3 แหล่งลานสเก็ตบอร์ดในกรุงเทพ

3 แหล่งลานสเก็ตบอร์ดในกรุงเทพ

3 แหล่งลานสเก็ตบอร์ดในกรุงเทพ

การเล่นสเก็ตบอร์ด เป็นอีกหนึ่งกีฬาที่น่าสนใจและได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วงหลังมานี้ ซึ่งในกรุงเทพฯ เอง   ก็มีลานเล่นสเก็ตบอร์ดหลายแห่งที่น่าสนใจ ซึ่งจะมาแนะนำ 3 แห่งที่น่าไปลองเล่นกัน ดังนี้

 

3 แหล่งลานสเก็ตบอร์ดในกรุงเทพ

 

1.  สวนรถไฟ จตุจักร ขึ้นชื่อว่าสวนรถไฟแล้วก็เป็นสวนสาธารณที่คุ้นเคยกันดี นอกจากจะมีกิจกรรม      ที่สามารถทำได้หลากหลายเช่น ปั่นจักรยาน ถ่ายรูป ชมนก ชมไม้ ชมผีเสื้อ นั่งสมาธิ อ่านหนังสือ ฯลฯ ยังมีอีกหนึ่งกิจกรรมที่สามารถทำได้ที่สวนรถไฟ นั่นก็คือ เล่นสเก็ตบอร์ด ก็เป็นสถานที่อีกแห่งที่ได้รับความนิยม โดยแนะนำให้จอดรถในโซนสวนจตุจักรหรือว่าริมถนนในช่วงเช้า ๆ หรือ เย็น ๆ ซึ่งการใช้บริการของลานสเก็ตบอร์ดของที่นี่ต้องสมัครสมาชิกรายปี ราคา 60 บาท ค่าเคลือบบัตร 10 บาท รวมเป็น 70 บาท ที่ศูนย์กีฬาวชิรเบญทัศน์ ซึ่งทางเข้าไปเล่นสเก็ตบอร์ดก็จะมีป้ายบอกบริเวณพื้นที่เล่นอย่างชัดเจน จะมีจุดสำหรับการลงทะเบียนก่อนเข้าไปเล่น     โดยบริเวณพื้นที่เล่นจะเป็นลานกว้างและยาว พื้นจะคล้ายกับพื้นถนนซึ่งไม่ลื่นมาก เหมาะกับมือใหม่ สามารถเล่นได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00 – 20.30 น. ถ้าช่วงเช้าและเย็นของวันปกติคนจะไม่มาก แต่ถ้าเป็นวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ ก็จะมีคนมาเล่นมากหน่อย

 

 

  1. ใต้สะพานพระราม8 พื้นที่เล่นจะเป็นบริเวณใต้สะพานพระราม8 ด้านฝั่งธน จะเป็นพื้นที่ลานโล่ง ลานอเนกประสงค์ ซึ่งใช้งานได้หลากหลายกีฬา เช่น วิ่ง จูงสุนัข เตะบอล วอลเล่ย์บอล แอโรบิค รวมทั้งใช้เป็นลานเล่นสเก็ตบอร์ด ซึ่งจะเป็นพื้นหินกระเบื้องแกรนิต และอีกโซนจะเป็นพื้นซีเมนต์ผสมกรวด ก็สามารถใช้เป็นลานเล่นสเก็ตบอร์ดได้เป็นอย่างดี บรรยากาศริมน้ำสบายๆ ซึ่งอยู่ติดกับสวนสาธารณะพระราม8 ที่ใช้ทำกิจกรรมกันอย่างหลากหลายทั้งออกกำลังกาย และพักผ่อน อ่านหนังสือ ฯลฯ อีกด้วย

 

     3. สนามหลวง ถือว่าเป็นสวนสาธารณะอีกแห่งที่ผู้คนนิยมมาออกกำลังกันด้วยกีฬาหลากหลาย เช่น เดินเล่น วิ่ง เล่นโรลเลอร์เบรด เป็นต้น รวมทั้งนิยมมาเล่นสเก็ตบอร์ดกันด้วย ซึ่งเพื่อความสะดวกสามารถเข้าสนามหลวงฝั่งหอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยจะมีพื้นที่ลานโล่งตรงกลางที่ใช้ในการเล่นสเก็ตบอร์ดกันและมีลานทางฝั่งทิศใต้ก็ใช้เล่นสเก็ตบอร์ดได้ ลักษณะพื้นบริเวณตรงกลางจะเป็นพื้นซีเมนต์เรียบ ๆ สามารถเล่นได้สะดวก แต่ก็มีบางช่วงที่พื้นขรุขระบ้าง ซึ่งมือใหม่ควรเข้าไปเล่นในบริเวณลาน เพราะพื้นจะมีความเรียบและปลอดภัยมากกว่า โดยสามารถเล่นได้ในช่วง 18.00 – 21.00 ของทุกวัน โดยจะมีวิวของวัดที่สวยงามให้ดูด้วย

 

 

3 แหล่งลานสเก็ตบอร์ดในกรุงเทพ


 

วิธีการดูแลรักษา Surfskate ต้องบอกเลยว่า Surfskate นั้นเป็นของเล่นใหม่ที่ใครๆก็อยากเล่น อยากได้เป็นเจ้าของ และสำหรับหลายๆคนที่ชื่นชอบ

วิธีการดูแลรักษา Surfskate

วิธีการดูแลรักษา Surfskate

ต้องบอกเลยว่า Surfskate นั้นเป็นของเล่นใหม่ที่ใครๆก็อยากเล่น อยากได้เป็นเจ้าของ และสำหรับหลายๆคนที่ชื่นชอบ Surfskate เป็นอย่างมากก็คงจะต้องตามหา Surfskate ที่ใช่ แบรนด์ที่โดนใจกับคุณภาพแบบแน่นๆมาครอบครองกันให้จงได้เลยใช่ไหมล่ะคะ ซึ่งต้องบอกเลยว่าราคาของ Surfskate นั้นก็ไม่ใช่เล่นๆเลยทีเดียว เพราะว่ามีตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักหมื่น หรือว่าหลักหลายหมื่นเลยก็มี เพาะฉะนั้นเราจะเอา Surfskate มาเล่นถูๆ ไถๆกันอย่างเดียวไม่ได้ เราจะต้องรู้จักกับวิธีการดูแลรักษาด้วย เพื่อที่ Surfskate แสนรักจะได้อยู่กับเราไปนานๆ ซึ่งวิธีการดูแลรักษา Surfskate ก็มีดังนี้

การทำความสะอาด

สำหรับวิธีการทำความสะอาด Surfskate ของคุณนั้นคุณจะต้องถอดส่วนประกอดบทุกส่วนออกมาให้หมด โดยเฉพาะบริเวณ Truck นั้นเป็นส่วนที่เราจะต้องดูและเป็นพิเศษเพราะว่าเราใช้งาน Truck แบบหนักหน่วงสุดๆ และเมื่อคุณถอดชิ้นส่วนทุกอย่างออกมาครบหมดเเล้วก็ให้ใช้แปรงสีฟันเก่าๆมาขัดทำความสะอาด จากนั้นก็ใช้ผ้าแห้งเช็ดอีกที หลังจากนั้นก็เป็นวิธีการสำคัญเลยคือคุณสามารถใช้จารบีขาวมาใช้เคลือบทุกซอกทุกมุมของชิ้นส่วนแบบบางๆ อย่าให้จารบีเกาะกันเป็นก้อน จากนั้นก็ประกอบชิ้นส่วนเข้าด้วยกันตามเดิม

* หมายเหตุ หากคุรเอาไปล้างด้วยน้ำ จงเป่า และเช็ดน้ำออกให้แห้งสนิทก่อนทุกครั้ง

ตรวจสอบตลับลูกปืนอยู่เสมอ (Bearings)

ลางครั้งคุณอาจจะสามารถสังเกตุได้ถึงความผิดปกติเวลาที่คุณเล่น ซึ่งนั้นก็อาจจะเกิดจากความสกปรกของตลับลูกปืนก็ได้ โดยการถอดทุกชิ้นส่วนมาทำความสะอาดคุณก็ควรที่จะต้องแช่ตลับลูกปืนในน้ำยาทำความสะอาดลูกปืนโดยเฉพาะ เนื่องจากว่าตลับลูกปืนนั้นมีขนาดเล็กยากต่อการทำความสะอาดมากที่สุด เมื่อแช่นน้ำยาเสร็จแล้วก็นำมาเช็ดให้แห้งและใช้ไม้จิ้มฟันป้ายจารบีขาวให้ทั่ว และประกอบให้เรียบร้อย ซึ่งรับรองได้เลยว่าคุณจะเล่นได้อย่างพริ้วไหวเหมือนใหม่อย่างแน่นอน

การไขน็อต

สำหรับการไขน็อตของตัว Truck นั้นคุณจะต้องไขแบบพอดีๆ อย่าให้แน่นมากจนเกินไป หรือว่าหลวมมากจนเกินไป ทุกอย่างจะต้องมีความพอดีคุณ โดยวิธีการสังเกตุง่ายๆเลยก็คือ ดมื่อคุณไขน็อตที่บริเวณล้อเสร็จแล้วก็ให้ลองหมุนดูว่าล้อสามารถหมุนได้อย่างอิสระหรือไม่ แต่ถ้าหมุนแป๊บเดียวแล้วหยุดนั่นหมายความว่าคุณไขน็อตแน่นจนเกินไป

สกรูจะต้องติดกับ Deck อย่างมั่นคง

ก่อนและหลังการเล่น Surfskate ทุกครั้งคุณควรจะต้องมีการตรวจสอบอยู่เสมอว่าสกรูที่ยึด Truck กับ Deck นั้นมีความแน่นดีพอหรือไม่ เพราะว่าตัวสกรูมีสิทธิธ์ที่จะหลวมขึ้นได้จากแรงกระแทกในการเล่นของเรา และถ้าคุณยังเล่นไปทั้งๆที่สกรูหลวมนั้นก็อาจจะทำให้ Surfskate ของคุณเกิดความเสียหายได้


เส้นทางท้าความตาย Yak Attack

เส้นทางท้าความตาย Yak Attack

สำหรับมนุษย์นั้น อะไรที่ยิ่งยากก็เหมือนยิ่งท้าทาย อะไรที่ดูเหมือนว่าจะเป็นไปไม่ได้ก็ยิ่งอยากเอาชนะ และยิ่งในวงการกีฬาที่มีเนื้อหาสำคัญคือการเอาชนะด้วยแล้ว ก็ยิ่งมีการพยายามทำลายสถิติของคู่แข่งกันอยู่ตลอดเวลา แต่สำหรับการแข่งขันจักรยานในรายการ Yak Attack นั้นแค่เข้าเส้นชัยโดยที่ไม่บาดเจ็บหรือเสียชีวิตก็นับว่าชนะแล้วเพราะว่ากันว่าเป็นเส้นทางที่ท้าความตายเป็นอย่างมากก็จริงอยู่ว่าถึงแม้ในการแข่งขันรายการนี้จะยังไม่มีนักปั่นคนใดเสียชีวิตแต่ดูเส้นทางแล้วก็มีโอกาศสูงในอนาคตที่จะเกิดขึ้น

เส้นทางท้าความตาย Yak Attack

การแข่งขันจักรยานรายการ Yak Attack นั้นมีระยะทางทั้งสิ้นประมาณ 400 กิโลเมตร ต้องปั่นข้ามเทือกเขาหิมาลัย ที่มีความสูงถึง 12,000 เมตร ส่วนจุดสูงที่สุดของนักปั่นที่ไปถึงนั้นอยู่ที่ 5,000 จากระดับน้ำทะเล แถมยังมีอากาศที่หนาวเหน็บเย็นยะเยือกที่มีอุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 15-30 องศาเซลเซียส แต่ก็มีความปลอดภัยในระดับหนึ่งเพราะมีทีมกู้ภัยคอยบินสำรวจด้วยเฮลิคอปเตอร์ตลอดการแข่งขัน

เนลคอตแทมนักปั่นจักรยานเสือภูเขาชาวอังกฤษที่เคยลงแข่งในรายการนี้มาแล้วและสามารถเข้าเส้นชัยมาแล้วหลายครั้งได้เล่าถึงการแข่งขันจักรยานรายการนี้ว่าร่างกายของนักปั่นนั้นจะต้องพร้อมที่สุดเพราะจะต้องเจอทุกสภาพอากาศที่แสนจะทรมานไม่ว่าจะเป็นอากาศที่หนาวสุดขั้วอากาศร้อนสุดขีด  และสภาพเส้นทางที่แสนจะโหดไม่ว่าจะเป็นการไต่ความสูงขึ้นเขาต้องเจอกับฝุ่นกินหินดินทรายบ่อโคลนแม่น้ำที่ขวางกันธารน้ำแข็งรวมไปถึงสัตว์ป่าหลายอย่างเช่นวัว

ความโหดต่างๆจึงทำให้การแข่งขันรายการนี้จึงถูกยกให้เป็นสนามเสือภูเขาที่ยากที่สุดในโลกเพราะไม่ได้วัดแค่ความแข็งแรงของร่างกายเท่านั้นยังเป็นการพิสูจน์หัวจิตหัวใจไหวพริบประสบการณ์ของนักปั่นมืออาชีพที่ร่วมทำการแข่งขันที่ต้องใช้ทุกอย่างที่มีเพื่อเอาตัวรอดจากเทือกเขาหิมาลัยให้ได้นั่นเอง

นักปั่นเสื้อภูเขาที่ร่วมการแข่งขัน Yak Attack จะได้รับบททดสอบอันหนักหน่วง จะไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เหมือนรายการอื่น เพราะที่นั่นจะเป็นพื้นที่ทุรกันดารห่างไกลความเจริญ มีเพียงอาหารที่เพียงพอสำหรับร่างกายในแต่ละมื้อและสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานเท่านั้น ส่วนที่เหลือนั้นก็จะมีเพียงเส้นทางที่แสนโหดแต่ท้าทาย จักรยานของนักปั่น ความอ่อนล้าที่เกาะกินทุกส่วนของร่างกายที่ค่อย ๆเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆในทุกวัน อาการป่วย และออกซิเจนที่เบาบางลงเมื่อปั่นไปยังที่สูงขึ้น ซึ่งหากใครผ่านการแข่งขันนี้ไปได้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากแล้ว

 

# นักปั่นชาวดัตช์ โดนแบน 9 เดือน หลังเจตนาเบียดคู่แข่งล้ม

เทคนิคการปีนหน้าผาโดยไม่ต้องใช้พลังงานมากมาย

เทคนิคการปีนหน้าผาโดยไม่ต้องใช้พลังงานมากมาย

เชื่อว่าหลายๆคนที่มาปีนเขาอาจจะรู้สึกว่าทำไมการปีนเขานี่มันใช้พลังงานเยอะจังเลย ปีนได้ไม่กี่รอบก็เรื่อยรู้สึกเหนื่อยล้า จนปีนต่อไม่ไหวแล้ว เพราะใช้ทั้งพลังแขน ขา เอวอย่างเต็มที่ วันนี้เราเลยจะมาแนะนำเทคนิคดีๆให้คุณทราบเกี่ยวกับวิธีการปีนหน้าผาจำลองมาฝากกันนะคะว่าปีนยังไงให้ไม่เหนื่อยไม่เมื่อยง่าย เพื่อที่คุณจะได้สามารถเก็บแรงเอาไว้ปีนกันได้ทั้งวันเลยทีเดียว

เทคนิคการปีนหน้าผาโดยไม่ต้องใช้พลังงานมากมาย

การยืดแขนให้ตึง

สำหรับเทคนิคการยึดแขนให้ตึงนั้นจะเป็นการผ่อนแรงการใช้กล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี เพราะหากคุณยืดแขนจนตึงสุดนั่นหมายว่าส่วนที่รับน้ำหนักของร่างกายคุณจะกลายเป็นกระดูกของคุณไม่ใช่กล้ามเนื้อ เพราะคุณทราบไหมว่าการงอแขนแค่เพียงเล็กน้อยนั้นก็หมายความว่าคุณใช้การเกร็งกล้ามเนื้อและออกแรงกล้ามเนื้อเพื่อที่จะรับน้ำหนักทั้งร่างกายของคุณแล้ว เพราะฉะนั้นจังหวะไหนที่สามารถยืดแขนให้ตรงจนสุดได้ก็ทำเช่นนั้นจะดีกว่านะคะ

เทคนิคการปีนหน้าผาโดยไม่ต้องใช้พลังงานมากมาย

ตำแหน่งของสะโพก

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้คุณรู้สึกได้ถึงความเหนื่อยเมื่อยล้าเลยก็คือการวางตำแหน่งสะโพกที่ไม่ถูกตรง หากใครที่เพิ่งเริ่มต้นปีนหน้าผาจะสามารถเห็นได้ชัดเลยว่าจะงอลำตัว และให้สะโพกตั้งฉากกับกำแพง นั่นเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้องนะคะเพราะกลายที่คุณงอตัวให้สะโพกตั้งฉากกับกำแพงจะทำให้เป็นการเพิ่มน้ำหนักที่มากขึ้นด้วย เป็นผลพวงให้คุณจะต้องใช้กำลังแขน ขา มากขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าตัว เราแนะนำให้คูรวางตำแหน่งสะโพกให้ขนานกับกำแพงไว้จะดีกว่านะคะ

วางสะโพกให้ชิดกำแพง

การที่คุณวางสะโพกของคุณฬห้ชิดกำแพงนั้นนอกจากจะทำให้ไหล่และทั้งตัวของคุณชิดกำแพงได้มากขึ้นแล้วก็ส่งผลให้จังหวะการเอื้อม Holds ข้างบนก็เป็นไปได้ง่ายมากขึ้นด้วยเช่นกัน ทำให้คุณไม่ต้องออกแรงเหวี่ยงตัวเหวี่ยงแข่งขึ้นไป แม้กระทั่งการวางสะโพกชิดกำแพงเอนลำตัวส่วนบนออกมานอกกำแพง เพื่อให้มือที่จับ Hold ได้ยืดจนสุดเพื่อจะพักกล้ามเนื้อแขนก็สามารถทำได้ง่ายขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน

พยายามใช้สายตาตลอดเวลา

การวางแผนการปีนไว้ล่วงหน้านั้นนับได้ว่าเป็นวิธีการที่ชาญฉลาด จงอย่าหยุดใช้สายตา ให้คุณมองขึ้นไปข้างบนตลอดเวลาเพื่อหา Hold ที่จะจับต่อไป เพื่อที่คุณจะได้ทราบตำแหน่งมือและเท้าโดยที่ไม่ต้องมองทีละ Step ซึ่งวิธีนี้จะทำให้คุณสามารถปีนขึ้นไปได้อย่างว่องไวมากยิ่งขึ้น จะได้ลงมาพักได้ไวๆ และไม่ต้องคอยลองผิดลองถูกกับ Holds อื่นๆอีกด้วย

ถ้าอยู่ในตำแหน่งที่สามารถพักได้จงพัก

หากคุณอยู่ใน Position ที่สามารถพักแขน พักขาของคุณได้ก็อย่ารอช้า จงคว้าโอกาสนั้นเอาไว้สะ เพราะว่าการที่เอาแต่ปีนๆอย่างเดียวโดยไม่พักอาจจะทำให้หมดแรงระหว่างทางโดยไม่รู้ตัว ซึ่งการพักนั้นนอกจากคุณจะได้ฟื้นฟูกล้ามเนื้อแล้ว ก็ยังสามารถมองขึ้นไปข้างบนเพื่อวางแผนการปีนระหว่างที่พักได้อีกด้วย

 

# ชายชาวจีนทำลายสถิติข้ามหุบเขาที่มีแม่น้ำที่ลึกที่สุดในโลก

Jet Ski World Cup and Jet Ski World Series ปล่อยประเภทการแข่งขันแล้ว

Jet Ski World Cup and Jet Ski World Series ปล่อยประเภทการแข่งขันแล้ว

หลังจากมีการปล่อยโปสเตอร์การแข่งขันออกมาอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับการแข่งขันเจ็ตสกีรายการระดับโลกอย่าง Jet Ski World Cup and Jet Ski World Series 2020-2021 ซึ่งเป็น 2 in 1 Super tournaments ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 3-7 มีนาคม 2021 นี้ ล่าสุด เพิ่งมีการประกาศประเภทรายการแข่งขันออกมาอย่างเป็นทางการ โดยเปิดการแข่งขันสำหรับนักเจ็ตสกีทั่วโลกใน 5 ประเภทการแข่งขันที่ไม่จำเป็นต้องต้องได้รับการรับรองจาก National Affiliated Organization ในแต่ละประเทศสามารถส่งตัวแทนเข้ามาได้ไม่เกิน 4 คน แต่หากในกรณีที่จำนวนของผู้เข้าร่วมการแข่งขันมากกว่าที่กำหนดทางผู้จัดงานจะทำการคัดเลือกอีกครั้ง อย่างไรก็ตามสำหรับแชมป์จากรายการการแข่งขัน Jet Ski World Cup Series 2019 และ  Jet Ski World Cup 2019 ในแต่ละประเภทการแข่งขัน จะได้รับสิทธิพิเศษให้สามารถเข้าร่วมการแข่งขันรอบ “moto round” โดยอัตโนมัตินั่นเอง ยกเว้นการแข่งขันรายการ Pro Freestyle และ Pro-Am Endurance

Jet Ski World Cup and Jet Ski World Series ปล่อยประเภทการแข่งขันแล้ว

สำหรับประเภทการแข่งขันทั้งหมดนั้นแบ่งเป็น 21 ประเภทการแข่งขัน ที่เพิ่งจะประกาศออกมาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมานี่เองประกอบด้วย

– Pro Ski Grand Prix – Pro Sport GP

– Pro R/A 1100 Open- Pro R/A GP

– Pro Freestyle- Pro-Am Endurance Open

– Pro-Am Ski Stock – Pro-Am Ski Lites

– Pro-Am Women Ski- Pro-Am Sport GT 1R GP

– Pro-Am Runabout Limited- Pro-Am R/A Superstock

– Expert Veterans R/A Limited- Expert Ski Grand Prix

– Amateur R/A 1100 Stock- Novice Ski Stock

– Novice Runabout Stock- Novice R/A 1100 Stock

– Junior 13-15 Ski Stock

เรียกว่ายิ่งใหญ่สมฐานะสนามการแข่งขันระดับโลกจริง ๆ รับรองว่าสนุกและเต็มอิ่มจริง ๆ เลย สำหรับการแข่งขันในสนามนี้ โดยในรายการแข่ง Pro Ski Grand Prix , Pro Sport GP, Pro R/A 1100 Open, Pro R/A GP และ Pro Freestyle นี้เอง เป็น 5 รายการแข่งขันที่ทางผู้จัดงานเปิดโอกาสให้แต่ละประเทศสามารถส่งตัวแทนได้สูงสุดถึง 4 คนต่อหนึ่งประเภทรายการแข่งขัน และจะใช้ระบบของ “World Cup” ในการตัดสินการแข่งขันแต่อย่างไรก็ตามนักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขันจำเป็นต้องมีใบอนุญาตการขับขี่เจ็ตสกีอย่างเป็นทางการในแต่ละประเภทการขับขี่นั้นๆทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของผู้เข้าร่วมการแข่งขันนั่นเอง

ในส่วนของเงินรางวัลนั้นก็ล่อตาล่อใจนักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขันมากเลยทีเดียวโดยแต่ละประเภทการแข่งขันนั้นก็จะให้เงินรางวัลที่แตกต่างกันออกไปในส่วนของ Jet Ski World Series มีทั้งหมด 6 รายการแข่งขัน เงินรางวัลสูงสุดที่ 30,000 USD หรือประมาณ 900,000 บาท ส่วน Jet Ski world Cup นั้น เงินรางวัลสูงสุกที่ 50,000 USD หรือประมาณ 1,500,000 บาท ซึ่งจะตกเป็นของแชมป์จากรายการการแข่งขันประเภท Pro Ski Grand Prix และ Pro R/A GP นั่นเอง และค่าสมัครเข้าร่วมการแข่งขันก็แตกต่างออกไปตามประเภทการแข่งขันเช่นเดียวกัน โดยราคาที่ถูกที่สุดอยู่ที่ 195 USD คิดเป็นเงินไทยประมาณเกือบ ๆ 600 บาท และแพงที่สุดที่ 525 USD หรือประมาณ 16,000 บาทนั่นเอง และแชมป์ในทุกรายการการแข่งขันนั้นมีถ้วยรางวัลให้ด้วย และสำหรับรายการแข่งขันของ Jet Ski world Cup มีเหรียญรางวัลให้อีกด้วยซึ่งแน่นอนว่าเป็นที่หมายปองของนักกีฬาเจ็ตสกีจากทั่วทุกมุมโลกเป็นอย่างมาก

สำหรับประเทศไทยเองก็ได้มีการคัดเลือกนักกีฬาและเตรียมพร้อมเป็นอย่างมากเพื่อจะส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้โดยได้แชมป์จากทุกประเภทรายการการแข่งขันแล้วเรียบร้อยพร้อมที่จะโชว์ฝีมือการขับเจ็ตสกีแสดงความสามารถของนักกีฬาไทยเจ็ตสกีไทยให้โลกได้เห็นแล้วซึ่งนับว่าเป็นอีกหนึ่งกีฬาที่น่าสนใจไม่น้อยและนักกีฬาไทยก็เคยคว้าแชมป์ในรายการแข่งขันสนามนี้มาแล้วในปีนี้แฟนๆเจ็ตสกีก็คงต้องร่วมลุ้นและร่วมเป็นกำลังใจให้นักเจ็ตสกีไทยอีกครั้ง

 

# ปิดการแข่งขันลงไปอย่างสวยงามกับ Thailand Powerboat Princess’s Cup 2020

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับการดำน้ำประเภทต่างๆ

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับการดำน้ำประเภทต่างๆ

เชื่อว่าหลายต่อหลายคนที่เที่ยวบนบกจนเห็นกันแบบทะลุปรุโปร่งแล้วก็อยากจะที่ลองลงไปชื่นชมความสวยงามของโลกใต้น้ำกันดูบ้างใช่ไหมละคะ และแน่นอนว่าโลกใต้น้ำนั้นสวยงามและน่าอัศจรรย์ไม่แพ้กับบนบกเลยทีเดียว ซึ่งวันนี้ถ้าใครที่อยากจะเปิดประสบการณ์การดำน้ำเราก็มีเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับการดำน้ำมาฝากกันนะคะ ซึ่งบอกได้เลยว่าหากคุณได้ลองดำน้ำแล้วจะต้องตกหลุมรักโลกใต้น้ำอย่างแน่นอนเลยทีเดียว

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับการดำน้ำประเภทต่างๆ

การดำน้ำ คือ การที่เราดำตัวลอยไปใต้ผิวน้ำเพื่อสำรวจโลกใต้น้ำนั่นเอง ซึ่งการดำน้ำก็ใช้ในหลากหลายช่องทาง เช่นเพื่อการสำรวจทางวิทยาศาสตร์ ทางการทหาร การประมง และปัจจุบันกิจกรรมการดำน้ำก็เป็นกิจกรรมยอดฮิตที่ใช้ในการท่องเที่ยวเลยก็ว่าได้ เพราะด้วยความสวยงามและน่าตื่นตาตื่นใจในแบบที่เราไม่สามารถหาประสบการณ์ที่แสนวิเศษแบบนี้ได้อย่างบนบก จริงทำให้มีกลุ่นคนจำนวนมากที่หลงไหลในการน้ำดำ ซึ่งการดำน้ำเพื่อการชมความสวยงามของโลกใต้ทะเลนั้นก็มีอยู่ 3 ประเภทด้วยกัน

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับการดำน้ำประเภทต่างๆ

ประเภทของการดำน้ำ

สำหรับการดำน้ำเราจะมีการแบ่งแยกประเภทตามอุปกรณ์ที่ใช้ และเทคนิคในการดำน้ำ ซึ่งทั้ง 3 ประเภทที่เราจะมากล่าวถึงกันในวันนี้ก็มีทั้งความแตกต่างและความคล้ายคลึงกันด้วย ส่วนจะมีแบบไหนบ้างนั้นเรามาดูกันเลยค่ะ

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับการดำน้ำประเภทต่างๆ

1. Snorkeling

การดำน้ำแบบ Snorkeling นี้จะเป็นการดำน้ำที่คุณจะลอยตัวอยู่บนผิวน้ำในลักษณะที่คว่ำน้ำลงในน้ำ ซึ่งก็จะมีอุปกรณ์ที่ช่วยให้คุณสามารถหายใจได้ขณะที่คุณลอยตัวอยู่นั่นก็คือ Mask(หน้ากาก) Snorkel(ท่อหายใจ) ซึ่งคุณสามารถทำการหายใจทางปากผ่านท่อหายใจที่ลอยอยู่เหนือผิวน้ำได้เลย ซึ่งการดำน้ำประเภทนี้จะเหมาะกับการดำน้ำตื้นไม่เกิน 3 เมตร เพราะคุณสามารถมองเห็นพื้นเบื้องล่างมหาสมุทรได้อย่างชัดเจนจากผิวน้ำโดยที่ไม่ต้องดำลงไปด้านล่าง ซึ่งการดำน้ำแบบ Snorkeling นี้ถือว่าสามารถทำได้ง่ายมากๆ เรียกได้ว่าคุณไม่ต้องมีประสบการณ์การดำน้ำมาก่อนก็สามารถทำได้ หรือแม้กระทั่งคนที่ว่ายน้ำไม่เป็นก็สามารถดำแบบ Snorkeling ได้เช่นเดียวกัน แต่แนะนำว่าให้คุณสวมเสื้อชูชีพด้วยนะคะเพื่อความปลอดภัย

2. Freediving

การดำน้ำแบบ Freediving จะเป็นการดำน้ำที่ใช้อุปกรณ์คล้ายกับการดำแบบ Snorkeling เลย แต่ว่าจะไม่ได้ดำเฉพาะบนผิวน้ำเท่านั้น จะต้องดำลงไปใต้ผิวน้ำด้วย โดยการกลั้นหายใจแล้วมุดตัวลงไปใต้ซึ่งจะใช้เทคนิคที่มากกว่าการดำน้ำแบบ Snorkeling โดยการดำน้ำประเภทนี้คุณจะต้องผ่านการเรียนและการฝึกฝนจนชำนาญเสียก่อน เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายได้ โดยการดำน้ำแบบ Freediving นี้คุณสามารถดำลงไปดูโลกได้น้ำได้ลึกถึง 30 เมตรเลยนะคะ หรือบางคนที่สามารถทำสถิติโลกได้ก็จะอยู่ที่ประมาณ 72 เมตรหรือเกือบ 100 เมตรเลยทีเดียว แต่การที่คุณจะดำได้แบบนี้นั้นจะต้องมีการเรียนรู้และผ่านการฝึกอบรมด้วยนะคะ และบอกเลยว่าถ้าหากคุณสามารถ Freedive ได้ล่ะก็คุณจะว่ายน้ำได้อย่างปลาเลยทีเดียว

3. Scuba

สำหรับรูปแบบการดำน้ำแบบนี้จะเป็นการดำน้ำที่คุณสามารถดำลงไปใต้ผิวน้ำและสามารถหายใจผ่านท่อออกซิเจนได้เลย โดยที่ไม่ต้องคอยขึ้นมาหายใจด้านบนแบบการ Freediving โดยการดำน้ำแบบ Scuba นี้จะทำให้คุณสามารถเห็นโลกใต้ทะเลได้ลึกขึ้น ละเอียดขึ้น และสามารถอยู่ได้นานขึ้น โดยการดำน้ำ 1 Dive นั้นคุณจะสามารถอยู่ใต้น้ำได้นานประมาณ 45-110 นาที เลยทีเดียว ซึ่งก็อยู่ที่ปริมาณออกซิเจนที่คงเหลือของคุณด้วย ส่วนความลึกที่คุณสามารถดำได้นั้นก็จะมีตั้งแต่ระดับ 20 เมตร 30 เมตร 40 เมตร หรืออาจจะลึกมากไปกว่านั้น และแน่นอนว่าการที่คุณจะดำน้ำแบบ Scuba  ได้คุณจะต้องมีการเรียนและฝึกอบรมหลักสูตรด้วยเช่นเดียวกันเพื่อความปลอดภัยนะคะ

 

# 10 ข้อเท็จจริงที่น่าทึ่งเกี่ยวกับ Freediving

รีวิวสเก็ตบอร์ดรุ่น Pro HONGY 005

รีวิวสเก็ตบอร์ดรุ่น Pro HONGY 005

รีวิวสเก็ตบอร์ดรุ่น Pro HONGY 005

สเก็ตบอร์ดนั้นเป็นกิจกรรมกลางแจ้งที่ได้รับความนิยมโดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นแต่ด้วยความที่สเก็ตบอร์ดนั้นมีขนาดเล็กและดูแล้วค่อนข้างบอบบางทำให้คนที่มีรูปร่างใหญ่หรือมีน้ำหนักค่อนข้างเยอะไม่ค่อยกล้าที่จะเล่นเท่าไหร่นักเนื่องจากเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยและความแข็งแรงของสเก็ตบอร์ดว่าจะสามารถรองรับน้ำหนักได้หรือไม่แต่ความจริงแล้วในปัจจุบันนี้สเก็ตบอร์ดส่วนใหญ่มีความแข็งแรงทนทานสูงและสามารถรับน้ำหนักได้เป็นจำนวนมากดังนั้นหากคุณเป็นคนที่มีรูปร่างค่อนข้างใหญ่หรือมีน้ำหนักเยอะแล้วอยากจะลองเล่นสเก็ตบอร์ดดูเราขอแนะนำสเก็ตบอร์ดรุ่น Pro HONGY 005

รีวิวสเก็ตบอร์ดรุ่น Pro HONGY 005

เนื่องจากรุ่นนี้มีความแข็งแรงทนทานสูงและสามารถรองรับน้ำหนักผู้ใช้งานได้สูงสุดที่ 150 กิโลกรัม มาในราคา 2,290 บาท พร้อมของแถมอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสติ๊กเกอร์ อะไหล่ล้อ เครื่องมือปรับล้อ และสีสำหรับตกแต่งเพิ่มเติม มีขนาดความยาวอยู่ที่ 79 เซ็นติเมตร ความกว้าง 20 เซ็นติเมตร และความสูง 10 เซ็นติเมตร ซึ่งเป็นขนาดมาตรฐานที่กำลังพอดีสามารถเล่นถ้าได้มากมายไม่ว่าจะเป็นท่า Heelflip, Kickflip, Pop Shove และอื่นๆ อีกมากมาย ตัวแผ่นกระดานนั้นทำมาจากไม้แอปเปิ้ลที่คัดสรรคุณภาพมาเป็นอย่างดีอัดกันถึง 7 ชั้น ดังนั้นมันจึงแข็งแรงทนทานและสามารถรองรับน้ำหนักได้สูง ไม่แตกหักง่ายอย่างแน่นอน

 สเก็ตบอร์ดรุ่น Pro HONGY 005 มาพร้อมกับลวดลายกราฟฟิกที่มีความเป็นสตรีทและเรียบง่าย โดยด้านบนนั้นจะใช้พื้นสีดำและแต่งด้วยตัวอักษรกราฟิกสีขาว ส่วนด้านล่างนั้นจะมีพื้นหลังเป็นสีส้มตกแต่งลวดลายกราฟฟิกการ์ตูนและตัวอักษร ที่สำคัญคือลวดลายเหล่านี้กันน้ำ ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลในกรณีที่เราต้องเผชิญกับฝนตกหรือเล่นสเก็ตบอร์ดในที่ที่มีแอ่งน้ำ ตัวร้อนผลิตมาจากวัสดุอย่างโพลียูรีเทนซึ่งมีความสามารถในการป้องกันการขูดขีดเป็นรอยและยังสามารถช่วยให้การยึดเกาะกับพื้นดียิ่งขึ้นอีกด้วย ฐานล้อมีความแข็งแรงและสามารถรับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี น้ำหนักของตัวสเก็ตบอร์ดจะอยู่ที่ 2.2 กิโลกรัม

โดยโครงสร้างที่มีความแข็งแรงสูงและสามารถรองรับแรงกระแทกได้ดี ทำให้ถึงแม้ว่าผู้เล่นจะมีรูปร่างใหญ่หรือน้ำหนักมากก็ยังสามารถใช้งานสเก็ตบอร์ดรุ่นนี้ในการเล่นท่าต่างๆ ได้อย่างปลอดภัย และที่สำคัญคือตัวกระดานก็ไม่เกิดความเสียหายอีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้นยังสามารถใช้งานได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ในกรณีที่ซื้อให้บุตรหลานเล่นก็สามารถเล่นสเก็ตบอร์ดรุ่นนี้ได้จนโตเป็นผู้ใหญ่ มันจึงเป็นสเก็ตบอร์ดที่คุ้มค่าเป็นอย่างมาก ใครกำลังมองหาสเก็ตบอร์ดที่มีความโดดเด่นเรื่องความแข็งแรงทนทานรุ่นนี้ก็น่าสนใจไม่น้อย

 

# รีวิวสเก็ตบอร์ดรุ่น Pro Fishboard Hongy 001

6 อุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้สำหรับนักขี่สายลุยฝุ่น

6 อุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้สำหรับนักขี่สายลุยฝุ่น

สำหรับนักขี่จักรยานยนต์โมโตครอสหรือเอ็นดูโร่มือใหม่ที่กำลังเข้าวงการอาจจะยังไม่รู้ว่าการออกไปผจญภัยในป่าหรือเส้นทางกันดารว่าของที่ต้องมีหรืออุปกรณ์ที่จำเป็นนอกเหนือจากรถคู่ใจแล้วควรจะมีอะไรบ้างเพื่อเป็นการช่วยเซฟและสร้างความปลอดภัยในการออกไปลุยและบางคนก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าอุปกรณ์ต่างๆที่ควรมีนั้นมีประโยชน์ยังไงวันนี้เราจึงมาบอกเกี่ยวกับอุปกรณ์พื้นฐาน 6 อย่างที่ต้องเตรียมให้พร้อมถ้าคิดจะเป็นนักบิดสายลุย

6 อุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้สำหรับนักขี่สายลุยฝุ่น

1.หมวกกันน็อค ( Helmet)

เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นอันดับ 2 รองมาจักรยานยนต์วิบากที่ต้องมี (ฮ่า ) ซึ่งหมวกกันน็อคสำหรับนักบิดสาย โมโตครอส หรือเอ็นดูโร่นั้นจะเรียกว่า  Off-Road or Motocross Helmet ซึ่งเป็นหมวกกันน็อคเต็มใบไม่มีซิลด์บัง โดยที่ส่วนบนของหมวกนั้นจะมีบังลมที่ยาวออกมาเพื่อบังแดด บังฝน ส่วนคางนั้นจะแหลมหนา เพื่อป้องกันคางและขากรรไกรกระแทกในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ แล้วเอาส่วนหน้าลงพื้นนั่นเอง หมวกชนิดนี้ทั้งสายลุยฝุ่น หรือสายออกทริป ก็ใช้ได้ทั้งนั้น เพราะนอกจากจะช่วยป้องกันศีรษะได้เป็นอย่างดียังมีน้ำหนักที่เบาอีกด้วย

6 อุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้สำหรับนักขี่สายลุยฝุ่น

2.แว่นตา Goggles

แว่นตาที่ว่านี้ไม่ได้หมายถึงแว่นกันแดด หรือแว่นตาทั่วไปที่เอาไว้ใส่เท่ ๆ เพราะแว่นสำหรับรถโมโตครอส หรือเอ็นดูโร่นั้น ต้องสามารถมารถป้องกันฝุ่น ป้องกัน ฝน ป้องกันโคลน รวมไปถึงแมลงต่าง ๆ ได้อีกด้วย ในการเลือกแว่นนั้น ก็ควรจะเลือกแว่นที่มีคุณภาพ ของแท้ 100% เพราะไม่งั้นเวลาเจอฝนจะทำให้ขึ้นฝ้าได้เร็วมาก ต้องเสียเวลาถอดเช็ดบ่อย ๆ ก็ทำให้เซ็งได้เหมือนกัน

3.ถุงมือ Gloves

ถุงมือสำหรับนักบิดชาวโมโตครอส หรือเอ็นดูโร่นั้น มีประโยชน์อยู่หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการสร้างความกระชับ ไม่ลื่นในการจับแฮนด์รถ ยิ่งการขี่รถจักรยานยนต์วิบากด้วยแล้วการลงหลุม ลงบ่อหรือเส้นทางขรุขระก็อาจทำให้มือลื่นหลุดได้ง่าย และถุงมือยังช่วยป้องกันกิ่งไม้หรือหนามต่าง ๆ เวลาลุยป่า และเมื่อเกิดอุบัติเหตุยังช่วยเซฟมือของนักบิดได้ ส่วนการเลือกถึงมือนั้นควรจะเลือกที่กระชับพอดี ไม่หลวมหรือแน่นจนเกินไป และควรเลือกแบบที่ใส่แล้วนุ่มมือการ์ดต้องไม่แข็งมากนักเพื่อเป็นการเพิ่มความรู้สึกสบายในการขับขี่ให้มากที่สุดนั่นเอง

4.ชุดขี่ โมโตครอส Jersey /Pant

ชุดสำหรับขี่โมโตครอสนั้น ควรจะเป็นชุดที่ระบายอากาศได้ดี แห้งง่าย เพราะเราต้องขี่ลุยทั้งแดด และฝนส่วนเนื้อผ้านั้นก็ควรจะมีความยืดหยุ่นที่สูงเมื่อเราบังคับรถ ทั้งการยืนขี่ เอี้ยวตัว รวมไปถึงการเข้าโค้ง และเคลื่อนไหวในท่วงท่าต่าง ๆ จะทำให้คล่องตัว และสะดวกมากขึ้นนั่นเอง

5.สนับศอก สนับเข่า

เป็นอุปกรณ์ที่ควรจะต้องใส่ทุกครั้ง สำหรับนักบิด เอ็นดูโร่ หรือโมโตครอส ยิ่งการที่ต้องขี่เข้าป่า หรือไปในเส้นทางที่กันดารด้วยแล้ว เราไม่สามารถจะรู้ได้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นได้บ้าง โดยเฉพาะอุบัติเหตุที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ สนับศอกสนับเข่าใส่ไว้เถอะ ไม่ได้เกะกะอะไรมากมายนักหรอก

6.รองเท้าบู๊ท boots

รองเท้าสำหรับรถจักรยานยนต์วิบากนั้นจะเป็นแบบที่หุ้มไปถึงประมาณหน้าแข้ง หรือที่เรียกว่ารองเท้าบู๊ทแบบเต็มข้อ ซึ่งสามารถป้องกันได้หลายอย่าง ไม่จะเป็นการป้องกันความร้อนจากท่อรถ กิ่งไม้ หนาม แหละป้องกันเท้าท่อนล่างไปถูกกับส่วนต่าง ๆ ของรถที่ทำให้บาดเจ็บได้ ยังไม่รวมถึงการช่วยเซฟแข้งขา ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ รองเท้าบู๊ทจึงถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่นักบิดลุยฝุ่นควรต้องมี

 

อยากเริ่มขี่จักรยานยนต์วิบาก เริ่มต้นยังไงดี

ประเภทของการแข่งขันรถวิบากที่ควรรู้

ประเภทของการแข่งขันรถวิบากที่ควรรู้

การแข่งขันจักรยานยนต์วิบากนั้น คือกีฬาที่ต้องอยู่บนเบาะมอเตอร์ไซค์เป็นหลัก และต้องที่ไปในเส้นทางที่อุปสรรคเยอะ ( ถึงเรียกว่า วิบาก ฮ่า ) ซึ่งใครที่จะเล่นกีฬาประเภทนี้ต้องมีทักษะในด้านการขับขี่พอสมควร ยิ่งถ้าจะลงแข่งขันด้วยแล้วล่ะก็ ยิ่งต้องมีการฝึกฝนเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ถึงจะสามารถเป็นนักแข่งได้ ส่วนประเภทของการแข่งขันนั้นมีอะไรกันบ้างก็แบ่งได้ดังนี้

ประเภทของการแข่งขันรถวิบากที่ควรรู้

Dakar Rally- บอกได้เลยว่านี่คือการแข่งขันจักรยานยนต์วิบากที่โหดที่สุด นักแข่งรถประเภทนี้นั้นต้องมีความชำนาญ และทักษะ รวมถึงประสบการณ์ที่มาก ต้องมีความพร้อมทั้งกาย และใจรวมไปถึงรถจักรยานยนต์คู่ใจ เพราะนอกจากเส้นทางที่โหดในทะเลทราย นักขี่จะไม่เจอแค่เพียงทรายเท่านั้น เพราะจะมีทั้งฝุ่น หินกรวด หินใหญ่ หน้าผาสูงและต้องขี่กันอย่างยาวนานเป็นอย่างมาก เพราะเส้นทางการแข่งขันนั้นยาวไกลในระดับ 10,000 กิโลเมตรเลย ส่วนมอเตอร์ไซค์วิบากที่จะใช้ทำการแข่งขันนั้น ต้องมีเครื่องยนต์ ถึง 450 CC. ขึ้นไปอีกด้วย

MXGP/MX2- หรือที่เรียกกันว่าการแข่งขันมอเตอร์ไซค์วิบาก แบบโมโตครอส (Motocross) โดยจักรยานยนต์ประเภทนี้จะไม่มีอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นเพื่อให้รถจักรยานยนต์นั้นเบาที่สุด เพราะจะสามารถควบคุมได้ง่าย เมื่อทำการแข่งขัน ฉะนั้นเราจะไม่เห็นอุปกรณ์จำพวก ไฟหน้า ไฟเลี้ยว รวมไปถึงไฟท้ายอีกด้วย โดยการแข่งขันนั้นจะต้องผ่านอุปสรรคทุกรูปแบบที่มีอยู่บนเส้นทางที่เราขี่ตะลุยไป ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางที่ขรุขระ ที่เขาลงเขา ฝ่าโคลนลุยทราย เรียกง่าย ๆ ว่าไม่มีอะไรสามารถจะมาขวางทางไปสู่เส้นชัยได้นั้นเอง

Enduro- การแข่งขันจักรยานยนต์วิบากประเภทเอ็นดูโร่นี้ เป็นการแข่งขันที่ใกล้เคียงกับการแข่งขัน MXGP/MX2 หรือโมโตครอส มากที่สุดก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางที่ต้องบุกป่า ฝ่าเขา บุกตะลุยทุกอย่างที่ขวางหน้า ไม่ว่าจะเป็นภูเขาหรือลำธาร แต่จุดแตกต่างก็คือ เอ็นดูโร่นั้นจะมีเส้นทางการแข่งขันที่ยาวไกลกว่า เครื่องยนต์ต้องปรับให้รอบต่ำกว่าเพื่อที่จะสามารถทำความเร็วได้ อีกทั้งยังมีไฟหน้าไปท้าย เพื่อที่ว่าบางทีอาจต้องแข่งจนถึงมืดเพราะระยะทางที่ไกลนั่นเอง นับว่าการแข่งขันจักรยานยนต์วิบาก ที่สนุกตื่นเต้นอีกประเภทหนึ่ง

Trial Bike-จักรยานยนต์วิบากประเภทนี้ยังไม่ค่อยแพร่หลายในบ้านเรานัก คนที่ขี่จักรยานยนต์ประเภทนี้ก็ยังไม่ค่อยจะเห็นสักเท่าไหร่ น่าจะเป็นจักรยานยนต์วิบากประเภทเดียวที่ไม่อนุญาตให้นั่งขี่ได้ เพราะไม่มีเบาะ (ฮ่า) และอุปกรณ์ต่าง ๆ สำหรับรถที่ไม่จำเป็นก็ต้องถอดออกเพื่อจะทำให้น้ำหนักรถเบาที่สุด ในการแข่งขันจักรยานยนต์วิบากประเภท Trial Bike นั้นบอกเลยว่าเป็นไรที่เสียงชีวิตที่สุดแล้ว ถึงแม้จะไม่ได้แข่งขันกันทางด้านความเร็ว และมีรอบที่สูง แต่การที่ต้องทรงตัวใช้จักรยานยนต์กระโดดไปมาปีนป่ายไปในที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโขดหิน หรือลัดเลาะไปตามหน้าผา นั้นบีบหัวใจทั้งนักแข่งและผู้ชมสุด ๆ เลยทีเดียว

ข้อควรรู้ก่อนดูการแข่งขันจักรยานยนต์

เพราะหลาย ๆ คนสงสัยว่า ทำไมนักแข่งเวลาเข้าโค้งต้องทำท่าแปลก ๆ ไม่เหมือนการเข้าโค้งของมอเตอร์ไซค์ประเภทอื่น ๆโดยการเข้าโค้งของจักรยานยนต์วิบากนั้นจะต้องเหยียดขาออกไปข้างหน้า การเข้าโค้งพร้อมกับเบี่ยงตัวให้อยู่ตรงข้ามกับโค้ง และเหยียดขาออกมาในฝั่งที่เข้าโค้งนั้นเรียกว่าท่า ลีนเอ้าท์ ซึ่งนักแข่งจักรยานยนต์วิบากเท่านั้นที่จะใช้ท่านี้ เพราะเป็นการสร้างความสมดุลให้แก่ร่างกายของนักขับ และจักรยานยนต์ และยังสามารถควบคุมรถได้ง่ายขึ้น และป้องกันรถล้มตอนเข้าโค้งนั่นเอง ไม่ได้เหยียดเอาเท่แต่อย่างใด ( ฮ่า ) ทีนี้หลาย ๆท่านคงดูกีฬาจักรยานยนต์วิบากแบบหายสงสัยกันแล้วใช่ไหมล่ะ

 

# ความเป็นมาของการแข่งขัน Motocross และรูปแบบการแข่งขัน

นักไต่เชือกชาวฝรั่งเศส สร้างสถิติโลกด้วยการไต่เชือกข้ามเทือกเขาแอลป์

นักไต่เชือกชาวฝรั่งเศส สร้างสถิติโลกด้วยการไต่เชือกข้ามเทือกเขาแอลป์

หากพูดถึงเทือกเขาแอลป์เรามักจะนึกถึงเทือกเขาที่มีความใหญ่มากที่สุดตั้งอยู่ในทวีปยุโรปครอบคลุมถึง 7 ประเทศตั้งแต่ออสเตรีย สโลวีเนีย อิตาลี ลิกเตนสไตน์ สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ซึ่งจุดที่สูงที่สุดในเทือกเขาแห่งนี้มีชื่อเรียกว่ามงบล็อง มีความสูงอยู่ที่ 4,807 เมตร ปกติแล้วแค่การเดินหรือปีขาวเพื่อพิชิตเทือกเขาแห่งนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ยากแล้ว แต่มีคนเลือกที่จะทำสถิติโลกด้วยการไต่เชือกข้ามเทือกเขาแห่งนี้อีกด้วย ความยากของการไต่เชือกข้ามเทือกเขานั้นไม่ได้มีเพียงแค่อุปสรรคที่เป็นความสูงและการทรงตัวบนเชือกที่มีขนาดเล็กกว่าฝ่าเท้าหลายเท่านั้น แต่มันยังมีเรื่องของกระแสลมที่พัดผ่านระหว่างหุบเขาอีกด้วยที่จะทำให้การทรงตัวยากมากยิ่งขึ้น และหากพลาดขึ้นมาสิ่งที่จะต้องจ่ายนั้นอาจจะเป็นชีวิตของนักปีนเขาคนนั้นก็เป็นได้

เทือกเขาที่มีความใหญ่มากที่สุดตั้งอยู่ในทวีปยุโรปครอบคลุมถึง 7 ประเทศตั้งแต่ออสเตรีย

แต่อย่างไรก็ตามความท้าทายและลุ้นระทึกนั้นเป็นสิ่งที่นักไต่เขาตามหาอยู่เสมอ ดังนั้นมันจึงไม่น่าแปลกใจนักหากพวกเขาจะเลือกที่จะไปไต่เชือกยังสถานที่ต่างๆ ที่มีความสูงจนน่าหวาดเสียว เช่นเดียวกับกลุ่มนักไต่เชือกชาวฝรั่งเศสที่รวมตัวกันถึง 20 คนเพื่อเดินทางไปยังเขาที่มีชื่อว่าแซงค์ ฌองเน่ เพื่อทำการร่วมกันเดินไต่เชือกเพื่อข้ามผ่านระหว่างหุบเขาซึ่งมีระยะทางความยาวกว่า 800 เมตร สูงจากระดับพื้นดินถึง 300 เมตร โดยการทำสถิติครั้งนี้เกิดขึ้นในปีพ.. 2562 พวกเขานั้นได้รับความอนุเคราะห์จากสมาคมไต่เชือก ATA Slack ในการติดตั้งเชือกข้ามผ่านระหว่างหุบเขา ซึ่งพวกเขานั้นเลือกวิธีการในการใช้ Drone เป็นตัวช่วยถึงเชื่อให้เชื่อมต่อกันระหว่างสองหน้าผา บนจุดที่สามารถมองเห็นชายหาดที่มีชื่อว่าโก๊ต ดาซูร์ได้ โดยสถิติที่พวกเขาต้องการจะสร้างในครั้งนี้จะเป็นในส่วนของความเร็วในการเดินบนเชือก

นักไต่เชือกชาวฝรั่งเศส สร้างสถิติโลกด้วยการไต่เชือกข้ามเทือกเขาแอลป์

โดยในการสร้างสถิติโลกในครั้งนี้คนที่สามารถทำความเร็วได้สูงสุดในการไต่เชือกข้ามหุบเขาแอลป์นั่นก็คือนักศึกษาฟิสิกส์ชายที่มีชื่อว่าแมททิสเรสเนอร์ซึ่งเขานั้นสามารถทำเวลาไปได้ที่ 19 นาที 50 วินาที ในภายหลังเขาได้กล่าวถึงการไต่เชือกว่ามันเป็นเรื่องของจิตใจมากกว่าเรื่องของร่างกาย จิตใจนั้นต้องมีความแข็งแกร่งและมีความกล้าหาญรวมไปถึงสมาธิที่จะต้องใช้จดจ่อในการรักษาสมดุลของร่างกายเพื่อให้สามารถทรงตัวอยู่บนเชื่อที่มีความกว้างไม่ถึง 2 นิ้วได้โดยที่ไม่ตกลงมา โดยมีการสร้างสถิติครั้งนี้เป็นการเดินไต่เชื่อแบบที่ไม่ใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือมีเพียงแค่อุปกรณ์รักษาความปลอดภัยเป็นเชือกนิรภัยคาดเอวเท่านั้น ในปัจจุบันกีฬาหรือกิจกรรมการไต่เชือกนั้นยังไม่ได้มีการออกกฎมาอย่างเป็นทางการดังนั้นมัน จึงจะไม่ได้มีกติกาที่เป็นสากลในการเล่นกีฬาชนิดนี้ อาจเป็นเพราะว่ามันเป็นกิจกรรมที่มีความเสี่ยงและค่อนข้างอันตรายทำให้คนที่เล่นกีฬานี้อาจจะยังมีจำนวนไม่มากนัก

ด้วยความที่มันยังไม่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทำให้มันจึงยังไม่มีกดออกมาอย่างเป็นทางการ แต่อย่างไรก็ตามยังคงมีระเบียบและมาตรการต่างๆ ที่ช่วยรักษาและป้องกันในเรื่องของความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สินของนักกีฬา รวมไปถึงขั้นตอนต่างๆ และป้ายที่กำลังรอการกำหนดจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในไม่ช้าเราอาจจะได้เห็นขั้นตอนหรือระเบียบมาตรการต่างๆ ที่ออกมาอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้นสำหรับนักกีฬาประเภทนี้ เราอาจจะต้องลุ้นกันต่อไปว่าสิ่งที่ออกมานั้นจะเป็นที่ยอมรับหรือ ไม่เนื่องจากกีฬาประเภทนี้คงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเสน่ห์ของมันนั่นก็คือความเสี่ยงอันตรายและความลุ้นระทึกนั่นเอง หากกฎระเบียบมีความเข้มงวดมากเกินไปอาจจะทำให้เสน่ห์และความสนุกในส่วนนี้ขาดหายไปจากกีฬาชนิดนี้ได้เช่นเดียวกัน โดยในการจัดกิจกรรมสร้างสถิติโลกในครั้งนี้นักกีฬาส่วนใหญ่นั้นมาด้วยความต้องการที่จะสร้างสถิติโลกและเต็มเปี่ยมไปด้วยความต้องการแข่งขัน ในขณะที่บางคนนั้นมาเข้าร่วมเพียงเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น ซึ่งก็แล้วแต่เป้าหมายของแต่ละบุคคลในการไต่เชือกซึ่งมีความแตกต่างกันออกไป สำหรับคนรับชมอย่างเราแล้วยังไงก็คงได้กำไรไปเต็มๆ เพราะเราจะได้เห็นความลุ้นระทึกและน่าหวาดเสียวแบบนี้อยู่เป็นระยะๆ อย่างแน่นอน

 

# นักไต่เชือกชาย 2 คนสามารถเดินบนเชือกข้ามน้ำตกวิกตอเรียได้สำเร็จ