั้นนึงนั่นเอง ซึ่งป้องกันความเสียหายได้มากกว่าเก่าเลยทีเดียว

     ต่อไปต่อคือ ขนมเล็กน้อย

สำหรับขนมนั้นเราจะพกหรือไม่พกติดตียไปก็ได้แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละคน แต่ถ้าหากเราเริ่มเล่นสกีเมื่อไหร่แน่นอนว่าเราต้องเล่นในระยะที่ไกลอย่างแน่นอน แล้วกว่าเราจะเดินไปเป้าหมายหรือจุดพักที่ตั้งเป้าไว้ก็ใช้เวลาที่นานอยู่พอสมควร ดังนั้นการพกขนมเล็กๆน้อยๆก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ขนมที่พกไปอาจเป็นจำพวกพช็อกโกแลตแท่ง ขนมต่างๆ ขนมธัญพืช หรือซีเรียลแท่งเอาไว้เติมพลังให้กับร่างกายจนถึงจุดหมายปลายทางกันค่ะ

     สำหรับสิ่งสุดท้ายที่ควรจะพกไปนั่นก็คือ ครีมกันแดด และลิปมัน

หลายคนอาจจะสงสัยว่าไปเล่นสกีในสภาพอากาศที่หนาวเย็น ทำไมจึงต้องใช้ครีมกันแดด นั่นก็เพราะว่า ต่อให้แดดไม่ออก แต่แสงอาทิตย์และรังสียูวีก็ส่องทะลุเมฆลงมาได้อยู่ดี และแสงนี้ก็ทัลุผ่านมาได้ทุกทาง่นเอง เพื่อเป็นการถนอมผิดก็ควรทาไว้ ป้องกันผิวแห้งของเราได้อีกด้วย และสำหรับลิปมันนั้นก็มีไว้เพื่อทาริมฝีปากเมื่ออากาศหนาวเย็นก็จะทำมให้ปากของเรานั้นซีดชาแลพฝะแ้งเแามากๆ ดังนั้นจึงต้องพกไปด้วย

ปล่อยโปสเตอร์แล้ว กับ 2IN1 SUPERTOURNAMENT

ประวัติกีฬาแคนู คายัคสู่การแข่งขันในประเทศไทย-03

ประวัติกีฬาแคนู คายัคสู่การแข่งขันในประเทศไทย

ประวัติกีฬาแคนู คายัคสู่การแข่งขันในประเทศไทย

     ไม่ว่าจะเป็นกีฬาใดๆก็ตามที่เกิดขึ้นมาในโลกของเรานั้นย่อมมีประวัติความเป็นมาด้วยกันทั้งสิ้น ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดขึ้นด้วยวัตถุประสงค์อะไร แต่ละประเภทกีฬามีจุดเริ่มต้นมาจากที่ใดประเทศอะไร และ ทำไมถึงได้เกิดเป็นกีฬาให้เราได้รู้จักกันในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าอะไรก็ตามย่อมมีเหตุและผลของมันเสมอ วันนี้เราจะมานำเสนอถึงประวัติความเป็นมาของกีฬาชนิดหนึ่งที่เป็นที่รู้จักทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยด้วยเช่นกัน เป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่มีข้อดีต่างๆมากมายนับไม่ถ้วน ทั้งให้ความสุข ความสนุกสนาน ความเพลินเพลิน ความท้าทาย การได้เปิดโลกกว้าง และที่สำคัญที่สุดคือการทำให้สุขภาพร่างกายของเรานั้น แข็งแรง มีภูมิคุ้มกันในการป้องกันโรคร้ายที่จะเกิดขึ้น กีฬาที่กล่าวมานี้นั่นก็คือกีฬาพายเรือแคนูคายัคนั่นเอง ซึ่งมีประวัติความเป็นมาอย่างไร วันนี้เราจะมาบอกให้ทุกคนได้ทราบกัน

https://www.google.co.th/url?sa=i&url=https%3A%2F%2Fwww.khaosod.co.th%2Fsports%2Fnews_1464002&psig=AOvVaw12yFydohezLBmSUBGcS9fW&ust=1606798589855000&source=images&cd=vfe&ved=0CAIQjRxqFwoTCJjUpKu9qe0CFQAAAAAdAAAAABAF

     สำหรับประวัติของเรือแคนูคายัคนั้นมีมายาวนานแสนนาน หลายยุคหลายสมัย หลายชั่วคนตั้งแต่บรรพบุรุษตกทอดมาจนถึงลูกหลานในปัจจุบัน ได้มีการประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาตั้งแต่ครั้งสมัยหลายพันปีก่อนยุคประวัติศาสตร์ซะอีก มีจุดเริ่มต้นมาจากบุคคลๆหนึ่งซึ่งเป็นชาวอินเดียแดง เข้าได้คิดค้นเรือแคนูคายัคโดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการใช้ในการคมนาคม การติดต่อระหว่างกัน และจุดประสอื่นๆคือยุคนั้นใช้เรือแคนูคายัคในการทำการสงคราม และเพื่อการค้าขายกระตุ้นเศรษฐกิจนอกจากนี้ยังใช้เป็นยานพาหนะในการออกไปล่าสัตว์มาบริโภคบำรุงเลี้ยงชีพ ซึ่งเรือแคนูคายัคนั้นถูกสร้างขึ้นมาหลายลักษณะด้วยกัน ความแตกต่างของแต่ละลำนั้นก็ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการใช้งานและสภาพแวดล้อมโดยรอบของที่ตั้งถิ่นฐาน ซึ่งจากการคิดค้นในครั้งนั้นทำให้เรือแคนูคายัคแพร่กระจายไปในหลายๆประเทศ อย่างเช่นประเทศนิวซีแลนด์ ได้สร้างเรือแคนูคายัคโดยชาวเมารี ซึ่งได้ใช้หนังกวางมาทำเรือ และใช้กำลังคนถึง80คนด้วยกัน ต่อมาเรือแคนูคายังได้มีการพัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดชาวอังกฤษคนหนึ่งได้สร้างเรือแคนูคายัคที่มีฝาปิดคลุมกันนำเข้าออกบริเวณตัวเรือ จนกระทั่งปีค. 1556 เรือแคนูคายัคได้จัดให้เป็นกีฬาชนิดหนึ่งโดยให้มีการแข่งขันเกิดขึ้น

     ในเวลาต่อมาหลายๆประเทศก็เริ่มรู้จักกับกีฬาชนิดนี้เพิ่มมากขึ้นรวมถึงประเทศไทยของเราด้วย และได้มีการจัดระเบียบข้อบังคับต่างๆในการแข่งขันขึ้นมา โดย1ในระเบียบข้อบังคับการแข่งขันเรือแคนูคายัคในขณะนั้นคือ ในแต่ละจะหวัดจะต้องส่งนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขันทุกจังหวัด ซึ่งมีทั้งประเภททีมชายและทีมหญิง โดยมีจำนวนสมาชิคในทีมตั้งแต่สามคนขึ้นไปแต่ต้องไม่เกินหกคนโดยมีเกณฑ์ในการตัดสินคือ แต่ละจังหวัดมีการแข่งขันในระดับภาค ผู้ชนะเลิศอันดับที่1และอันดับ2ของแต่ละภาคจะได้แข่งขันต่อในระดับชาติ ซึ่งเป็นการแข่งขันในรอบสุดท้าย และในเวลาต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนกฎกติกาในการแข่งขันต่อมาเรื่อยๆจนถึงปัจจุบันนี้

     และสิ่งต่างๆที่กล่าวมาข้างต้นนี้ก็คือประวัติศาสตร์ความเป็นมาของกีฬาแคนูคายัค รวมไปถึงจุดหำเนิดของการแข่งขันประเภทนี้ กีฬาแคนูคายัคนับเป็นกีฬาที่มีมาเนิ่นนาน มีประวัติที่บ่งบอกให้เห็นถึงความเป็นอยู่ของคนสมัยก่อน ตั้งแต่เทคโนโลยีการคมนาคมขนส่งยังไม่สะดวกสบายและทันสมัยเหมือนในปัจจุบันนี้ นับเป็นกีฬาที่ควรอนุรักษ์ไว้ให้คงอยู่กับคนรุ่นหลังสืบต่อกันรุ่นต่อรุ่น การเล่นกีฬานั้นนับเป็นสิ่งที่ดีไม่ว่าจะเป็นกีฬาประเภทใดก็ตามต่างก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เป็นการฝึกให้มีทักษะสมาธิผ่อนคลายความเครียด และได้ค้นพบความสามารถในอีกมิติหนึ่งของตนเองอีกด้วย

 

# รู้หรือไม่ เรือแคนูกับเรือคายัคต่างกันอย่างไร

สนามแข่ง MOTOCROSS ที่นักแข่งหลายคนอยากไปสัมผัส

สนามแข่ง MOTOCROSS ที่นักแข่งหลายคนอยากไปสัมผัส

ไม่ว่ากีฬาประเภทไหน สนามแข่งขันนั้นก็ถือเป็นจุดมุ่งหรืออาจเป็นความฝัน เป็นเป้าหมายของ รวมถึงอาจจะเป็นความฝันของนักกีฬาประเภทนั้น ๆ  ที่อยากจะไปลงทำการแข่งขัน อย่างเช่นถ้าเป็นนักวิ่ง ก็ยากไปวิ่งเบอร์ลิน หรือลอนดอนมาราธอนสักครั้ง หรือถ้าเป็นนักปั่นจักรยาน ก็คงอยากไปแข่งขันสนาม ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ส่วนสำหรับนักบิดสายลุยฝุ่นอย่างจักรยานยนต์ MOTOCROSS นั้นมีสนามไหนกันบ้างที่เป็นที่สุดสำหรับนักบิดจักรยานยนต์วิบากลองมาดูกัน

สนามแข่ง MOTOCROSS ที่นักแข่งหลายคนอยากไปสัมผัส

สนาม Arenacross

สนามในร่ม Arenacross ถูกออกแบบให้เป็นสนามแข่งที่มีแต่โคลนที่เฉอะแฉะ และสกปรก มีแท่นกระโดดที่สูง 3 ขั้นรวมทั้งสิ่งกีดขวาง และอุปสรรคนานัปการ โดยสนามนี้เริ่มจัดการแข่งขันเมื่อปี 1970 ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งการแข่งขันรายการนี้เป็นเรื่องที่ท้าทาย และสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ชมที่อยู่บนอัฒจันทร์ ที่แทบจะเต็มความจุทุกครั้งที่มีการแข่งขัน

 

สนามแข่ง MOTOCROSS ที่นักแข่งหลายคนอยากไปสัมผัส

สนาม Scheveningen beach

สนามนี้เป็นสนามเลียบชายหาด Scheveningen ในประเทศฮอลแลนด์ ซึ่งนอกจากจะเป็นชายหาดที่มักมีนักท่องเที่ยวไปเดิน เล่น อาบแดด และว่ายน้ำแล้ว ชายหาดแห่งนี้ยังเปลี่ยนให้เป็นสนามแข่ง MOTOCROSS ชายหาด ที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งแต่ละรอบนั้นก็เป็นรอบยาว โดยนักบิดที่ทำการแข่งขันมีทั้งมือสมัครเล่น และมืออาชีพ ซึ่งการแข่งขันนั้นในแต่ละปีมีการจัดการแข่งขันหลายครั้งแต่ในบางปีก็มีแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ชายหาด Scheveningen ซึ่งตั้งอยู่ในเมือง Hague เป็นอีกหนึ่งสนามที่นักแข่ง MOTOCROSS ทั้งหลาย อยากไปสัมผัสความมันกันสักครั้ง

 

สนามแข่ง MOTOCROSS ที่นักแข่งหลายคนอยากไปสัมผัส

สนาม Thunder Valley Park

Thunder Valley Park นั้นตั้งอยู่ในเมือง เดนเวอร์ รัฐโคโลราโด ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยที่ Thunder Valley Motocross Park เริ่มสร้างเมื่อปี 1999 และเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรายการ AMA Pro Motocross National ในปี 2005 ซึ่งหลังจากนั้นสนามนี้ก็กลายเป็นสนามที่กลายเป็นที่นิยมของเหล่านักบิด MOTOCROSS เป็นที่เรียบร้อยแล้วในช่วงฤดูร้อนของปีจะคลาคล่ำไปด้วยเสียงแผดของมอเตอร์ไซค์วิบากรวมถึงนักบิดและช่างเครื่องเป็นจำนวนมาก

 

สนาม GLEN HELEN สหรัฐอเมริกา

สนามแข่ง MOTOCROSS แห่งนี้นั้น เป็นสนามที่มีจุดเด่นตรงที่เส้นทางนั้นเป็นเส้นทางของหุบเขา Helens ใน แคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีความลาดชันให้โดดกันอย่างเร้าใจ และค่อนข้างที่จะโหดเป็นอย่างมาก สนามนี้จัดการแข่งขันให้กับนักบิดมือใหม่ รวมไปถึงนักบิดมืออาชีพ และยังเป็นสนามที่ใช้จัดการแข่งขันรายการนานาชาติอย่างรายการ Superfast Grand Prix มาแล้ว

 

สนาม ERNEE ประเทศฝรั่งเศส

สนามแห่งนี้จะว่าเป็นสนามที่เก่าแก่ของโลกอีกสนามหนึ่งก็ว่าได้ เพราะเริ่มมีมาตั้งแต่ปี 1972 และยังสามารถจุจำนวนผู้เข้าชมได้ถึงประมาณสี่หมื่นกว่าคน  โดยได้รับหน้าที่จัดรายการแข่งขันใหญ่ ๆ อย่าง Motocross of Nations และรายการ FIM World Motocross events รวมไปถึงยังเป็นสนามสำหรับการชิงแชมป์ของประเทศฝรั่งเศสด้วย

 

สนาม Unadilla

เป็นสนามที่เก่าแก่ที่สุดในอเมริกา ซึ่งตั้งอยู่บริเวณทางเหนือของนิวยอร์ค การออกแบบสนามนั้น มีอุปสรรคให้ฝ่ามากมาย ไม่ว่าจะเป็น ก้อนหินใหญ่ หรือบ่อลึกว่ากันว่าถ้าไม่เตรียมตัวมาดี ๆ แล้วถ้าพลาดมาอาจถึงตายได้

# 4โมโตครอส – เอ็นดูโร่ ที่ที่น่าสนใจ ไปไหนไปกันได้ทุกเส้นทาง

Kawasaki KLX 230 R และ KLX 300

Kawasaki KLX 230 R และ KLX 300

สำหรับจักรยานยนต์โมโตครอสที่มีไว้สำหรับ ออกทริป ไปผจญภัยในเส้นทางวิบาก ถิ่นธุระกันดาร หรือเอาไว้แข่งขันกันในสนามนั้น นักบิดลุยฝุ่นไม่ว่าจะมือสมัครเล่น หรือสายอาชีพนั้นก็มักจะมีรถคู่ใจกันอยู่แล้ว แต่ถ้าใครเป็นมือใหม่หัดลุย หรือถ้าใครกำลังคิดจะเปลี่ยนรถนั้นค่าย Kawasaki นั้นก็น่าจะสนใจไม่น้อยโดยทาง Kawasaki นั้นได้เปิดตัวสองรุ่นสายลุย อย่าง KLX 230 R กับ KLX 300 ซึ่งทั้งสองรุ่นนี้เหมาะที่จะเป็นคู่ใจในการออกทริป หรือแข่งขันเท่านั้น เพราะไม่สามารถจดทะเบียนกับขนส่งได้ ส่วนรายละเอียดรถนั้นลองมาดูกันเลย

Kawasaki KLX 230 R และ KLX 300

Kawasaki KLX 230 R

เป็นมอเตอร์ไซค์วิบาก ที่ให้มาตรฐานการผลิต และใช้เฟรมเดียวกับ รุ่น KLX 230 กับ KLX 230 ABS S ที่ได้เปิดตัวออกมาพร้อมกัน เป็นเครื่องยนต์ ขนาด 1 สูบ 230 CC โดยตัวรถนั้นถูกออกแบบมาใหม่ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ หรือเครื่องยนต์ ซึ่งเน้นให้ปราดเปรียว กะทัดรัดคล่องตัว และเหมาะกับทางวิบากทุกรูปแบบ โดยเฉพาะทางฝุ่น โดยแซสซี เป็นแบบ perometer ซึ่งทำให้ตัวจักรยานยนต์นั้นมีน้ำหนักเบา ซึ่งตัวรถนั้นถ้าพิจารณาให้ดีจะมีความกระชับกว่า รุ่น KLX 230 กับ KLX 230 ABS S และไม่มีไฟหน้าซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำหรับรถวิบากอยู่แล้ว

Kawasaki KLX 230 R และ KLX 300

การรองรับแรงกระแทกนั้นเป็นโช๊คแกน 37 มิลลิเมตรในรูปแบบของเทเลสโคปิค มาพร้อมกับโช๊คเดี่ยวระบบแก๊สที่ปรับได้ ในส่วนเรื่องความปลอดภัยในระบบเบรกนั้นเบรกหน้าเป็นจานเบรก 240 มิลลิเมตร คาลิเปอร์สองลูกสูบ และกระปุกน้ำมันเบรก ทางด้านเบรกหลัง เป็นจานเบรก 220 มิลลิเมตร คาลิเปอร์หนึ่งลูกสูบ สำหรับรายละเอียดส่วนอื่น ๆ ก็มีดังนี้ น้ำหนักรถอยู่ที่ 115 กิโลกรัม ความสูงของรถอยู่ที่ 120 เซนติเมตร ความสูงของเบาะ 92 เซนติเมตร ความยาว 84 เซนติเมตร ระยะช่วงล้อ 136 เซนติเมตร ความสูงจากพื้นถึงใต้ท้องรถ 30 เซนติเมตร ความกว้าง 204 เซนติเมตร

 

Kawasaki KLX 300

ถือว่าเป็นมอเตอร์ไซค์วิบากตัวท๊อปของ Kawasaki ก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงที่สวยงามโฉบเฉี่ยวทะมัดทะแมง เครื่องยนต์ที่แรง และช่วงล่างที่หนึบแน่น การบังคับคล่องตัวซึ่งถ้าหากนักบิดได้เห็นคงต้องอยากสัมผัสกันทุกคน

ความงามและดีไซน์ของตัวรถนั้นก็คงเอกลักษณ์ของ KX โดยหน้าตาก็ถอดมาจาก KX 450  ไม่ว่าจะเป็นเบาะตัวถังเฟรมโดยการออกแบบนั้นจะเน้นท่านั่งให้นักบิดบังคับหนีบรถได้อย่างถนัด

เครื่องยนต์นั้นก็มีความแรงในระดับถึง 292 CC เครื่องยนต์หนึ่งสูบ ใช้ของเหลวระบายความร้อน และสามารถปรับแต่งความแรงให้เหมาะกับการใช้งานได้

ระบบรับแรงกระแทกโช๊คหน้านั้นเป็นแกนเทเลสโคปิค 43 มิลลิเมตร โช๊คหลังเป็นโช๊คแก๊ส ที่สามารถปรับแต่งได้เต็มที่ ส่วนในระบบเบรกหน้านั้น เป็นสองลูกสูบคาลิปอร์ มาพร้อมขนาดจาน 270 มิลลิเมตร ส่วนเบรกหลังนั้นเป็นคาลิปอร์หนางลูกสูบ โดยที่จานเบรกนั้นอยู่ที่ 240 มิลลิเมตร ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ นั้น น้ำหนักรวมตัวรถ 128 กิโลกรัม จากพื้นไปถึงใต้ท้องรถ 30.5 เซนติเมตร ความสูงของเบาะ 92.5 เซนติเมตร ความสูงของรถ 125 เซนติเมตร ระยะล้อ 143 เซนติเมตร ความยาว 82.5 เซนติเมตร ความกว้าง 212 เซนติเมตร

ส่วนทางด้านราคานั้นในรุ่น Kawasaki KLX 230 R อยู่ที่ 125,000 บาท และ Kawasaki KLX 300 อยู่ที่ 20,0000บาท หากใครคิดว่าตัวเองเหมาะที่จะใช้รุ่นไหนนั้น ก็พิจารณากันได้ตามใจชอบ แต่ทำสำคัญรถจักรนยานยนต์วิกบากทั้งสองรุ่นนี้ ไม่เหมาะที่จะเอาไว้เป็นพาหนะในการเดินทางหรือใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะเป็นรถที่มีไฟหน้า และไม่สามารถจดทะเบียนกับทางขนส่งได้ นั่นอาจจะทำให้ไม่ปลอดภัยเป็นอย่างยิ่งเวลาขับขี่ตอนกลางคืน เหมาะสำหรับใช้ออกทริปผจญภัยกับกลุ่มเพื่อนร่วมก๊วน ในตอนกลางวันจะดีที่สุด

 

# เส้นทางวิบากที่ว่าดีที่สุดในไทย และต่างประเทศ

5 MOTOCROSS ในฝันของนักบิดสายฝุ่น

5 MOTOCROSS ในฝันของนักบิดสายฝุ่น

ถ้าพูดถึงโมโตครอส ระดับพรีเมี่ยมแล้วเชื่อว่าผู้ที่ชื่นชอบรถวิบากสายลุย คงมีรถในดวงใจกันอยู่หลายรุ่นหลายยี่ห้อ ซึ่งค่ายต่าง ๆ ก็ทำออกมาสู่ตลาด โดยแต่ละค่ายนั้น ก็มีเทคโนโลยี จุดเด่น รูปทรง และราคาที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งแต่ละค่ายนั้นมีรุ่นอะไรกันบ้าง เราจึงรวบรวมกันมาให้ดูกัน 5 ค่าย ดังต่อไปนี้

5 MOTOCROSS ในฝันของนักบิดสายฝุ่น

จักรยานยนต์ MOTOCROSS ของ BMW

สำหรับ BMW ค่ายนี้ ชื่อนี้ การันตีอยู่แล้วเรื่องเทคโนโลยี สำหรับรถใหญ่ในวงการรถหรู หรือรถแข่งระดับโลก หรือบิ๊กไบค์ ที่ออกมาสู่ตลาดอย่างมากมาย แต่สำหรับ MOTOCROSS นั้นก็ยังมีคำถามอยู่เหมือนกันว่าของค่าย BMW จะดีจริงไหม ? บอกเลยว่า ดีจริง โดยเฉพาะรุ่น F 700 Gs ที่เผยโฉมออกมาเมื่อปี 2017 นั้นเป็น MOTOCROSS ที่มีแรงม้ามากถึง 7, 300 รอบ/นาที แรงระเบิดอยู่ที่ 77 นิวตัน มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 2 สูบ จุดเด่นอีกอย่างของรุ่น BMW F 700 Gs นั้นคือ ความอึด ถึก ลุย และตัวรถนั้นน้ำหนักก็ยังเบาอีกอีกด้วย โดยราคานั้นอยู่ที่ประมาณ 500,000 บาท

 

5 MOTOCROSS ในฝันของนักบิดสายฝุ่น

จักรยานยนต์ MOTOCROSS ของค่าย KTM

สำหรับค่าย KTM นั้นหลาย ๆ คนที่ไม่เคยเล่นรถวิบากหรือ โมโตครอส เมื่อได้ยินชื่อค่ายนี้อาจขมวดคิ้วด้วยความสงสัยเพราะไม่คุ้นชื่อ แต่ในสายโดดสายคลุกฝุ่นนั้นค่าย KTM เป็นค่ายคุณภาพค่ายหนึ่งเลยทีเดียวโดยที่ จักรยานยนต์ MOTOCROSS เกรดพรีเมี่ยมนั้นก็คงจะเป็นรุ่น KTM 1090 Adventure ที่ถูกผลิตออกมาจำหน่ายในปี 2017 โดยเครื่องเครื่องยนต์ที่แรงขนาด 125 แรงม้า ระบบเกียร์ธรรมดา 6 เกียร์ 2 สูบ 4 วาล์ว ราคานั้นก็รุนแรงเช่นกันโดยอยู่ที่ประมาณ 1,000,000บาท กันเลยทีเดียว

 

จักรยานยนต์ MOTOCROSS ค่าย HONDA

HONDA เป็นค่ายรถจักรยานยนต์ที่บ้านเรารู้จักดีมากที่สุด เพราะครองตลาดจักรยานยนต์แทบจะกินขาดทุรุ่นที่ผลิตออกมา เต็มท้องถนนไปหมด แต่สำหรับจักรยานยนต์ MOTOCROSS นั้น HONDA นั้นก็ได้ทำการผลิตเกรดพรีเมี่ยมออกมาสู่ท้องตลาดเช่นกันโดยเป็นรุ่น Honda CRF 250L ที่ผลิตออกมาจำหน่านในปี 2016 เป็นโมโตครอส สายลุยฝุ่นที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ ระดับ 250 CC และรบบหัวฉีด PGM-FI ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของ HONDA ระบบเบรกหน้านั้นเป็น ดิสเบรก 2 ลูกสูบ เบรกหลัง เป็นดิสเบรก 1 ลูกสูบ ในส่วนราคานั้น ก็จับต้องได้ไม่ยากโดยอยู่ที่ประมาณ หนึ่งแสนกว่าบาทเท่านั้น

 

จักยานยนต์ MOTOCROSS ค่าย Suzuki

เป็นค่ายรถจักรยานยนต์ที่ถือว่าเป็นคู่แข่งทางการตลาดกับค่าย HONDA ซึ่งจสกทางค่าย Suzuki ผลิตรถจักรยานยนต์ทั่วไปที่เราเห็นกันอย่างคุ้นตา ก็ยังผลิตจักยานยนต์ MOTOCROSS ออกมาในรุ่น Suzuki RM-Z250 standard และได้ผลิตออกมาจำหน่ายเมื่อปี 2016 รูปทรงนั้นดูก็รู้เลยว่าออกแบบมาเพื่อสายลุยโดยเฉพาะ มาพร้อมด้วย เครื่องยนต์ 219 CC ระบบเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ ส่วนราคานั้นอยู่ที่ ประมาณเกือบ สามแสนบาทกันเลยทีเดียว

 

จักยานยนต์ MOTOCROSSของค่าย Kawasaki

ค่าย Kawasaki รถในตลาดในบ้านเรานั้นอาจไม่เป็นที่นิยมกันมากนักถ้าเปรียบเทียบกับฮอนด้า หรือซูซูกิแต่ในส่วนของจักยานยนต์ MOTOCROSS นั้นก็ออกทำออกมาได้เหมือนน้อง ๆรถสูตรเลยก็ว่าได้โดยเป็นรุ่น าเรียาดในยhoสามแสนบาทกันเลยทีเดียวงยนต้วยความสงสับเพราะไม่คุ้นชื่อ แต่ในสาย Kawasaki KLX 300 โดยเป็นเครื่องยนต์ 1สูบ 292 CC ระบายความร้อนด้วยของเหลว  ราคานั้นอยู่ที่ประมาณ 300,000

เป็นไงกันบ้างสำหรับข้อมูลเล็กๆน้อยๆที่เรานำมาฝากกันซึ่งเชื่อว่าหลายๆท่านที่เป็นนักบิดสายลุยอ่านแล้วก็ต้องระงับกิเลสกันเป็นอย่างมากเลยทีเดียวซึ่งจริงๆแล้วในท้องตลาดยังมีจักยานยนต์ MOTOCROSS ให้ใช้งานกันอีกเยอะมาก ซึ่งใครจะใช้รุ่นไหน ก็คงแล้วแต่ความชอบส่วนตัว ของใครของมัน นั่นเองขอให้มีความสุขกับการขับขี่โดดและลุยฝุ่นกันทุกท่าน

 

Extreme motorsport คืออะไร

เทคนิคการฝึกซ้อมของนักแข่งระดับโลกอย่าง Jonny walker

เทคนิคการฝึกซ้อมของนักแข่งระดับโลกอย่าง Jonny walker

เทคนิคการฝึกซ้อมของนักแข่งระดับโลกอย่าง Jonny walker

ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาประเภทไหนถ้าอยากมีความเป็นเลิศในกีฬาประเภทนั้น การทุ่มเทฝึกซ้อมอย่างมีวินัย คือสิ่งที่จำเป็นและสำคัญที่สุด อย่างนักแข่งที่จะเรียกว่าเป็นเทพแห่ง Hard Enduro อย่าง Jonny walker ( ชื่อน่าดื่มมาก ฮ่า)นักบิดสายลุยจากสหราชอาณาจักร ที่เขาก็ต้องมีโปรแกรมฟิตซ้อม เพื่อให้ร่างกายสมบูรณ์พร้อมลงแข่งมากที่สุด โดยเขามีเคล็ดลับ 5 ข้อ มาเปิดเผย มีอะไรบ้างไปดูกันเลย

เทคนิคการฝึกซ้อมของนักแข่งระดับโลกอย่าง Jonny walker

1. ฝึกความอึด

เพราะไม่ว่าจะเป็นนักปั่นจักรยาน หรือนักแข่งจักรยนต์วิบาก ความอึด แข็งแรง ปอดที่ใหญ่ทำงานได้ดี ร่างกายที่แกร่ง เพราะการแข่งขัน Hard Enduro ต้องใช้เวลาถึง 6 ชั่วโมงบนทางวิบาก และต้องมีการวอร์มเครื่องยนต์มอเตอร์ถึง 20 นาที การฝึกซ้อมนั้น ถ้าเป็นการออกไปปั่นจักรยานก็ต้องปั่นต่อเนื่องให้ได้ถึง 4 ชั่วโมง แต่ถ้าหากเป็นการวิ่งอย่าไปนับว่าวิ่งได้กี่กิโลเมตร แต่ขอให้ให้วิ่งจนหอบ ซึ่งเขาเองเคยฝึกซ้อมด้วยการปั่นจักรยานครั้งละ ประมาณ 12-15 ไมล์แต่ปรากฏว่ามันไม่ได้ช่วยอะไรเลย

2. ฟิต แอนด์ เฟิร์ม ด้วย สาย TRX

หากใครได้เห็นรูปร่างของ Jonny walker จะเห็นได้ว่ากล้ามเนื้อของเขาชัดเจนไปทุกส่วน หลาย ๆ คนนั้นคิดว่าเขาน่าจะใช้เวลาอยู่ในโรงยิมเพื่อเล่นเวท วันละหลาย ๆ ชั่วโมงเป็นแน่นแท้ ถึงได้ทีรูปร่างขนาดนั้น แต่หากใครคิดเช่นนั้นบอกเลยว่าคิดผิด เขาแทบจะไม่เล่นเวทเลย และถ้าจะเล่นก็เล่นเพียงแค่ 2 ท่าเท่านั้น โดยเขาจะฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อโดยใช้อุปกรณ์เพียงแค่สาย TRX เท่านั้นเอง โดยเขาใช้สาย TRX เพื่อใช้ฝึกแรงต้านจากร่างกาย แทบจะทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นขา ลำตัว แขน หน้าอก เป็นต้น และสาย TRX ยังสามารถประยุกต์ใช้ในท่าออกกำลังได้เยอะมาก

3. อย่าฝึกกล้ามเนื้อแขนด้วยการยกดัมเบล หรือยกน้ำหนัก

คนโดยทั่วไปหรือนักแข่งจักรยานยนต์วิบากหลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าต้องฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อช่วงแขนให้มาก เพราะแขนที่แข็งแรงมีส่วนในการประคองรถ หรือบังคับรถได้ง่ายมากขึ้นแต่  Jonny walker ได้บอกว่าการยกดัมเบลหรือยกน้ำหนักเพื่อฝึกฝนกล้ามเนื้อแขนนั้นไม่ควรที่จะทำเป็นอย่างยิ่ง การที่ไปเพิ่มกล้ามเนื้อช่วงแขนนั้นทำให้ระบบหมุดเวียนของเลือดที่จะไปหล่อเลี้ยงบริเวณแขนนั้นไม่ดี และไม่ทั่วถึง ซึ่งไม่ได้ส่งผลดีต่อการ ขี่จักรยานยนต์วิบากเลย

4. หลัง และขาที่แข็งแรงมาจากเล่นท่า สควอช ให้มาก

การที่ขา และหลังแข็งแรง เป็นการช่วยให้บังคับรถได้ดีด้วย อย่างเวลาที่ขี่ไปในเส้นทางที่ยืนโก่งตัวในรูปแบบของการขี่ Hard Enduro การเข้าโค้ง ที่ต้องเกร็งหลัง และต้องเหยียดขาออกบ่อย ๆ การออกกำลังกายด้วยท่า สควอช ถือเป็นการสร้างความแข็งแกร่งได้เป็นอย่างดี และเมื่อเกิดอุบัติเหตุรถล้มการจะดันรถให้ตั้งขึ้นได้นั้นต้องใช้กำลังขา และหลังเป็นอย่างมากยิ่งโดยเฉพาะหากเป็นจักรยานรุ่นใหญ่ ยิ่งลำบาก ความแข็งแรงของขาและหลังจึงสำคัญมาก

5. ออกไปลุย

เพราะการออกไปขี่จักรยานยนต์วิบากคือการฝึกซ้อมที่ดีที่สุด ไม่ว่าทักษะรวมถึงประสบการณ์ที่จะได้ การฝึกกล้ามเนื้อด้วยการเกร็ง เพราะว่าเรารักในกีฬาประเภทนี้ สุดท้ายความสุขที่ได้ ก็คือการออกไปขี่จักรยานยนต์วิบากแล้วออกลุยนั่นเอง

เป็นไงกันบ้างสำหรับเคล็ดลับ 5 ข้อ ของนักแข่งอย่าง Jonny walker หวังว่านักบิดสายลุยหลาย ๆ ท่านได้ประโยชน์กันไม่มากก็น้อย ซึ่งงวิธีการฝึกเหล่านี้ เราก็ยังสามารถ นำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับตัวเองได้อีกด้วย เพราะเคล็ดลับแต่ละข้อนั้นไม่มีข้อไหนยากเลยเป็นวิธีง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็ทำได้

 

# การแข่งรถมอเตอร์ครอสในประเทศไทย เป็นมากกว่าการแข่งขันกีฬา

การแข่งรถมอเตอร์ครอสในประเทศไทย เป็นมากกว่าการแข่งขันกีฬา

การแข่งรถมอเตอร์ครอสในประเทศไทย เป็นมากกว่าการแข่งขันกีฬา

หลังจากที่วงการโมโตครอสบ้านเราซบเซามาหลายปี จนมาในช่วงประมาณ10ปีที่ผ่านนั้นได้รับความนิยมอีกครั้งและไม่ได้รับความนิยมธรรมดาเป็นการได้รับความนิยมแบบก้าวกระโดดเพราะเราจะสังเกตได้ว่ามีการแข่งขันจักรยานยนต์วิบากอยู่มากมายหลายรายการหลายสนามกระจายอยู่ทั่วประเทศเมื่อเป็นเช่นเช่นนั้นทางประเทศไทยเราเองจึงได้เสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันโมโตครอสชิ่งแชมป์โลกมากมายหลายรายการและก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างมากสำหรับผู้ที่ชอบในกีฬาจักรยานยนต์วิบากและนักแข่งทั่วโลกซึ่งการจัดการแข่งขันชิงแชมป์โลกในบ้านเรานั้นยังเป็นการช่วยยกระดับฝีมือของนักแข่งโมโตครอชาวไทยไปในตัวอีกด้วย

การแข่งรถมอเตอร์ครอสในประเทศไทย เป็นมากกว่าการแข่งขันกีฬา

ไม่เพียงเท่านั้นยังช่วยทางด้านเศรษฐกิจให้ดีขึ้นโดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวซึ่งมาการกะประมาณเอาไว้ว่าเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวเพราะการแข่งขันโมโตครอสชิงแชมป์โลกนั้นน่าจะสูงถึงมากกว่า 100 บาท ต่อปีกันเลยทีเดียว ซึ่งทางรัฐเมื่อเห็นประโยชน์ของการแข่งขันก็ให้การสนับสนุน และส่งเสริมให้มีการจัดการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง และทำให้ต่างชาติเห็นว่าเรานั้นมีความพร้อมทุกด้าน ไม่ว่าสนามแข่งที่ได้มาตรฐาน และหลากหลาย ทำให้สนามชิงแชมป์โลกในบ้านเราเริ่มเป็นจุดหมายปลายทางของนักแข่งหลาย ๆ ประเทศ

เพื่อแสดงถึงความจริงใจในการจัดการแข่งขัน เราจึงได้เริ่มเนรมิตสนามแข่งขันจักรยานยนต์วิบากขนาดใหญ่ในกรุงเทพ ชื่อว่าสนาม รึคแคร์ ปาร์ค และทุ่มทุนสร้างอย่างจริงจังโดยใช้งบประมาณในการสร้างสูง ถึงกว่าพันล่านบาทบนเนื้อที่กว่า 50 ไร่ กันเลยทีเดียว ซึ่งบริเวณสนามนั้นก็ถือว่าตั้งอยู่บนทำเลที่ดี โดยเดินทางจากสนามบิน ใช้เวลาเพียง10-15 นาทีเท่านั้น โดยสนาม สนามรึคแคร์ ปาร์ค ยังพร้อมที่จะเป็นสนามอเนกประสงค์อีกด้วย โดยพร้อมจัดการแข่งขัน กีฬาประเภทอื่น ที่เหมาะสม เท่านั้นยังไม่พอยังได้มีการสร้างสนามที่ไม่ห่างจากกรุงเทพขึ้นอีก โดยเป็นการสร้างที่จังหวัดสุพรรณบุรี โดยยังเป็นศูนย์ฝึกซ้อมของทีมชาติ และตัวสนามก็จะยังใช้จัดการแข่งขันชิงแชมป์โลกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าผลพลอยได้เรื่องเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวนั้น จะถูกดูดเข้ามาอย่างไม่ต้องสงสัยเลย

รายการแข่งขันระดับโลกของไทยในช่วงที่ผ่านมา

โดยในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยก็ได้เริ่มจัดการแข่งขันชิงแชมป์โลกไปหลายรายการและประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยมีผู้จัดอย่าง บริษัท IDEMITSU ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันเครื่องเจ้าใหญ่เขามาเป็นผู้สนับสนุนอย่างต่อเนื่อง อยู่ตลอด

โดยในปี 2018 นั้นก็เป็นจัดการแข่งขันรายการ IDEMITSU Thailand Supercross ถือว่าเป็นรายการเปิดตัวเพื่อให้นักแข่งทั่วโลกรู้จักสนามแข่งขันในประเทสไทยโดยทุ่มงบประมาณในการจัด ถึง สองร้อยล้านบาทกันเลย และต่อมา ในปี 2019 ก็จัด IDEMITSU Thailand Supercross 2019 อีกครั้ง โดยคราวนี้ไปจัดการแข่งขันที่จังหวัดระนอง เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยวของจังหวัด ในส่วนผู้สนับสนุนรายอื่น ที่เข้ามาจัดการแข่งขันก็คือ FMSCT ซึ่งได้จัดการแข่งขัน FMSCT Thailand Supercross 2019 ที่จัดการแข่งขันกันที่สนามสนามรึคแคร์ปาร์คที่ได้เสียงตอบรับเป็นอย่างดีทั้งนักแข่งไทยละนักแข่งต่างชาติและก็มีประชาชนเข้าชมการแข่งขันเป็นจำนวนมาก

แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายไม่น้อยที่การแข่งขันจักรยานยนต์วิบากชิงแชมป์โลกในประเทศไทยขาดความต่อเนื่องเพราะสะดุดกับปัญหาวิกฤตโรคระบาดไวรัสโควิด – 19 ทำให้ต้องงดการแข่งขันรายการต่าง ๆ อย่างไม่มีกำหนด เพราะถึงแม้จะจัดได้ ก็เป็นได้ยาก หรือแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ที่นักแข่งชั้นนำแนวหน้าจากทั่วโลกจะเข้ามาทำการแข่งขัน คงต้องรอดูว่าหลังจากนี้ไปจะมีการจัดการแข่งขันได้เมื่อไหร่เท่านั้นเอง

 

# เทคนิคการขี่ motocross