Cliff Jumping ดิ่งสู่เบื้องล่างโดยไร้สิ่งป้องกัน

Cliff Jumping ดิ่งสู่เบื้องล่างโดยไร้สิ่งป้องกัน

กีฬา Extreme แม้ว่าจะเป็นกีฬาที่เสี่ยงอันตรายสูงมาก แต่ยังโชคดีที่การเล่น Extreme ทุกประเภทจะได้รับการป้องกันเป็นอย่างดีเพื่อชีวิตและความปลอดภัยของร่างกายนักกีฬาเอง แต่ถึงกระนั้นยังมีกีฬา Extreme อีกหนึ่งประเภทที่ผู้เล่นจะไม่มีเครื่องป้องกันอะไรเลย แถมยังเป็นการเล่นที่เสี่ยงตายเป็นอย่างมาก หากเล่นไม่ดีหรือไม่มีการเตรียมพร้อมที่ดี ก็อาจจะทำให้บาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตได้ นั่นคือกีฬา Cliff Jumping หรือ Cliff Diving หรือที่เรียกในภาษาไทยว่ากระโดดหน้าผานั่นเอง

Cliff Jumping ดิ่งสู่เบื้องล่างโดยไร้สิ่งป้องกัน

เริ่มแรกจะขอเล่าถึงประวัติความเป็นมาของการกระโดดหน้าผาว่าเกิดจากอะไรประวัติความเป็นมากว่าจะมาเป็น Cliff Jumping นั้นต้องย้อนกลับไปเกือบ 250 ปีที่แล้ว ตอนนั้นตำนานเรื่องเล่าบนเกาะฮาวายมีบันทึกไว้ว่ากษัตริย์ Muai Kahekli II ต้องการจะพิสูจน์ความกล้าหาญของบรรดานักรบในอาณาจักร โดยการบังคับให้นักรบของพระองค์กระโดดจากหน้าลงไปสู่ผืนน้ำเบื้องล่างและนับรบจะต้องทำตามห้ามขัดคำสั่งอย่างเด็ดขาด จนกระทั่งมาถึงสมัยการปกครองของ King Kamehameha การกระโดดน้ำจากหน้าผาได้ถูกเปลี่ยนมากีฬาสำหรับแข่งขัน และมีผู้ที่ให้ความสนใจเข้าแข่งขันมากมาย โดยมีเงื่อนไขว่าผู้ที่กระโดดลงมาจะต้องทำให้น้ำกระจายน้อยที่สุด

หลังจากกลายเป็นกีฬายอดฮิตในฮาวายการแข่งขันก็ได้แพร่หลายไปสู่พื้นที่ต่างๆทั่วโลกโดยส่วนมากจะเป็นนักกีฬาที่ชื่นชอบในกีฬา Extreme เป็นอย่างมากและนักกีฬาพวกนี้จะเดินทางไปยังพื้นที่ต่างๆทั่วโลกที่เป็นหน้าผาเพื่อจะกระโดดลงมาและทุกครั้งจะมีการแสดงท่าทางทั้งม้วนหน้าม้วนหลังแบบยิมนาสติกซึ่งบางคนที่เชี่ยวชาญมักจะโดดลงมาจากที่สูงๆเพื่อท้าทายความแข็งแรงของตัวเองจนกระทั่งในช่วงหลังมีการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬานี้อย่างแพร่หลายเลยทำให้เป็นที่น่าสนใจมากขึ้นไปอีกสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความท้าทายใหม่ๆ

มาในเรื่องของความปลอดภัยของการเล่นกีฬาชนิดนี้อย่างที่บอกไปในตอนแรกว่ากีฬาชนิดนี้ไม่มีเครื่องป้องกันตัวเองเหมือนอย่างกีฬา Extreme ประเภทอื่นๆ และยิ่งต้องกระโดดจากหน้าผาลงมาด้วยความเร็วมากกว่า 60 – 70 ไมล์ต่อชั่วโมง จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งอาการบาดเจ็บที่พบได้บ่อยคือการฟกช้ำตามร่างกาย, กระดูกหัก, กระดูกสันหลังเสียหาย บางรายอาจจะหนักสุดถึงขั้นเสียชีวิตเลยก็มี ดงนั้น ส่วนมากนักกีฬามือใหม่จะเริ่มโดดจากพื้นที่ไม่สูงนักเพื่อให้ร่างกายได้ซึมซับถึงความรู้สึกตอนกระโดดเอาไว้ และเรียนรู้เทคนิคต่างๆ พร้อมกับเป็นการเรียกความมั่นใจให้กับตัวนักกีฬาเอง

หากเป็นนักกีฬามือใหม่ที่อยากจะลองโดดหน้าผาแม้ว่าจะไม่มีอุปกรณ์ที่เซฟตี้ติดกับตัวนักกีฬาแต่ในน้ำเบื้องล่างจะมีไลฟ์การ์ดคอยว่ายอยู่เพื่อคอยช่วยเหลือนักกีฬาที่กระโดดงมาทีนี้ก็ต้องเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์เพื่อศึกษาเทคนิคและวิธีกระโดดรวมถึงวิธีการลงน้ำรวมถึงผู้เล่นก็ต้องมีสภาพร่างกายที่ดีเยี่ยมสามารถว่ายน้ำได้ดีในระดับหนึ่งนอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่นในการกระโดดทั้งทิศทางลมทั้งโขดหินรวมถึงสิ่งกีดขวางอื่นที่อยู่ภายในน้ำและอยู่ตามริมหน้าผาเพราะไม่งั้นอาจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้

สำหรับการแข่งขันที่โด่งดังอยู่ในประเทศฝรั่งเศสรวมถึงที่สหราชอาณาจักรโดยที่สหราชอาณาจักรจะมีการให้นักกีฬาทำอุปกรณ์ออกมาเป็นรูปแบบต่างๆและให้แข่งขันกันว่าใครจะกระโดดออกไปได้ไกลที่สุดและกีฬาชนิดนี้ยังมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Base Jumping และสถิติกระโดดหน้าผาสูงสุดอยู่ที่ 58.8 เมตร (193 ฟุต) และก็อย่างที่บอกไปหากจะเรียนรู้การเล่นกีฬาชนิดนี้ต้องศึกษาหาข้อมูลให้ดีๆไม่งั้นอาจจะเกิดอุบัติเหตุได้

 

# Free running

Free running คืออะไร

Free running คืออะไร

Free running คืออะไร

Free Running ถือว่าเป็นกีฬาเอ็กซ์ตรีทอีกหนึ่งประเภท ที่ได้รับความนิยมสูงมาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เชื่อว่าเพื่อน ๆ หลาย ๆ คนคงเคยเห็ยคลิปเกี่ยวกับการโชว์ Free Running ได้จากคลิปทั่ว ๆ ไปตามโซเชียลต่าง ๆ มากมาย มีทั้ง Free Running จากฝากฝั่งตะวันตกอย่างอเมริกา หรือประเทศแทบยุโรปต่าง ๆ รวมไปถึงการโชว์ Free Running จากทางแทบเอเชียอย่างประเทศจีน ก็มีให้เห็นจำนวนมากเช่นกัน และในประเทศไทยเราเอง ก็มีกลุ่มทีม Free Running ที่ฟอร์มทีมและทำการฝึกฝนอยู่อย่างต่อเนื่องเพื่อการแข่งขันทางด้านกีฬาแอ็กซ์ตรีมนั่นเอง

และด้วยความนิยมที่เพิ่มสูงขึ้นในประเทศไทยกับกีฬาแอ็กซ์ตรีทสุดโลดโผนอย่าง Free Running นี้ งั้นเรามาล้วงลึกเจาะที่มาที่ไปของกีฬา Free Running กันดีกว่าว่าแท้จริงแล้วกีฬาแอ็กซ์ตรีทประเภทนี้คืออะไรกันแน่ และมีที่มาที่ไปอย่างไร ไปดูกันเลย

Free running คืออะไร

Free Running เป็นกีฬาวิ่งแบบผาดโผนที่ช่วยฝึกวินัยของร่างกาย และจิตใจผู้เล่นได้เป็นอย่างดี ด้วยลักษณะของกีฬาชนิดนี้ที่ผู้เล่นต้องทำการวิ่ง และผสมผสานการวิ่งไปกับการทำ Tricking, Street Stunts และ Urban Ninja ในการวิ่งเพื่อผ่านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ของสถานที่นั้น ๆ ที่ไม่ว่าจะเป็นตึกราบ้านช่อง หรือการวิ่งไปตามแหล่งธรรมชาติต่าง ๆ ที่อาจจะมีพื้นที่ต่างระดับ มีสิ่งกีดข้าวงอยู่มากเพียงใด นักกีฬา Free Running ก็จะต้องทำการวิ่งเพื่อผ่านข้ามสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นไปให้ได้ โดยใช้ท่าทางที่มีความยากกว่าการวิ่งข้ามสิ่งกีดขว้างทั่ว ๆ ไป โดยมีเป้าหมายในการ Free Running ที่จำเป็นต้องใช้สิ่งแวดล้อมรอบๆตัวในการสร้างท่าทางต่างๆที่มีความพิเศษไม่ว่าจะเป็นการตีลังกาการม้วนตัวการกระโดดการใช้ศิลปะการเคลื่อนไหวต่างๆอีกมากมายนั่นเอง

นอกจากนี้คำว่า Free Running ยังถูกใช้ครั้งแรกในสารคดี Jump London ซึ่งเป็นสารคดีที่ถ่ายทอดเรื่องราวของกลุ่มผู้ฝึกการเคลื่อนไหวของร่างกายแบบใช้ศิลปะการต่อสู้ และการเคลื่อนไหวมาผสมผสาน อีกทั้งคำว่า Free Running ยังถูกกำหนดให้เป็นคำแปลในภาษาอังกฤษของค่า parkour อีกด้วย

สำหรับคำว่า Free Running นั้นสามารถกล่าวได้อีกว่า เป็นคำที่ใช้อธิบายวิธีในการทำ parkour Foucan โดยมีเป้าหมายของการวิ่งแบบ Free Running ว่าเป็นการวิ่งที่ใช้สิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาตัวเอง และเคลื่อนไหวอยู่เสมอ ที่ไม่มีการถอยหลังกลับนั่นเอง อย่างคำที่ว่า Parkour UP, OVER, UNDER, THROUGH เป็นคำสำคัญ และถูกใช้เป็นคำขวัญของ Free Running for Free Runners อีกด้วยนั่นเอง

ในการวิ่งแบบ Free Running นั้นถือว่าเป็นการใช้ทักษะการเคลื่อนไหวของร่างกาย ที่จำเป็นต้องมีทริค หรือเทคนิคในการเคลื่อนไหวร่างกายต่าง ๆ มากมาย โดยสามารถใช้คำเรียกอีกหนึ่งคำอย่าง parkour ตามศัทย์ทางการกีฬา Free Running  หมายถึงการเข้าถึงพื้นที่ต่างๆด้วยความสามารถในการเคลื่อนไหวของร่างกายเพื่อใช้ในการเข้าถึงพื้นที่ที่ไม่สามารถเข้าถึงได้เป็นการเคลื่อนที่ที่มีความรวดเร็วพลิ้วไหวและสมูทไปกับการเคลื่อนที่แบบหาตัวจับยากอาจจะใช้ใการหลบหนีหรือหลบเลี่ยงผู้ไล่ตามนั่นเองโดยเทคนิคการหลบหนีที่จำเป็นต้องใช้ทักษะการเคลื่อนไหวของร่างกายในการเข้าถึงพื้นที่ที่คนปกติอาจเข้าถึงไม่ได้ด้วยความรวดเร็วว่องไวของร่างกายเช่นนี้กลายเป็นการฝึกฝนร่างกายและท้ายที่สุดได้กลายเป้นประเภทกีฬาแอ็กซ์ตรีมชนิดหนึ่งนั่นเอง

และอีกหนึ่งการแสดง Free Running ที่คนทั่วไปสามารถพบเห็นได้อย่างง่ายดาย แต่อาจไม่ทราบว่าแท้จริงแล้วการวิ่งเช่นนั้น คือรูปแบบของการทำ Free Running นั่นก็คือ ภาพยนตร์ของ เฉินหลง นั่นเอง อย่างที่คนไทยรู้จักกันดีสำหรับหนังเฟรนไชส์ฟอร์มยักษ์อย่าง วิ่งสู้ฟัด ที่มีภาคแยกภาคต่อมากมาย การใช้ศิลปะการต่อสู้ที่ผสมผสานกับการวิ่งหนี วิ่งไล่ล่า หรือวิ่งหลบต่าง ๆ นั้นก็มีเบสพื้นฐานจาก Free Running เช่นเดียวกันนั่นเอง และนี้คือทั้งหมดของ Free Running ที่ทางเราหวังว่าเพื่อนๆคงเข้าใจและมองเห็นภาพของกีฬาแอ็กซ์ตรีมสุดโลดโผนนี้มากยิ่งขึ้น

 

# Free Running

Bungy Jump

Bungy Jump

กีฬา Extreme มีมากมายหลายชนิดให้ผู้เล่นหรือผู้ที่อยากจะหารสชาติให้กับชีวิตได้ไปลิ้มลองกัน ซึ่งส่วนมากก็มักจะเลือกเล่นกีฬาที่ไม่เป็นอันตรายต่อชีวิตมากนักอย่างเช่น จักรยาน BMX, Skatebord, RollerBlade และ Surfing แต่หากเป็นขั้นที่ชำนาญขึ้นมาหน่อยหรือต้องการความท้าทายเพิ่มมากขึ้นก็อาจจะเลือกไปดำนในถ้ำ, ปีนเขา, ปีนหน้าผา หรือไม่ก็กระโดดร่ม แต่ยังมีกลุ่มที่ต้องการความเสี่ยงยิ่งกว่านั้น และวันนี้จะขอแนะนำกีฬา Extreme ชนิดหนึ่งที่มีรากฐานการกำเนิดมาจากการพิสูจน์ความกล้าของคนในเผ่า จนแปรเปลี่ยนกลายเป็นมากีฬา Extreme ยอดฮิตทั่วโลกอย่าง Bungy Jump (บันจี้ จัมพ์)

Bungy Jump

การกำเนิดของบันจี้จัมพ์มีรากฐานว่ามาจากชนเผ่าเมลานีเซียนซึ่งเป็นชนเผ่าเก่าแก่ที่อาศัยอยู่บนหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกโดยจุดมุ่งหมายคือต้องการให้ผู้ชายในเผ่าพิสูจน์ความกล้าหาญและความเป็นชายชาตรีเต็มตัวซึ่งวิธีการคือจะมีการสร้างหอสูงประมาณ 20 เมตร จากนั้นจะให้ผู้ที่เข้ารับการพิสูจน์กระโดดลงมาโดยที่มีแค่เถาวัลย์เพียงเส้นเดียวมัดขาเอาไว้ ภายหลังจากนั้นชมรมกีฬาของมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด (Oxford University Dangerous Sport Club) ได้นำมาดัดแปลงให้เป็นกีฬาโดยการนำเชือกที่มีความเหนียวและยืดหยุ่นกว่ามาใช้ในการกระโดดจาก London Bridge แต่ทำได้เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น

Bungy Jump

จากนั้นในปีค..1988 (..2531) บริษัทในประเทศนิวซีแลนด์ที่ชื่อ A.J. Hackett ได้นำบันจี้ จัมพ์ กลับมาอีกครั้งโดยใช้ในเชิงพาณิชย์ และมีทำอุปกรณ์รวมถึงสถานที่โดดให้มีความปลอดภัยมากขึ้นกว่าเดิมจนได้รับการยอมรับ และกีฬาบันจี้ จัมพ์ ก็ได้มีชื่อเสียงแพร่กระจายออกไปทั่วโลก อุปกรณ์การเล่นจะประกอบไปด้วยเชือกที่เรียกว่า Bungy Corde โดยเชือกเส้นนี้จะต้องได้รับการคำนวณน้ำหนักของผู้เล่นมาก่อนถึงจะนำมาใช้ได้ และอีกอันที่รัดขา (Leg Warp) โดยที่ตัวรัดขาจะมีขอไว้เกี่ยวกับเชือก Bungy Corde อีกทีหนึ่งและที่เหลือจะเป็นอุปกรณ์เซฟตี้ต่างๆ

วิธีการเล่นคือ Jump Master ที่เป็นคนดูแลจะคำนวณน้ำหนักของผู้เล่นและหาค่าที่เหมาะสมกับเชือก Bungy Corde โดยเชือกตัวนี้สามารถรับน้ำหนักแบ่งได้เป็น 40 – 60 กิโลกรัม, 60 – 80 กิโลกรัม และ 80 – 100 กิโลกรัม เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย Jump Master จะนำที่รัดขามาพันรอบขาจะคล้ายๆ กับที่รัดหน้าท้อง จากนั้นก็จะเอาเชือกพันขาส่วนขอไปเกี่ยวกับ Bungy Corde ที่ได้รับการคำนวณมาแล้ว อุปกรณ์สำคัญๆ อาจจะดูว่ามีน้อยแต่อุปกรณ์เหล่านี้จะเป็นตัวชี้เป็นชี้ตายให้กับผู้เล่นได้เป็นอย่างดี เมื่อทุกอย่างเสร็จหมดแล้ว Jump Master จะอธิบายหลักคร่าวๆ ให้ผู้เล่นฟังว่าต้องทำอย่างไร

ทีนี้วิธีการโดดก็จะมีทั้งหมด 4 แบบด้วยกัน แบบแรกคือ DD จะเป็นการกระโดดแบบทิ้งดิ่งลงมา, แบบที่สองคือ Forward จะเป็นการกระโดดพุ่งตัวลงมาแบบนี้มักจะนิยมใช้กับการกระโดดจากเครน แบบที่สามคือ Back Ward หรือการหันหลังกระโดดแบบนี้สำหรับคนที่เล่นกีฬาประเภทนี้บ่อยๆ และแบบสุดท้ายคือ Tandom จะเป็นการกระโดดลงมากันเป็นคู่บางครั้งอาจจะมี Jump Master กระโดดลงมาพร้อมกันสำหรับมือใหม่ที่ยังกลัวอยู่

สำหรับผู้เล่นมือใหม่ก็ต้องศึกษาวิธีการเล่นแล้วทำตามคำแนะนำของ Jump Master ให้ดีๆเพราะถึงแม้ว่าจะมีอุปกรณ์เซฟขนาดไหนก็ยังมีข่าวออกมาแทบจะทุกปีว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการเล่นบันจี้จัมพ์โดยส่วนมากจะเป็นสาเหตุจากไม่ได้คำนวณระยะของเชือกให้ดีและอีกสาเหตุมาจากเชือกที่ไม่ได้รับการดูแลซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานส่วนสาเหตุอื่นที่พบเจอได้คือการที่กระโดดลงไปแล้วเชือกแกว่งพาผู้เล่นไปกระแทกกับสิ่งที่อยู่ใกล้เคียง

 

# Bull Riding

Bull Riding

Bull Riding

Bull Riding

เมื่อกล่าวถึงกีฬาประเภท Extreme หลายๆ คนจะนึกถึง Skateboard, Roller Blade, BMX, Surfing และ Climb mountain จากที่กล่าวมานั่นคือกลุ่มกีฬา Extreme ที่มีคนให้ความสนใจเป็นจำนวนมากและมีการผู้เล่นมากมายแพร่กระจายไปทั่วโลก บางอย่างถึงขั้นมีการเปิดสอนเพื่อพัฒนาเป็นนักกีฬาอาชีพเลยทีเดียว แต่ยังมีกีฬา Extreme อีกขนิดหนึ่งที่ทำรายได้ให้กับผู้เล่นอย่างมหาศาลแต่หากพลาดขึ้นมาอาจจะต้องแลกมาด้วยความบาดเจ็บหรือบางครั้งอาจจะแลกมาด้วยชีวิต กีฬาชนิดนั้นคือ “Bull Riding” หรือการขี่วัวพยศนั่นเอง

Bull Riding

หากเป็นคนปกติถ้าเห็นวัวที่กำลังคลั่งวิ่งมาก็แทบจะขวัญหนีดีฝ่อแล้วแต่นี่ต้องขึ้นไปนั่งอยู่บนวัวที่ถูกทำให้โกรธพร้อมจะทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้าแม้กระทั่งชีวิตของคนที่ขึ้นไปขี่บนหลังมันแต่ก็มีหลายๆคนยอมที่จะเอาชีวิตไปเสี่ยงกับ 8 วินาทีบนนั้น บางคนอาจจะมองว่าแปบเดียวแค่ 8 วินาที แต่สำหรับคนที่อยู่บนนั้นมันคือเวลาที่นานมากสำหรับพวกเขา การแข่งขันขี่วัวพยศ (Bull Riding) เกิดขึ้นเมื่อปี 1935 (..2478) โดยเกิดขึ้นจากบุคคลที่ทำงานอยู่ในฟาร์มวัว เพราะถือว่าเป็นการฝึกในขั้นเริ่มต้นเพื่อจะเป็นคาวบอย (Cowboy) ในอนาคต และกลายพื้นฐานของ Cowboy ทุกคนที่จะต้องมีในการขี่วัวพยศ

โดยกีฬาขี่วัวพยศเป็นส่วนหนึ่งของกีฬาโรดิโอ (Cowboys Rodeo) ซึ่งการแข่งขันนี้ถูกจัดโดยสองพี่น้องจากประเทศแคนาดาอย่าง มิสเตอร์เอิร์ลและมิสเตอร์เวลดอน มาสคอม ร่วมกับมิสเตอร์เจคและมิสเตอร์วัลโดรอค โดยมีการจัดขึ้นครั้งแรกที่เมืองโคลัมเบีย รัฐมิสซิสซิปปี้ ประเทศสหรัฐอเมริกา จากนั้นในปีถัดมา (..1936 หรือ พ..2479) ได้มีการเปลี่ยนชื่อมาเป็น Professional Rodeo Cowboys Association (PRCA) ภายหลังจากนั้นกีฬาขี่วัวพยศได้แพร่นิยมไปอย่างแพร่หลายในประเทศสหรัฐอเมริกา, แคนาดา ในแถบอเมริกากลาง, อเมริกาใต้, ประเทศออสเตรเลีย และบางพื้นที่ในทวีปยุโรปและเอเชีย รวมถึงที่ประเทศไทยด้วยเช่นกัน ซึ่งที่ประเทศไทยได้มีจัดตั้งกลุ่ม Bull Riders of Thailand (BRT) ขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน

ทีนี้มาถึงวิธีการเล่นกันบ้างอย่างที่บอกไปว่าคนที่จะเล่นกีฬาขนิดนี้ได้จะต้องเป็นคนที่ต้องการจะเป็นคาวบอย (Cowboys) และทำไมถึงต้องใช้เวลา 8 วินาที เพราะกฎกติกากำหนดมาว่าให้ผู้เข้าแข่งต้องทรงตัวอยู่บนหลังวัวที่กำลังพยศภายใน 8 วินาทีโดยห้ามถูกสลัดตกลงมาแต่อย่างใด ซึ่งนักกีฬาพวกนี้จะได้รับการฝึกฝนเป็นอย่างดีจากเครื่อง Bull Riding Machine ที่ถูกตั้งให้เหมือนกับวัวจริงๆ ที่กำลังพยศอยู่ แต่จะต่างกันตรงที่ของจริงหากนักกีฬาตกจากหลังวัวจะทั้งถูกขวิดถูกโจมตีอย่างรุนแรง ซึ่งในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเคยมีผู้เสียชีวิตมาแล้วจากการโดนวัวที่กำลังพยศโจมตีใส่หลังจากหล่นมาจากด้านบน

เมื่อขึ้นไปอยู่บนหลังวัวนักกีฬาจะต้องกำเชือกและทรงตัวอยู่บนนั้นให้ครบตามเวลาที่กำหนดโดยอุปกรณ์หลักๆจะมีเชือกที่ใช้รัดกับกระดึงวัวที่ทำหน้าไว้ยึดน้ำหนักของนักกีฬาและจะมีสารเหนียวที่ช่วยในการจับเชือกให้แน่นยิ่งขึ้นนอกจากนี้นักกีฬายังเอาเชือกพันไว้รอบวัวและส่วนที่เหลือมักจะพันให้แน่นกับมือตัวเองแม้จะมีความเสี่ยงสูงแต่ก็เป็นกีฬาที่ให้ค่าตอบแทนคุ้มค่าซึ่งนักกีฬามืออาชีพจะมีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 150,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี (ประมาณ 4,680,750 ล้านบาท) แต่มีครั้งหนึ่งที่ Renato Nunes (เรนาโต้ นูนเซญ) นักกีฬาจากประเทศบราซิลและเป็นนักกีฬาขี่วัวพยศอันดับต้นๆ ของโลก เคยทำเงินต่อปีได้มากที่สุดถึง 1,594,527 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 49,765,187 ล้านบาท) ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมากหากนับเวลาแค่ 8 วินาทีที่ต้องต่อสู่อยู่บนหลังของวัว

 

F5 Climbing Center

Free Running

Free Running

Free Running

ในบรรดากีฬาทั่วโลกมีกีฬามากมายหลายชนิดด้วยกัน และก็มีกีฬากลุ่มหนึ่งที่เน้นเรื่องผาดโผนโดยใช้อุปกรณ์ต่างๆ เช่น จักรยาน BMX, สเก็ตอบอร์ด, เจ็ตสกี และการปีนป่ายไปยังสถานที่ต่างๆ แต่ยังมีกีฬาเอ็กสตรีมชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม โดยกีฬาประเภทนี้มาโด่งดังเป็นอย่างมากหลังจากภาพยนตร์เรื่อง District B13 ออกฉายเมื่อปี 2004 ภายในภาพยนตร์มีการใช้ Free Running หลายฉากทำให้คนเริ่มหันมาให้ความสนใจมากขึ้น

ซึ่ง Free Running มีการปรับเปลี่ยนมาจาก Parkour (ปาร์กัวร์) ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในประเทศฝรั่งเศส ทั้งสองอย่างเป็นกีฬาที่มีความคล้ายคลึงกันโดย Parkour จะเน้นการวิ่งเป็นเส้นตรงและพยายามใช้ร่างกายไปยังเป้าหมายให้ไวที่สุด โดยต้องผ่านสิ่งกีดขวาง ซึ่งองค์ประกอบที่สำคัญคือความแข็งแรงของร่างกายทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแขน, ขาและลำตัวเพราะหากพลาดมาอาจจะทำให้บาดเจ็บถึงขั้นนอนโรงพยาบาลเลยก็มี

Free Running

ทีนี้ Free Running ก็มีการแผลงมาจาก Parkour แต่ Free Running จะมีการใส่ทวงท่าเข้าไปในการวิ่งการปีนป่ายไปยังที่ต่างๆ ท่าทางก็จะมีทั้ง ตีลังกาหน้า, ตีลังกาหลัง, บิดตัวคล้ายกับนักยิมนาสติก ซึ่ง Free Running ไม่ได้มีกฎเกณฑ์เหมือนอย่าง Parkour อาจจะบอกได้ว่า Free Running คือการวิ่งทำท่าทางให้เป็นอิสระ ไม่จำกัดว่าต้องวิ่งไปทางไหนหรือตรงไหน แต่จะเน้นทวงท่าลีลาในการปีนป่ายในการกระโดดมากกว่า โดยจะเน้นความคิดสร้างสรรค์ของผู้เล่น ในการแสดงออกมาจึงทำให้ Free Running เป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมมากกว่า Parkour

การเตรียมตัวจะเล่น Free Running ต้องเตรียมอะไรบ้าง อย่างแรกเลยคือร่างกายให้แข็งแรงเพราะอย่างที่บอกไป Free Running เป็นกีฬาที่เน้นการปีนป่ายเน้นทวงท่าลีลาผู้เล่นต้องมีแขนและขาที่แข็งแรงพอสมควรเสื้อผ้าต้องใช้ให้กระชับกับร่างกายเพราะในการปีนป่ายอาจจะมีบางครั้งที่ชุดมักจะไปเกี่ยวเข้ากับสิ่งของอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ส่วนอุปกรณ์ที่ต้องเตรียมนั้นก็ไม่มีอะไรมากถ้าหากเป็นกลุ่มที่เป็นมืออาชีพมักจะไม่มีอุปกรณ์ป้องกันตัวใด

แต่หากเป็นมือใหม่อาจจะมีทั้งสนับเข่า, สนับศอก หรือแม้กระทั่งหมวกสวมใส่กันกระแทก เพื่อกันในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ อีกอย่างคือรองเท้าเพื่อกันเวลาไปเหยียบกับสิ่งของในสถานที่ต่างๆ ทีนี้ Free Running ก็มีการจัดการแข่งขันขึ้นมาเช่นเดียวกัน โดยรายการที่เป็นที่รู้จักมากในวงการ Free Running คือรายการ Red Bull Art Of Motion ที่จัดการแข่งขันโดย Red Bull เริ่มต้นครั้งแรกในปี 2007 ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย และได้รับการตอบรับจากบรรดาผู้เข้าแข่งขัน Free Running เป็นอย่างดี โดยการแข่งขันยังคงมีการจัดมาจนถึงปัจจุบัน แต่ในปี 2020 ไม่มีการจัดการแข่งขันขึ้นเนื่องจากภาวะโรคระบาดไวรัสโควิด – 19 และผู้ที่ได้แชมป์รายการนี้มากที่สุดคือ Pavel Petkuns จากลัตเวียกับ Jason Paul จากเยอรมนีที่ได้เหรียญทองไปคนละ 3 ครั้งเท่ากัน

สำหรับกีฬา Free Running ในประเทศไทยนั้นถือว่าได้รับความนิยมอยู่พอสมควร โดยคนที่มีชื่อเสียงกับกีฬาชนิดนี้คือ อนัน อันวา อดีตนักร้องชื่อดังที่หันไปเอาดีทางด้านนี้ และมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นในฐานะนักกีฬา Free Running ที่มีชื่อเสียงในวงการ รวมถึงมีการตั้งทีมชื่อว่า ทีมฝรั่ง “Team Farang” เข้าแข่งขันรายการต่างๆ นอกจากนี้ยังได้รับเชิญให้ไปเป็นคณะกรรมการตัดสินในการแข่งขัน Red Bull Art Of Motion 2014 มาแล้วสำหรับกีฬาประเภทนี้หากใครสนใจอยากจะลองเล่นก็ควรศึกษาข้อมูลให้ดีเสียก่อนทั้งสถานที่และอุปกรณ์ที่ต้องใช้รวมถึงความพร้อมของร่างกายให้แข็งแรงจะไม่ได้เกิดอุบัติเหตุระหว่างเล่น

 

# อินไลน์สเกต อีกหนึ่งกีฬา Extreme สุดฮิต

อินไลน์สเกต อีกหนึ่งกีฬา Extreme สุดฮิต

อินไลน์สเกต อีกหนึ่งกีฬา Extreme สุดฮิต

อินไลน์สเกต อีกหนึ่งกีฬา Extreme สุดฮิต

อินไลน์สเกต อีกหนึ่งกีฬา Extreme สุดฮิตแต่ถ้าหากพวกนักกีฬาหรือคนที่ชื่นชอบกีฬา Extreme จะรู้ดีว่านี่คือชื่อเรียกอย่างเป็นทางการของ โรลเลอร์เบลด (Roller Blade) อีกหนึ่งกีฬา Extreme สุดฮิตที่มีผู้เล่นมากมายทั่วโลกและมีการจัดการแข่งขันในหลายประเทศด้วยกัน

โดยจุดเริ่มต้นของอินไลน์เสกต (Inline Skate) หรือโรลเลอร์เบลด (Roller Blade) มีการสันนิษฐานกันว่าจุดเริ่มแรกต้องย้อนกลับไปในช่วงศตวรรษที่ 17 ในตอนนั้นชาวดัตช์ที่มีชื่อว่า เจสัน เลวิส (Jason Lewis) พยายามที่จะสร้างรองเท้าเพื่อต้องการจะเล่นสเกตน้ำแข็งในช่วงฤดูร้อน โดยเขาได้ประดิษฐ์แผ่นไม้กับพื้นรองแล้วนำมายึดกับรองเท้าสเกต จากนั้นวันเวลาผ่านมาจนถึงปี 1819 M.Petibled ได้ทำการจดสิทธิบัตรขึ้นเป็นครั้งแรกณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส แต่ตอนนั้น อินไลน์เสกต (Inline Skate) ก็ยังไม่เป็นที่นิยมมากนักและแทบจะไม่มีใครรู้จักเลย

อินไลน์สเกต อีกหนึ่งกีฬา Extreme สุดฮิต

วันเวลาล่วงเลยมาจนถึงปี 1979 สกอตต์ โอลเซ่น (Scott Olsen) นักกีฬาฮอกกี้น้ำแข็งชื่อดังได้เดินไปพบกับรองเท้ากับ อินไลน์เสกต (Inline Skate) ในร้านขายอุปกรณ์กีฬา เขาได้ติดใจกับการออกแบบและมองเห็นถึงศักยภาพบางอย่างในรองเท้าคู่นั้น โอลเซ่น ตัดสินใจซื้อมันมาและจากนั้นเขาได้เดินทางไปยังชิคาโก และได้ซื้อบริษัทที่ชื่อว่า Chicago Roller Skate ที่ในตอนนั้นยังเป็นบริษัทโนเนมทั่วไป ก่อนที่ภายหลัง โอลเซ่น จะเปลี่ยนชื่อ Rollerblade และมีชื่อเสียงขึ้นมาอย่างมาก และเขาได้ผลักดันให้ อินไลน์เสกต (Inline Skate) โด่งดังไปทั่วทั้งแผ่นดินอเมริกา

สำหรับมือใหม่จะต้องรู้จักกับอุปกรณ์การเล่นโรลเลอร์เบลดกันเสียก่อนอย่างแรกเลยคือรองเท้ารองเท้าจะมีอยู่ 2 แบบด้วยกันคือแบบแรกจะเป็นล้อเรียงกันในแนวยาวแบบเดียวกับรองเท้าสเกตน้ำแข็ง และอีกแบบจะเป็นแบบสี่ล้อซึ่งแบบนี้เหมาะสำหรับเด็กๆ ที่อยากจะหัดเล่นโรลเลอร์เบลด และกีฬา Extreme แทบจะทุกชนิดจะต้องมีหมวกันน็อกไว้กันหัวกระแทกเวลาล้มรวมถึงสนับข้อศอกและสนับเข่าไว้ป้องกันอีก เมื่อผู้เล่นมือใหม่รู้ถึงอุปกรณ์การเล่นแบบคร่าวๆ แล้วทีนี้จะพามารู้จักกับ ประเภทของการเล่นว่ามีอะไรกันบ้าง

 

อินไลน์สเกต อีกหนึ่งกีฬา Extreme สุดฮิต

ประเภทของการเล่นโรลเลอร์เบลดจะถูกแบ่งออกเป็น 4 ประเภทคือ

1. Speedประเภทแรกคือเน้นความเร็ว โดยจะไม่มีอะไรมากนักเพียงแค่วิ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงไม่ต้องเน้นท่าทางหรืออะไรมากนัก แต่เน้นแค่ความเร็วกับการทรงตัวให้ดีอย่างเดียว และประเภทนี้เป็นประเภทที่มีการแข่งขันกันมากที่สุด โดยลักษณะของล้อจะมีขนาดใหญ่กว่าประเภทอื่นๆ อยู่ที่ประมาณ 100 มิลลิเมตร รองเท้าจะไม่มีที่รัดข้อเท้า และบางครั้งอาจจะมีถึง 5 ล้อด้วยกัน ขึ้นอยู่กับดีไซน์ของผู้ใช้ว่าชื่นชอบแบบไหน

 

2. Fitnessประเภทนี้จะเล่นการเล่นแบบสบายๆ ขนาดของล้อจะอยู่ที่ 80 มิลลิเมตร รองเท้าจะถูกดีไซน์ออกมาเป็นแบบ Soft Boot ทำให้รองเท้ามีความนิ่มและยืดหยุ่นสูง เหมาะกับกการออกกำลังกายแบบทั่วๆ ไป ไม่เน้นความเร็วและการออกท่าทางมากนัก

 

3. Slalom – ประเภทนี้เป็นอีกประเภทที่มีการแข่งขัน โดยจะเน้นลีลาที่สวยงาม มักจะมีอุปกรณ์เสริมอย่างโคนยางมาเป็นสิ่งขีดขวางเพื่อให้นักกีฬาได้โชว์สเต็ปวิ่งซิกแซกผ่านโคนยาง ขนาดของล้อจะมีตั้งแต่ 72, 76 และ 80 มิลลิเมตร รองเท้าจะมีความแข็งแรงเพื่อรองรับการเล่นที่มีหลายรูปแบบ

 

4. Aggressiveประเภทสุดท้ายแบบถูกใจวัยรุ่นกับแนว Extreme ที่ต้องกระโดดขึ้นไปโชว์ลีลาบน Ramp หรือสิ่งกีดขวางชนิดต่างๆทำให้รองเท้าถูกออกแบบมาให้มีความแข็งแรงเพราะนักกีฬาใช้การกระโดดอยู่บ่อยครั้งด้วยกันและประเภทสุดท้ายนี้นักกีฬาจะต้องรับผิดชอบและดูแลตัวเองให้ดีเพราะเป็นประเภทมีความเสี่ยงจะได้รับอันตรายสูง