อุปกรณ์ป้องกันความเสี่ยงเพื่อให้เหมาะสมสำหรับการดำน้ำ สำหรับใครที่สนใจและต้องการเริ่มต้นทำกิจกรรมดำน้ำแล้วล่ะก็ นอกเหนือจาก

อุปกรณ์ป้องกันความเสี่ยงเพื่อให้เหมาะสมสำหรับการดำน้ำ

อุปกรณ์ป้องกันความเสี่ยงเพื่อให้เหมาะสมสำหรับการดำน้ำ

สำหรับใครที่สนใจและต้องการเริ่มต้นทำกิจกรรมดำน้ำแล้วล่ะก็ นอกเหนือจากจะต้องฝึกฝนทักษะต่างๆให้ดีแล้ว การศึกษาเรื่องอุปกรณ์มาตรฐานนักดำน้ำ แต่ละประเภท รวมไปถึงวิธีการใช้งานที่ถูกต้องนั้น ก็ถือได้ว่ามีความจำเป็นอย่างมากเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากอุปกรณ์ต่าง ๆ ในแบบพื้นฐานแล้ว อุปกรณ์ป้องกันความเสี่ยงเพื่อให้เหมาะสมสำหรับการดำน้ำในท้องถิ่นนั้นๆ เช่น Dry suit ก็ถือได้ว่าเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน

อุปกรณ์ป้องกันความเสี่ยงเพื่อให้เหมาะสมสำหรับการดำน้ำ

ทั้งนี้เป็นเพราะในแหล่งน้ำแต่ละที่นั้น ย่อมมีความแตกต่างทางด้านสภาพแวดล้อม และอาจจะจำเป็น ต้องใช้อุปกรณ์แบบพิเศษให้เหมาะสม เพื่อเหตุผลทางด้านความสะดวกและความปลอดภัย โดยในวันนี้เราจะพามาทำความรู้จักกับอุปกรณ์ป้องกันความเสี่ยง เพื่อให้เหมาะสมสำหรับการดำน้ำในแบบพิเศษเฉพาะท้องถิ่น ซึ่งตัวผู้อ่านเองก็อาจจะได้ใช้ในอนาคต นั่นก็คือ ชุดสำหรับการดำน้ำอีกหนึ่งรูปแบบที่เรียกว่า Dry suit นั่นเอง

โดยทั่วไปแล้ว ชุดสำหรับการดำน้ำ สามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ Wetsuit ที่ใช้กันทั่วไปในปัจจุบัน และ Dry suit ที่เป็นชุดสำหรับใส่ดำน้ำแบบพิเศษเฉพาะในบางพื้นที่ หรือบางสภาพภูมิอากาศ ซึ่งนักดำน้ำหลายคน อาจจะไม่คุ้นกับชุดดังกล่าว เพราะ Dry suit นั้น ไม่เหมาะกับการใช้สำหรับการดำน้ำในพื้นที่แหล่งน้ำของประเทศไทย ซึ่งชุดดำน้ำแบบ Dry suit นั้น เป็นชุดที่เมื่อใส่ดำลงไปในน้ำแล้ว จะไม่ทำให้เปียก จึงเหมาะกับ การดำน้ำในพื้นที่หรือแหล่งน้ำที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 18 องศาลงมา เพราะตัวชุดนั้นจะถูกตัดเย็บด้วยวัสดุที่มีฉนวนในการทำหน้าที่กักเก็บความร้อนเอาไว้ภายในไม่ให้ถ่ายเทออกมา โดยทั่วไปแล้วจะมีความหนา ของตัวชุดอยู่ที่ประมาณ 2-3 มิลลิเมตร จึงกล่าวได้ว่า ชุดดำน้ำแบบ Dry suit นั้น คือชุดสำหรับใส่ดำน้ำ ในพื้นที่ ที่มีอากาศหนาวเย็น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายกับร่างกายนั่นเอง

ในส่วนของการดูแลรักษา ชุดดำน้ำแบบ Dry Suit นั้น หลังจากสวมใส่แล้ว ควรทำความสะอาดให้เรียบร้อย และใช้วิธีการแขวนเก็บในพื้นที่ สำหรับเก็บชุดโดยเฉพาะ โดยไม่ควรแขวนปะปนกับชุดหรือเสื้อผ้าชนิดอื่น ๆ ทั้งนี้ไม่ควรพับให้ชุดสูญเสียรูปทรง หรือหักงอจนเสียหาย นอกจากนี้ อีกส่วนสำคัญ นั่นก็คือ การดูแล ส่วนของซิปให้มีความหล่อลื่นและสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพอยู่เสมออีกด้วย


ความแตกต่างระหว่าง Wet suit และ Dry suit ระหว่าง Wet Suit และ Dry Suit นี้มีความแตกต่างกันอย่างไร และแบบไหนที่ใช้คุณมากกว่ากัน

ความแตกต่างระหว่าง Wet suit และ Dry suit

ความแตกต่างระหว่าง Wet suit และ Dry suit

เชื่อว่าคนส่วนใหญ่น่าจะรู้จักกับ Wet suit กันเป็นอย่างดี แต่ถ้าหากจะพูดถึง Dry Suit แล้วหลายคนอาจจะสงสัยว่าคืออะไร เป็นยังไง ซึ่งวันนี้ก็อีกเช่นเคยที่เราจะมาไขข้อข้องใจให้คุณได้ทราบกันว่า ความแตกต่างระหว่าง Wet suit และ Dry suit และแบบไหนที่ใช้คุณมากกว่า เพราะฉะนั้นมาดูกันเลยค่ะ

การรักษาความอบอุ่น

สำหรับ Wet Suit มีการรักษาความอบอุ่นในร่างกายคุณ โดยการที่ใช้ความหนา และ สร้างเป็น Layer หลายๆชั้นเพื่อที่จะป้องกันไม่ให้ร่างกายของคุณนั้นสูญเสียความร้อนไปอย่างรวดเร็ว โดยส่วนใหญ่วัสดุที่ใช้จะเป็น neoprene ส่วน Dry suit นั่นจะใช้หลักการของอากาศที่มีการกักเอาไว้ในร่างกาย และน้ำไม่สามารถผ่านเข้ามาสัมผัสกับร่างกายของคุณได้ ทำให้การสูญเสียความร้อน และการระบายความร้อนจากอุณหภูมิของน้ำที่ต่ำกว่านั้นช้าลงด้วยเช่นเดียวกัน

การลอยตัว

สำหรับ wet suit การโดดลงน้ำในช่วงแรกก็อาจจะทำให้คุณสามารถลอยตัวได้ดี แต่ว่าหลังจากนั้นการที่มีน้ำอยู่ในใยผ้าด้วยก็จะทำให้การลอยตัวนั้นน้อยลงเรื่อยๆ แต่ สำหรับ Dry suit นั่นมีเนื้อที่บางก็จริงแต่การที่มีการกักเก็บอากาสอยู่ข้างในนั้นทำให้ Dry suit จะมีการลอยตัวที่มากกว่า รวมถึงคุณยังสามารถเพิ่มอากาศเข้าไปในชุดได้อีกด้วย

น้ำหนัก

สำหรับการที่คุณใส่ Dry suit และมีการใส่น้ำหนักเพิ่มนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลเท่าไหร่ เนื่องจากว่า หากคุณดำดิ่งลงไปแล้วก็สามารถที่จะปรับความดัน หรือเพิ่มอากาศเข้าไปในชุดเพื่อเพิ่มการลอยตัวลอยได้ ซึ่งแตกต่างจาก Wet suit ที่เมื่อคุณใส่น้ำหนักมากจนเกินไป เมื่อดำน้ำลึกลงไปในระยะเวลาหนึ่งก็อาจจะทำให้คุณดิ่งลงไปได้  เรียกได้ว่า Dry suit มีการควบคุมน้ำหนักที่ดีกว่านั้นเอง


ความสามารถในการใช้งาน

สำหรับ Wet suit แล้วการใช้งานนั้นคุณจะต้องเลือกใช้ไปตามสภาพภูมิอากาศและอุณหภูมิ เรียกได้ว่าถ้าน้ำอุ่นก็ใส่ Wet suit ที่บางหน่อย หรือถ้าน้ำเย็นก็ต้องใส่ Wet suit ที่มีความหนามากขึ้น แน่นอนว่าแตกต่างจาก Dry suit ที่คุณมีชุดเดียวก็สามารถใส่ดำน้ำได้ตลอดทั้งปี ได้ทุกฤดูกาลเลยทีเดียว

ราคา

แน่นอนว่าฟังมาถึงตรงนี้หลายๆคนก็น่าจะเดาได้แล้วว่า Dry suit ต้องมีราคาที่แพงกว่าแน่นอน และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ซึ่งเจ้า Dry suit ตัวนึงนี่สามารถซื้อ Wet suit ได้หลายชุดเลยทีเดียว เหมาะกับน้ำดำน้ำที่ดำน้ำบ่อยๆ เดินทางไปดำทุกสภาพอากาศทุกสถานการณ์ แต่ถ้าเราจะดำเฉพาะในโซนน้ำอุ่นอย่างเอเชีย ก็มี Dry suit ไว้ในครอบครองก็เพียงพอนะคะ

ค่าดูแลรักษา

สำหรับค่าดูแลรักษา Wet suit นั้นนับได้ว่ามีราคาที่ไม่สูงมาก ซึ่งอย่างน้อยก็เป็นการซื้อ แชมพูสำหรับซัก Wet suit เท่านั้น แต่สำหรับ Dry suit แล้วแน่นอนว่ามีค่าใช้จ่ายที่มากกว่าด้วยทั้งในเรื่องของการตรวจเชคสภาพ เปลี่ยนซีลบริเวณรองเท้าบูธ ซึ่งค่าซ่อมแซมก็ค่อนข้างสูงระดับนึง แต่หากคุณดูแลดีๆแล้วก็สามารถใช้งานได้ประมาณ 15-20 ปีเลยทีเดียว